กฤษฎา บุญชัย Thai Climate Justice for All, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
ภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้และภาคอื่นๆ ที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนสาหัสให้แก่ประชาชน และปีนี้ไทยก็กำลังเข้าสู่ภาวะร้อน แห้งแล้งอย่างสุดขั้ว เป็นประจักษ์พยานว่าโครงสร้างนโยบายการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยยังไม่ตอบวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงต่อการดำรงชีพของประชาชนทุกด้าน
เมื่อมองระดับโลกวิกฤติโลกร้อนและความหลากหลายทางชีวภาพกำลังทวีความรุนแรงพร้อมกัน อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.2 องศาเซลเซียส ชนิดพันธุ์สูญพันธุ์ในอัตราที่สูงกว่าธรรมชาติอย่างมาก และระบบนิเวศหลักกำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว แม้หลายประเทศจะมีนโยบายและความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศและชีวภาพ แต่แนวทางส่วนใหญ่ยังพึ่งพากลไกตลาด การชดเชย และเทคโนโลยี โดยไม่แตะโครงสร้างการผลิต การบริโภค และอำนาจทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอของปัญหาอย่างจริงจัง
วิกฤตินี้ชี้ชัดว่าประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน ทั้งการยุติพลังงานฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารสู่เกษตรนิเวศ การคุ้มครองและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การกระจายอำนาจและรับรองสิทธิชุมชน รวมถึงการทำให้ความเป็นธรรมเป็นแกนกลางของการพัฒนา มิฉะนั้น นโยบายสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เท่าทันขนาดและความรุนแรงของวิกฤติโลกที่กำลังเผชิญ
ทั้งนี้เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมิได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคที่แก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีหรือโครงการเฉพาะด้าน แต่เป็นวิกฤติฐานชีวิตที่เชื่อมโยงระบบพลังงาน ระบบเกษตรและอาหาร การพัฒนาเมือง อุตสาหกรรม และโครงสร้างการถือครองทรัพยากรเข้าด้วยกัน สำหรับสังคมไทย ปัญหาฝุ่นพิษ ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้น ความเสื่อมโทรมของดิน น้ำ ป่า ทะเล ตลอดจนความไม่มั่นคงทางอาหาร กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคมในระยะยาว
ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองควรทำหน้าที่มากกว่าการเสนอชุดนโยบายเฉพาะหน้า แต่ต้องเสนอภาพอนาคตและออกแบบการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สอดคล้องกับขีดจำกัดของธรรมชาติและความเป็นธรรมต่อผู้คน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองไทยโดยรวม กลับพบว่าสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกยกระดับเป็นแกนกลางของการพัฒนา หากถูกวางเป็นนโยบายรอง หรือเป็นเพียงคำตอบต่อกระแสสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง และมุ่งตอบโจทย์การแข่งขันเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
ภาพรวมร่วมของนโยบายสิ่งแวดล้อมในสนามการเมืองไทย
ภาพรวมที่ปรากฏชัดคือการมองธรรมชาติบนฐานมนุษย์ศูนย์กลางและทุนศูนย์กลาง ธรรมชาติถูกนิยามในฐานะทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเติบโต มากกว่าจะถูกยอมรับว่าเป็นฐานชีวิตและขีดจำกัดของการพัฒนา ขณะเดียวกัน นโยบายจำนวนมากหันไปพึ่งเครื่องมือเศรษฐศาสตร์และการเงิน เช่น การชดเชย การซื้อขายสิทธิ เครดิต และพันธบัตรสีเขียว โดยยังไม่เห็นการออกแบบกำกับดูแลที่หนักแน่นพอในการป้องกันการฟอกเขียว การย้ายภาระไปสู่ชุมชน และการละเมิดสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ
อีกด้านหนึ่ง กลไกหลักของนโยบายสิ่งแวดล้อมยังคงยึดรัฐรวมศูนย์เป็นศูนย์กลาง ทั้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากต้องการการกระจายอำนาจ การรับรองสิทธิ และการยกระดับความรู้และประสบการณ์ของชุมชนท้องถิ่นให้เป็นฐานของการจัดการทรัพยากรอย่างแท้จริง
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยไม่ปรากฏนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นชุดชัดเจน แต่นำประเด็นสิ่งแวดล้อมไปผูกไว้กับนโยบายเกษตรและการคมนาคม นโยบายเกษตรร่ำรวยยอมรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืช แต่แนวทางแก้ไขกลับยึดระบบตลาดโลกและเกษตรพันธสัญญาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่ได้ลดความเปราะบางของเกษตรกรต่อสภาพภูมิอากาศ หากอาจตอกย้ำการพึ่งพิงตลาดและทุนขนาดใหญ่ และลดทอนการปรับตัวเชิงนิเวศให้เหลือเพียงกลไกราคา
นโยบายรถเมล์ไฟฟ้าอาจช่วยลดมลพิษในเมืองบางส่วน แต่ยังเป็นมาตรการเฉพาะด้าน ขณะที่การสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์อ่าวไทยอันดามันสะท้อนแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เสี่ยงสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน หากไม่มีกรอบสิทธิและความเป็นธรรมที่เข้มแข็ง โครงการลักษณะนี้ยิ่งตอกย้ำการพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจนำและผลักภาระสิ่งแวดล้อมให้สังคมโดยรวม
