เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

เมื่อพูดถึง “การเพิ่มอำนาจเยาวชน” หรือ Youth Empowerment เรามักนึกถึงกิจกรรมอบรมและโครงการสั้น ๆ แต่ในเชิงลึก แนวคิดนี้คือการปฏิวัติทางการเมืองและวัฒนธรรม เป็นการยอมรับว่า คนรุ่นใหม่ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่ง แต่คือเจ้าของพื้นที่สาธารณะที่มีสิทธิกำหนดอนาคตของสังคมเอง
บทความนี้ชวนไปรู้จัก 5 นักวิชาการทั่วโลกที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้และโครงสร้างอำนาจใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่
1. Henry Giroux – เมื่อการศึกษาไม่ใช่พื้นที่แห่งความรู้ แต่คือสมรภูมิทางอุดมการณ์
ศาสตราจารย์ Henry Giroux คือหนึ่งในนักทฤษฎีแนว critical pedagogy ที่เปลี่ยนวิธีที่โลกมอง “เยาวชน” ไปตลอดกาล
Giroux มิได้มองพวกเขาเป็นผู้เรียนรู้ แต่เป็น “ผู้ถูกทำให้เชื่อง” ในโรงเรียนที่ถูกออกแบบให้ผลิตแรงงานและผู้บริโภค ในหนังสือ Youth in a Suspect Society (2010) และ Neoliberalism’s War on Youth (2013) Giroux ระบุถึงกลไกของโลกสมัยใหม่ที่ทำให้เยาวชนถูกทำให้กลัว และรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่พอ” ตั้งแต่เกิด
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “neoliberal pedagogy of fear” เป็นระบบการศึกษาที่สอนให้คนรุ่นใหม่รู้สึกผิดเมื่อไม่ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม “เราสอนเด็กให้แข่งขัน แต่ไม่เคยสอนให้ตั้งคำถามกับการแข่งขันนั้นเลย”
สิ่งที่ทำให้ Giroux แตกต่างคือ เขาเชื่อว่าการศึกษาไม่ควรถูกแยกจากการเมือง เพราะทุกห้องเรียนคือสมรภูมิทางอุดมการณ์ เยาวชนต้องเรียนรู้ที่จะ “อ่านโลก” ก่อนจะเรียนรู้ที่จะ “อ่านหนังสือ” และการปลดปล่อยเยาวชนจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาตระหนักว่า “ความรู้” ที่เรียนอยู่ถูกสร้างโดยใคร เพื่อใคร
Giroux เสนอแนวคิด “public pedagogy” การศึกษานอกห้องเรียน ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อ ศิลปะ และชีวิตประจำวัน
มันคือการ reclaim พื้นที่วัฒนธรรมกลับจากมือทุน เยาวชนคือพลังแห่งการปลุกจิตสำนึก ไม่ใช่ทรัพยากรที่รัฐต้อง “พัฒนา” นี่คือแนวคิดที่ทำให้ Giroux กลายเป็นศัตรูกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แต่เป็นแรงบันดาลใจของขบวนการเยาวชนจำนวนมาก
2. Roger Hart – “บันไดแห่งการมีส่วนร่วม” ที่เปลี่ยนวิธีคิดของโลก
Roger Hart เป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการผู้เขียนหนังสือ Children’s Participation: From Tokenism to Citizenship (UNICEF, 1992) งานนี้มีส่วนสำคัญในการพลิกทั้งกรอบความคิดขององค์การสหประชาชาติและรัฐบาลโลกในการทำงานกับเยาวชน
Hart เสนอ “Ladder of Participation” บันได 8 ขั้นที่เริ่มจาก “การถูกใช้เป็นเครื่องมือ” ไปจนถึง “การตัดสินใจโดยเยาวชนเอง” เขาแยกชัดว่า “participation” ที่แท้ไม่ใช่แค่การให้เด็กมานั่งในห้องประชุม หรือให้พูดในเวที แต่คือการให้พวกเขามีอำนาจ “ร่วมตัดสินใจจริง”
“การมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการถูกเชิญ แต่หมายถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นด้วย” – Hart
สิ่งที่ Hart ทำจึงเป็นมากกว่ากรอบทฤษฎี มันคือการรื้อคำว่า participation ออกจากความดีงามแบบ NGO แล้วโยนมันกลับไปสู่การเมือง เขาทำให้คำว่า “เด็กและเยาวชน” กลายเป็นคำทางสิทธิ (right-bearing subject) แทนคำทางเมตตา (charitable subject)
แนวคิดของ Hart ถูกขยายต่อโดยนักวิชาการรุ่นหลัง เช่น Patricio Cuevas-Parra และ Gerison Lansdown ที่ใช้เป็นฐานพัฒนา “participatory policy design” ในหลายประเทศ และในแทบทุกครั้งที่รัฐบาลพูดถึง “youth-led process”
3. Ananya Mukherjee-Reed – อิสรภาพที่ไม่มีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจ คืออิสรภาพที่เปราะบาง
Ananya Mukherjee-Reed ไม่ใช่นักกิจกรรมเยาวชน แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองหญิงจากอินเดียที่ตั้งคำถามกับระบบโลกใต้ของทุนนิยมใหม่
เธอเสนอว่าคำว่า “youth empowerment” จะกลวงเปล่าทันที หากไม่เชื่อมโยงกับคำว่า “economic dignity” ในงาน Economic Justice and the Politics of Dignity (2019) เธอวิเคราะห์ว่า เยาวชนในโลกใต้ โดยเฉพาะผู้หญิงและแรงงานนอกระบบ ถูกบังคับให้เรียกว่า “empowered” เพียงเพราะมีทักษะหรือได้งานทำ แต่ไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจจริง
“การมีรายได้ไม่เท่ากับการมีศักดิ์ศรี การพัฒนาไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่คือการมีอำนาจควบคุมชีวิตตัวเอง” Mukherjee-Reed
เธอจึงเสนอมุมมองใหม่ว่า “การเพิ่มอำนาจเยาวชน” ต้องเริ่มจาก restructuring of power คือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของทรัพยากร ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้าง
Mukherjee-Reed ทำให้ประเด็นเยาวชนเชื่อมโยงกับ decolonial economy และ feminist political economy
ในยุคที่การเมืองพูดถึง “soft power” เธอกำลังพูดถึง “dignity power” พลังที่เกิดจากศักดิ์ศรีของการมีชีวิต
เธอไม่เพียงแต่อธิบาย แต่ยังผลักดันให้ UNDP และ Commonwealth นำกรอบนี้ไปใช้ในการประเมินนโยบายเยาวชนในประเทศกำลังพัฒนา
4. Patricia Hill Collins – เยาวชนในฐานะชนกลุ่มน้อยทางความรู้
Patricia Hill Collins เป็นนักสังคมวิทยาเฟมินิสต์ผิวดำ เจ้าของแนวคิด Black Feminist Thought (1990) ซึ่งต่อมาเป็นรากฐานของ “intersectionality” แต่สิ่งที่ทำให้เธอน่าทึ่ง คือเธอไม่หยุดที่เพศหรือเชื้อชาติ เธอมอง “เยาวชน” ว่าเป็นอีกหนึ่งชนกลุ่มน้อยทางอำนาจ (epistemic minority)
ในมุมของ Collins เยาวชนไม่ได้ถูกกดขี่แค่เชิงโครงสร้าง แต่ยังถูกทำให้ “ความรู้ของพวกเขา” ไม่มีคุณค่า
ระบบการศึกษา สื่อ และรัฐ ล้วนผลิตความรู้ที่ถือว่า “ผู้ใหญ่เท่านั้นที่รู้ดี”
การเพิ่มอำนาจเยาวชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่คือเรื่องของ “อำนาจทางความรู้” (epistemic power)
