
เปิดวิสัยทัศน์ ‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ ผู้ว่า กฟผ.คนที่ 17 ปักหมุดผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่พลังงานสะอาด – ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า ปี’69 ตั้งงบลงทุน 2.2 หมื่นล้าน ลุยขยายระบบส่ง – เร่งจัดหา LNG สัญญาระยะยาวปี 1 ล้านต้น/ปี ลดต้นทุนผลิตไฟ คาดได้รับหนี้ 40,000 ล้านบาท คืนครบในปี’70
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทย และผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
“ในปี 2569 กฟผ.เตรียมแผนการลงทุนเอาไว้ 22,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ 1,300 ล้านบาท การลงทุนขยายระบบส่งกว่า 10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้า ดังนั้น ในปี หน้านี้ กฟผ.จะเน้นเรื่องการลงทุนขยายระบบส่งเป็นหลัก” นายนรินทร์ กล่าว
โดย กฟผ.จะต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายนรินทร์ ให้ความเห็นการเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้าจะมีผลกระทบกับ กฟผ.อย่างไรว่า “เรื่องการเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า ผมมองว่าเป็นโอกาสของ กฟผ.ที่จะได้ทำอะไรใหม่ ๆ ซึ่ง กฟผ.เองก็ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว อย่างเช่น ภาครัฐเองก็มีโครงการนำร่อง Direct PPA ดังนั้น สิ่งที่จะต้องมองต่อไปเมื่อมีการเปิด Direct PPA ให้ Third Party ก็ยังต้องมีคนมาดูแลความมั่นคงของระบบ และจะต้องมีคนที่พร้อมจะจ่ายไฟเข้าระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ไฟฟ้าที่ซื้อ-ขายกันไม่มี หรือ ไฟไม่มา ตรงนี้ก็เป็นโอกาสของ กฟผ.ที่จะทำอะไรใหม่ๆ และในฐานะที่ กฟผ.เป็นผู้ดูแลความมั่นคงให้กับระบบ ก็ต้องมีเครื่องมือที่จะใช้บริหารจัดการได้อย่างเพียงพอในระดับหนึ่งด้วย”
นายนรินทร์ กล่าวต่อว่า ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
“เราเริ่มนำเข้า LNG แบบสัญญาระยะสั้น 3-5 ปี มาตั้งแต่ปี 2566 ประมาณสัก 6 ลำเรือ ส่วนในปี 2567 – 70 เรานำเข้าปีละปประมาณ 15-20 ลำเรือ นำเข้ามาในราคาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ กกพ.กำหนดทุกลำ หากเรายิ่งได้สัญญาระยะยาว ก็จะทำให้ต้นทุนเราต่ำลง และราคาก็มีเสถียรภาพมากขึ้น จริงๆ เราเคยได้รับความเห็นชอบจาก กกพ.ให้นำเข้า LNG ในรูปแบบสัญญาระยะยาวแล้ว แต่บังเอิญช่วงนั้นตลาด LNG มีความผันผวน ก็เลยมีการปรับนิดหน่อย และเริ่มจัดหา LNG แบบสัญญาระยะยาวตั้งแต่ต้นปีหน้า ปีละประมาณ 1 ล้านตัน”
ส่วนประเด็นแนวทางการบริหารจัดค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาสมประชาชนยอมรับได้ ขณะที่กฟผ.มีภาระหนี้ที่ไปแบกรับแทนประชาชนกว่า 40,000 ล้านบาท มีแนวทางอย่างไร นายนรินทร์กล่าวว่า “เรื่องการบริหารค่าไฟฟ้าปัจจุบัน กฟผ.ทำอยู่แล้ว ประการแรก เราพยายามที่จะเดินเครื่องผลิตไฟจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ประการที่ 2 ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เราใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น เราก็ต้องพยายามหาเชื้อเพลิงในราคาที่ต่ำที่สุด ทั้งสองส่วนนี้เป็นตัวขับเคลื่อนที่จะทำให้ราคาค่าไฟต่ำลง ส่วนเรื่องการแบกรับภาระหนี้ค่าไฟแทนประชาชนนั้น กฟผ.เคยรับภาระหนี้สูงสุดประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากนั้นก็ทยอยลดลงมาเรื่อย ๆ ปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท เราคาดหวังว่าจะได้คืนและก็มีภาระดอกเบี้ยส่วนหนึ่งที่ต้องรับภาระเองด้วย ขณะเดียวกันเราต้องรักษาระดับค่าไฟให้ประชาชน ได้ใช้ในราคาถูกที่สุด เราพยายามบาลานซ์ระหว่างตัวค่าไฟ กับหนี้ที่ กฟผ.จะได้รับคืน คาดว่าจะได้รับคืนหนี้ค่าไฟทั้งหมดภายในปี 2570”
นายนรินทร์ กล่าวต่อไปว่า “ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance – Risk Management – Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero”
ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน โดย กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน