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยมีนโยบายด้านฝุ่น PM2.5 ที่ชัดเจนและรอบด้านที่สุดของพรรค โดยเสนอทั้งกฎหมาย มาตรการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง การจัดการการเผาในภาคเกษตร การกำกับอุตสาหกรรม และการเจรจาข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวม นโยบายด้านเกษตรและการเงินของพรรคยังคงเป็นการบรรเทาเฉพาะหน้า เช่น การประกันกำไรและการพักหนี้ โดยยังไม่เชื่อมโยงกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้างให้เกษตรกร
นโยบายที่อยู่อาศัยบนที่ดินรัฐสะท้อนความพยายามแก้ปัญหาสังคม แต่ยังไม่แตะโจทย์การกระจายการถือครองที่ดินและการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนในฐานะทรัพยากรธรรมชาติ จึงทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมยังคงถูกแยกออกจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของการใช้ที่ดิน
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ทั้งพลังงาน ฝุ่น ป่าไม้ และภัยพิบัติ แต่โดยแก่นยังเป็นการจัดการเชิงเทคนิคภายใต้ระบบเดิม นโยบายพลังงานยังไม่ชัดเจนต่อการลดเลิกฟอสซิล และการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านต้องถูกตั้งคำถามในมิติความหลากหลายทางชีวภาพและสิทธิชุมชน นโยบายกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับมีความสำคัญเชิงเครื่องมือ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยืนอยู่บนฐานสิทธิและความเป็นธรรมหรือไม่ ขณะที่นโยบายพันธบัตรป่าไม้แม้สอดคล้องกับแนวคิดระดับสากล แต่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเขียว หากไม่กำหนดมาตรฐานนิเวศและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
พรรคกล้าธรรม
ไม่ปรากฏนโยบายสิ่งแวดล้อมจากพรรคกล้าธรรม มีเพียงเรื่องการจัดการน้ำเชิงเทคนิคและข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่รัฐดำเนินการอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบรวมศูนย์ไปสู่การกระจายอำนาจและการรับรองสิทธิของประชาชนในลุ่มน้ำอย่างชัดเจน ทำให้การจัดการทรัพยากรยังห่างไกลจากการเป็นกระบวนการประชาธิปไตยเชิงนิเวศ
พรรคประชาชน
ในบรรดาพรรคการเมืองไทย พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครอบคลุมและเป็นระบบมากที่สุด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบน้ำเสีย และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอ้างอิงกรอบสากล เช่น Net Zero การปรับตัวโดยใช้ระบบนิเวศเป็นฐาน และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง นโยบายจำนวนมากยังตั้งอยู่บนกรอบเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งลดผลกระทบภายใต้การเติบโต มากกว่าการตั้งคำถามต่อโครงสร้างการผลิตและการบริโภคที่เป็นต้นตอของวิกฤติ การพึ่งพาเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ เช่น คาร์บอนเครดิตและเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีความเสี่ยงต่อการฟอกเขียว หากไม่มีกลไกปิดช่องการชดเชยแทนการลดการทำลายจริง ขณะเดียวกัน แม้นโยบายจะกล่าวถึงการกระจายอำนาจและสิทธิชุมชน แต่ยังไม่ถูกยกระดับให้เป็นแก่นของการจัดการนิเวศในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรและฐานชีวิตของตนเอง
พรรคประชาชนจึงมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังจำเป็นต้องทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องการยุติฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร และการยึดความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการพึ่งพากลไกตลาดเป็นหลัก
สรุปประเมินเชิงโครงสร้าง
โดยภาพรวม นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่เท่าทันวิกฤติร่วมสมัย เพราะขาดทั้งหลักการและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ธรรมชาติยังไม่ถูกยอมรับเป็นศูนย์กลาง สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและความเป็นธรรมยังไม่เป็นแก่นกำกับ สิทธิชุมชนต่อฐานทรัพยากรยังปรากฏจำกัด ไม่มีแนวคิดสิทธิของธรรมชาติ และยังขาดกรอบเวลาการเปลี่ยนผ่านในระบบหลัก เมื่อขาดเป้าหมายเชิงโครงสร้าง นโยบายจึงมักเหลือเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ขณะที่ต้นตอของปัญหายังคงอยู่
ข้อจำกัดของนโยบายสิ่งแวดล้อมในสนามการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากการขาดเทคโนโลยีหรือโครงการ แต่เกิดจากข้อจำกัดเชิงกระบวนทัศน์ที่ยังไม่ยึดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชุมชน และสิทธิของธรรมชาติเป็นฐาน
หากสังคมไทยต้องการหลุดพ้นจากวังวนของวิกฤติสิ่งแวดล้อม นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องไม่เป็นเพียงภาคผนวกของการพัฒนา แต่ต้องกลายเป็นแกนกลางของทุกนโยบาย และต้องถูกออกแบบบนฐานความเป็นธรรมอย่างแท้จริง


