
กฟผ. มุ่งสร้างเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียน ลดความผันผวนด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ‘BESS’ เดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
ท่ามกลางแนวโน้ม ‘โลกเดือด’ ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการพลังงานสะอาดยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 ขณะที่ระเบียบการค้าโลกได้ปรับเข้มมากขึ้นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าว ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยนและร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายลดโลกร้อนอย่างเต็มที่
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าของประเทศจำเป็นต้องบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าสีเขียวในช่วงที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินการพัฒนาพลังงานสะอาด ตามแนวโน้มความต้องการของโลกโดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ
แต่ด้วยพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) เป็นพลังงานที่มีความผันผวนสูง จะทำอย่างไรให้มีความเสถียรมากขึ้น ระบบกักเก็บพลังงานจึงนับเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น กฟผ. จึงได้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ” มาเสริมให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ในทุกช่วงเวลา

โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เป็นระบบกักเก็บพลังงานด้วยพลังน้ำขนาดใหญ่ (Energy Storage System: ESS) ที่ผลิตไฟฟ้าสะอาดจากพลังน้ำ มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ และช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองไปเก็บไว้ที่อ่างพักน้ำตอนบนในช่วงเวลาที่มึความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย หรือ ตอนกลางคืนถึงเช้า และเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในช่วงกลางวันถึงค่ำจะปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า และปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองเช่นเดิม โดยมีความพิเศษ คือ สามารถเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานหมุนเวียน ในเวลาที่แดดไม่มี ลมไม่พัด หรือในช่วงที่เกิดกรณีฉุกเฉินไฟฟ้าขาดหายไปจากระบบได้อย่างทันท่วงที และไม่ส่งผลกระทบกับการใช้น้ำของประชาชน ที่ใช้น้ำในการเกษตร และการอุปโภค บริโภค ด้วยหลักการนี้ จึงทำให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ กลายเป็นระบบกักเก็บพลังงานที่ช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่สะดุดและมีความมั่นคงในระบบไฟฟ้ามากขึ้น


ปัจจุบัน กฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 3 แห่ง ได้แก่ 1) เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ 2) เขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และ 3) โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ที่สร้างความอุ่นใจ ทันใจ และมั่นใจ พร้อมสนับสนุนประเทศให้ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่เทรนด์อนาคต สังคมคาร์บอนต่ำ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่ง กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี และเขื่อนกะทูน จ.นครศรีธรรมราช
BESS ขุมพลังงานที่ช่วยแปลงพลังงานงานหมุนเวียนให้เสถียรมากขึ้น
นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีโครงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า BESS (Battery Energy Storage System) เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับความมั่นคงระบบโครงข่ายไฟฟ้า ด้วยคุณสมบัติของ BESS เป็นแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ซึ่งมีจุดเด่นหลายประการ ทั้งการจ่ายไฟฟ้าได้รวดเร็วในระดับมิลลิวินาที (ms) มีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังใช้พื้นที่น้อย และสามารถใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่หลากหลายทั้งเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน โดย BESS ช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้เมื่อไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม ทำให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูแลความมั่นคงในระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Scale) ในภาพรวม
BESS จึงเปรียบเสมือนแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ (Power Bank) ของระบบไฟฟ้า ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจ่ายไฟได้ทันทีเมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ด้วยหลักการทำงานของ BESS ที่กักเก็บพลังงานในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนำไปใช้ในอีกช่วงเวลาหนึ่งที่มีความต้องการพลังงานโดยผ่านการชาร์จแบตเตอรี่ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าต่ำ แล้วนำพลังงานที่กักเก็บเอาไว้มาจ่ายไฟฟ้าเสริมเข้าระบบในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง ช่วยจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่การผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน BESS ได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการบูรณาการด้านพลังงาน ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทำให้การจ่ายพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนและไม่ต่อเนื่อง กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น

ปัจจุบัน กฟผ. ได้ติดตั้งระบบ BESS แล้วในหลายพื้นที่ ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กำลังไฟฟ้า 16 เมกะวัตต์ (ความจุ 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี กำลังไฟฟ้า21 เมกะวัตต์ (ความจุ 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) โดยนำ BESS ไปติดตั้งเชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้าในบริเวณสถานีไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ โครงการสมาร์ทกริดฯ จ.แม่ฮ่องสอน ติดตั้งแบตเตอรี่ กำลังไฟฟ้า 5 เมกะวัตต์ (ความจุ 6 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) ทำงานร่วมกับแหล่งผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ พร้อมด้วยระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ช่วยจ่ายไฟฟ้าให้กับอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนเพิ่มความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ในอนาคต เมื่อสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทยเพิ่มมากขึ้น การใช้ BESS จะยิ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพไฟฟ้าแบบ Real-Time พร้อมเสริมความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility) อย่างไรก็ตามการติดตั้ง BESS ยังต้องใช้ต้นทุนสูง ดังนั้นการเลือกใช้ BESS จึงจำเป็นต้องเลือกจุดยุทธศาสตร์ในการติดตั้งที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) อีกหลายรูปแบบ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และการกักเก็บพลังงานในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งจะช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น เสริมทัพให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง ควบคู่กับการเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions
โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และ BESS จึงเปรียบเสมือนพาวเวอร์แบงที่เป็นขุมพลังงานของพลังงานหมุนเวียน
ข้อมูลเพิ่มเติม



