
“การรับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. ครั้งนี้ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะนำพา กฟผ. เป็นมากกว่าผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า โดยจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘Energy Transition’ และบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”
‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนที่ 17 วัย 51 ปี เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 พบสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆ นี้
‘นรินทร์’ อดีตลูกหม้อ กฟผ. ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานที่สำคัญขององค์กรมาแล้ว โดยเริ่มจากวิศวกรดูแลงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า งานพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการ กฟผ. ที่ดูแลสายงานเชื้อเพลิง ครอบคลุมการจัดหาก๊าซธรรมชาติ (LNG) แบตเตอรี่ พลังงานไฮโดรเจน และการจัดหาถ่านหินลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง
ขับเคลื่อน กฟผ.สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายนรินทร์ เล่าถึงการบริหารจัดการองค์กรที่จะนำพา กฟผ. ไปสู่รัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพสูงในระดับสากล หรือ ที่เรียกว่า “State-Owned Enterprise with Private Sector Performance” ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงานไม่ว่าจะกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลัง (กกพ.) จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาและบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเรื่อง Climate Change ที่โลกกำลังเผชิญกับก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น รวมทั้งภัยพิบัติอื่นๆ อาทิ แผ่นดินไหว อุทกภัยในหลายพื้นที่ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร และเกิดโรคภัยใหม่ๆ รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามการค้า และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน รวมไปถึง Technology Disruption และDemographic Shift ที่มีการอพยพคนไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ทำให้ กฟผ. ต้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ขับเคลื่อนองค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากการที่ประเทศไทยประกาศยกระดับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050 นายนรินทร์ กล่าว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงค์โปร์ เวียดนาม ก็ประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เช่นกัน หากเราไม่ปรับตัว อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน เพราะธุรกิจสมัยใหม่ จะพึ่งพาพลังงานสีเขียวกันมากขึ้น ซึ่งนอกจากต้องผลิตพลังงานสีเขียวมากขึ้น แล้วยังต้องปรับปรุงระบบโครงข่ายสายส่งเพื่อรองรับพลังงานสีเขียวอีกด้วย
ปี 69 ตั้งงบ 2 หมื่นล้านลุยขยายโซลาร์ลอยน้ำและระบบส่งไฟฟ้า
1. เร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. เพิ่มอีก 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์
2. ขยายระบบส่งไฟฟ้า เตรียมรองรับธุรกิจ Data Center ของต่างชาติหลายบริษัทที่แสดงความประสงค์จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งธุรกิจ Data Center แต่ละรายมีความต้องการใช้ไฟเทียบเท่าโรงไฟฟ้า 1 โรง ทำให้ กฟผ. ต้องเตรียมขยายระบบส่งไฟฟ้าเข้าไปที่ EEC เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center
นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ยังมีนโยบายสำคัญ โดยมอบหมายให้ กฟผ. ขายไฟฟ้าให้กับธุรกิจ Data Center ได้โดยตรง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ ส่วนความคืบหน้าของโครงการนี้อยู่ระหว่างการยกร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขกฎหมายของ กฟผ. และได้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจทานแล้ว ก่อนที่จะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป

บริหารองค์กร 5 ด้าน ภายใต้ “SENSE”
ในการบริหารจัดการองค์กร กฟผ.นั้น นายนรินทร์ได้ใช้หลัก “SENSE” บริหารจัดการองค์กร
- S : Safety Operation การทำงานด้วยความปลอดภัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง
- E : Energy Security ดูแลความมั่นคงด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นภารกิจหลัก ของ กฟผ.
- N : Carbon Neutrality เดินหน้าพลังงานสีเขียว พลังงานคาร์บอนต่ำ รับผิดชอบต่อโลก เพื่อคนรุ่นต่อไป
- S : Social Responsibility สร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและชุมชน เพื่อความสุขของคนไทย
- E : Energy Affordability ราคาพลังงานที่สามารถเข้าถึงได้
เร่งพัฒนา ‘Grid Modernization’ รองรับพลังงานทดแทนผันผวน
ส่วนเรื่องการภารกิจในการดูแลความมั่นคงของพลังงาน นายนรินทร์ กล่าวว่า ในอดีตเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ยังไม่มีพลังงานโซลาร์เข้ามา ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย แต่หลังจากที่มีพลังงานทดแทนเข้ามาในระบบเพิ่มมากขึ้น ทำให้ช่วงเวลาของความต้องการใช้ไฟเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาแทนบางส่วน ทำให้ กฟผ. ต้องเตรียมพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่ไม่มีไฟฟ้าจากโซลาร์ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และรองรับการเข้ามาของพลังงานทดแทนที่มีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา โดยการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมที่จะทำให้ระบบ Grid มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ปัจจุบันนี้มีบ้านพักอาศัยติดตั้งใช้โซลาร์บนหลังคา โดยใช้แบตเตอรี่ขนาดไม่ใหญ่มาก ดังนั้น กฟผ. จึงเตรียมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทน จึงเป็นที่มาของแนวความคิดในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง คือ เขื่อนกะทูน ขนาด 780 เมกะวัตต์ เขื่อนวชิราลงกรณ ขนาด 900 เมกะวัตต์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ ขนาด 780 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยให้ กฟผ. สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่พลังงานทดแทนหายไปจากระบบ
นอกจากนี้ กฟผ.ยังต้องเร่งพัฒนาระบบที่เรียกว่า “Blackout Prevention” รองรับเหตุการณ์โรงไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้โรงไฟฟ้าอื่นๆ ต้องดีดตัวออกจากระบบ เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง และสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าใหม่ๆเข้ามารองรับการ Blackout
จัดหาพลังงานแห่งอนาคต
ส่วนเรื่อง Carbon Neutrality กฟผ. ได้เร่งศึกษาพลังงานไฮโดรเจน, การดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ “Carbon Capture and Storage : CCS” และโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
- พลังงานไฮโดนเจน เป็นพลังงานที่ กฟผ. สามารถนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติ หรือใช้ผสมกับก๊าซธรรมชาติ (LNG) ได้ซึ่ง กฟผ. กำลังเตรียมปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความพร้อมที่จะนำไฮโดรเจนมาผสมกับ LNG เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
- โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงใช้ในการผลิตไฟฟ้า หรือ นำมาใช้ผลิตเมทานอล หรือ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ขายได้ ตามหลักการรีไซเคิลโดยนำวัตถุดิบที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) การนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า แบบ Twenty-four Seven (24/7 CFE) โดยที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ใช้ Biomass เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล นำมาผสมกับถ่านหินลิกไนต์ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ได้อีกด้วย
ส่วนเรื่องของราคาพลังงาน กฟผ. เดินหน้าจัดหา LNG ในรูปแบบสัญญาระยะยาวมากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลง และราคาก็มีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมกับยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง และแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG โดยล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือ และจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
นายนรินทร์ กล่าวตอกย้ำบทบาทของ กฟผ.ต่อจากนี้ไปว่า “กฟผ. จะไม่เป็นเพียงผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีอัจฉริยะ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”