“เมื่อใครบางคนบอกว่า ‘เด็กไม่เข้าใจโลกจริง’ นั่นไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่มันคือกลไกในการควบคุมความจริง” – Collins
แนวคิดนี้สร้างอิทธิพลต่อสาขา Youth Studies และ Feminist Epistemology อย่างลึกซึ้ง เธอทำให้เราเข้าใจว่า “เสียงของเยาวชน” ไม่ได้สำคัญเพียงในเชิงการมีส่วนร่วม แต่ยังท้าทาย “อำนาจในการนิยามโลก”
หาก Giroux พูดถึงการศึกษาในฐานะสมรภูมิ Collins คือคนที่ชี้ให้เห็นว่า “ความรู้” เองคืออาวุธ
5. Patricio Cuevas-Parra – จาก “มีส่วนร่วม” สู่ “ร่วมกำหนดอำนาจ”
Patricio Cuevas-Parra คือหนึ่งในนักวิชาการละตินอเมริกาที่พยายามพัฒนาแนวคิด “youth participation” ไปให้พ้นจากขอบเขตของการปรึกษา (consultation)
ในหนังสือ Children and Young People’s Participation in Decision-Making (Springer, 2023) เขาเสนอกรอบที่เรียกว่า “Intergenerational Power Sharing”
มันคือการท้าทายความคิดแบบผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง (adultism) โดยเปิดให้เยาวชนและผู้ใหญ่ “ออกแบบอำนาจร่วมกัน” ไม่ใช่การสลับอำนาจ แต่คือการสร้างอำนาจใหม่ร่วมกัน
“Empowerment ไม่ใช่การให้ แต่คือการออกแบบอำนาจร่วมระหว่างรุ่น” – Cuevas-Parra
Cuevas-Parra ทำงานเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์กรอย่าง World Vision และ UNICEF โดยผลักแนวคิดนี้ไปสู่โครงสร้างจริง เช่น การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างเยาวชนกับรัฐในโครงการพัฒนา และการเขียนนโยบายที่เยาวชนเป็นผู้ตัดสินใจร่วม
สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้ใหญ่ไม่ยอม “สูญเสียอำนาจบางส่วน” เขาจึงพูดถึง “psychology of sharing” – จิตวิทยาของการยอมให้เยาวชนเข้ามามีสิทธิตัดสินใจ นี่คือมิติใหม่ที่แทบไม่มีในกรอบนโยบายเยาวชนกระแสหลัก
แนวคิดของ Cuevas-Parra ถือเป็นการเชื่อมระหว่างสิทธิ (rights-based) กับอำนาจ (power-based) อย่างมีระบบที่สุดในรอบทศวรรษ
เยาวชนในฐานะผู้เขียนระบบใหม่
หากจะสรุปสิ่งที่นักคิดทั้งห้าคนนี้มีร่วมกัน มันคือการ “รื้อคำว่าเยาวชนออกจากกรอบความดีงาม” แล้ววางพวกเขาไว้ในฐานะ political subject ที่มีศักยภาพจะเขียนกติกาใหม่ของสังคม
ในยุคที่การเมืองโลกกำลังขยับเข้าสู่ความเปราะบาง และคำว่า “เยาวชน” ถูกใช้เป็นคำโฆษณา นักคิดเหล่านี้ช่วยเตือนเราว่า “การเพิ่มอำนาจเยาวชน” ไม่ใช่การทำให้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น แต่คือการทำให้สังคม “เรียนรู้ที่จะรับฟัง” และ “ยอมปรับเปลี่ยน” เพราะในที่สุดแล้ว การปลดปล่อยเยาวชน ก็คือการปลดปล่อยสังคมจากอำนาจเก่าที่กลัวการเปลี่ยนแปลง
อ้างอิง
- Giroux, H. (2013). Neoliberalism’s War on Youth. Routledge.
- Hart, R. (1992). Children’s Participation: From Tokenism to Citizenship. UNICEF.
- Mukherjee-Reed, A. (2019). Economic Justice and the Politics of Dignity. Routledge.
- Collins, P. H. (1990). Black Feminist Thought. Routledge.
- Cuevas-Parra, P. (2023). Children and Young People’s Participation in Decision-Making. Springer.



