ส.กทอ. หนุน ม.เกษตรฯ โชว์เคสการพัฒนา ‘ต้นแบบ’ ผลิต-กักเก็บไฮโดรเจน พลังงานสะอาด

ส.กทอ. โชว์เคสการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบด้านพลังงานไฮโดรเจนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในอนาคตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยภายหลังการรับฟังการบรรยายภาพรวมจากโครงการวิจัยและพัฒนาระบบผลิตและกักเก็บไฮโดรเจนจากแหล่งพลังงานทดแทน ปีงบประมาณ 2565 ซึ่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้การสนับสนุนด้วยงบประมาณ 9.4 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบด้านพลังงานไฮโดรเจนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในอนาคต

พลังงานไฮโดรเจนถือเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะสามารถผลิตได้จากแหล่งพลังงานทดแทนที่หลากหลาย อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ชีวมวล หรือพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยผ่านกระบวนการแยกไฮโดรเจน (H) จากน้ำ (H2O) ด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) หากผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนที่ได้ จะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในกระบวนการผลิต(Green Hydrogen) อีกทั้ง ไฮโดรเจนยังนำไปใช้ในภาคพลังงานได้อย่างหลากหลาย อาทิ การใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell EV) การผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้า และการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและปิโตรเคมี เป็นต้น

โครงการวิจัยระบบผลิตและกักเก็บไฮโดรเจนจากแหล่งพลังงานทดแทนนี้ ได้พัฒนาชุดต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานทดแทนในรูปแบบพลังงานไฮโดรเจน เพื่อสร้างเสถียรภาพ รวมทั้งมีความปลอดภัย ต้องการการบำรุงรักษาน้อย มีอายุการใช้งานยาวนาน และมีทางเลือก เป็นการแก้ไขจุดอ่อนของระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอร์รี่ ที่มักประสบปัญหาด้านการซ่อมบำรุงรักษา การซื้อแบตเตอร์รี่ทดแทน มีอายุการใช้งานสั้น การกำจัดแบตเตอร์รี่ที่หมดอายุจะต้องเปลี่ยนตามรอบการใช้งาน ทำให้หลายโครงการประสบปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง และเลิกใช้ปล่อยทิ้งในที่สุด

“ผลการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ชุดผลิตไฮโดรเจนความดันต่ำ โดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิสด้วยเซลล์อิเล็กโทรไลเซอร์ ชนิดเมมเบรนแลกเปลี่ยนโปรตอน (PEM Electrolyzer) มีกำลังการผลิตไฮโดรเจน 10 ลิตรต่อชั่วโมง และสามารถผลิตก๊าซไฮโดรเจนที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่า 99.99% ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีเสถียรภาพในการทำงาน มีระบบความปลอดภัยที่เหมาะสม และสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยผลงานดังกล่าวได้รับการจดอนุสิทธิบัตรในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568”

นอกจากนี้ โครงการยังได้พัฒนาระบบกักเก็บไฮโดรเจนความดันต่ำด้วยเทคโนโลยีโลหะไฮไดรด์ (Metal Hydride) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บไฮโดรเจนที่มีความปลอดภัยสูง สามารถกักเก็บไฮโดรเจนในรูปอะตอมภายในโครงผลึกของโลหะโดยไม่จำเป็นต้องอัดก๊าซที่ความดันสูง ระบบต้นแบบประกอบด้วย ถังโลหะไฮไดรด์ขนาด 800 ลิตร จำนวน 16 ถัง จากผลการทดสอบพบว่าสามารถกักเก็บไฮโดรเจนได้สูงสุดกว่า 21,000 ลิตร หรือประมาณ 1.78 กิโลกรัม ที่ความดันบรรจุ 30 บาร์ และได้รับการจดอนุสิทธิบัตรในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 เช่นเดียวกัน

โครงการได้พัฒนาชุดสาธิตการใช้งานไฮโดรเจนที่ผลิตได้ เพื่อแสดงศักยภาพในการใช้งานจริง ได้แก่ จักรยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และอุปกรณ์จ่ายไฟฟ้าสำรองจากเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ รวมถึงรองรับการใช้งานภาคสนาม ผลการทดสอบจักรยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนพบว่าสามารถวิ่งได้ระยะทางเฉลี่ย 45.8 กิโลเมตรต่อการเติมไฮโดรเจนหนึ่งครั้ง (500 ลิตร) โดยไม่มีการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสีย

“ไฮโดรเจนเป็นพลังงานทางเลือกที่หลายประเทศให้ความสำคัญ นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว ยังเป็นตัวช่วยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero กองทุนอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาระบบผลิตและกักเก็บไฮโดรเจน ซึ่งจะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นได้หลากหลาย ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผลิตและกักเก็บไฮโดรเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศ ความสำเร็จของโครงการวิจัยและพัฒนานี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกองทุนอนุรักษ์พลังงานในการผลักดันงานวิจัยด้านพลังงานสะอาด และเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนของประเทศไทย เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต” นายรัฐฉัตรกล่าว