
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ได้ออกแถลงการณ์สหภาพแรงงานการบินไทย(สร. กบท.) ตามที่ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ข่าวหุ้นทีวี ได้แสดงความเห็นต่อหนังสือของสหภาพแรงงานการบินไทย ถึงประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน กรณี การสรรหาและแต่งตั้งตั้งกรรมการบริษัทการบินไทยนั้น สหภาพแรงงานฯ ขอขี้เจนพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้
ประเด็นที่ 1 สถานะของสหภาพแรงงานการบินไทย
ในอดีตสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจดทะเบียน สหภาพแรงงานฯภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ.2543 เมื่อบริษัทการบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย จึงหมดสภาพไปโดยกฎหมาย ปัจจุบันเมื่อบริษัทการบินไทยเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ สหภาพแรงงานการบินไทยได้จดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานตามกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2518
ประเด็นที่ 2 การหักกลบลบหนี้กองทุนบำเหน็จพนักงานโดยธนาคารออมสิน
เมื่อบริษัทฯเข้าแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ตามกฎหมายเจ้าหนี้มีสิทธิ์ที่จะหักกลบลบหนี้ได้ กล่าวคือถ้าลูกหนี้มีเงินฝากธนาคารใด และธนาคารนั้นเป็นเจ้าหนี้ ธนาคารสามารถหักกลบลบหนี้ได้ ซึ่งหากทุกธนาคารดำเนินการเช่นนี้ การบินไทยก็จะเข้าสู่ภาวะล้มละลายทันที กรรมการบริษัทฯ หลายท่านจึงได้ขอร้องธนาคารที่ตนมีความคุ้นเคย ขออย่าให้มีการหักกลบลบหนี้
แต่ในกรณีของธนาคารออมสิน แม้ขณะนั้นนายวัชราฯไม่ได้เป็นกรรมการธนาคารออมสิน แต่ในฐานะอดีตประธานธนาคารออมสิน ย่อมมีความคุ้นเคยกับธนาคารออมสินเป็นอย่างดี ในฐานะกรรมการบริษัทการบินไทยฯ ย่อมต้องรู้สถานการณ์ของบริษัทฯดีว่า ยากลำบากเพียงใด สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าสู่สภาวะล้มละลาย จึงควรช่วยเจรจา เพื่อคลี่คลายปัญหาของบริษัทฯได้ และสาระสำคัญที่เป็นประเด็นแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจ คือ เงินฝากที่ธนาคารออมสินหักกลบลบหนี้ไปนั้น ไม่ใช่เงินฝากของการบินไทย แต่เป็นเงินฝากกองทุนบำเหน็จของพนักงาน หากเป็นเงินฝากของการบินไทยก็จะไม่มีการฟ้องร้องต่อศาล เพราะเป็นสิทธิ์ของธนาคารที่จะหักกลบลบหนี้ได้ แต่ที่ต้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาล ก็เพราะเงินกว่า 2,000 ล้านบาทนั้น เป็นเงินของกองทุนบำเหน็จพนักงาน ไม่ใช่เงินของการบินไทย
และเมื่อคดีสิ้นสุด ศาลฎีกาพิพากษาให้ธนาคารออมสินคืนเงินของลูกจ้างจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 5% ต่อปีให้แก่บริษัทการบินไทย เพื่อจ่ายให้แก่พนักงานลูกจ้าง จึงควรพิจารณาด้วยสามัญสำนึกได้ว่า หากนายวัชราในฐานะกรรมการบริษัทฯ จะใช้ความสัมพันธ์อันดีกับธนาคารออมสินเจรจายุติปัญหาเสียแต่แรก เพื่อมิให้ปัญหาบานปลาย อันจะเป็นประโบชน์ต่อบริษัทฯและพนักงาน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนของใครคนใดคนหนึ่ง ธนาคารออมสินก็จะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี ให้การบินไทยตามคำพิพากษา และ พนักงานลูกจ้างของบริษัทการบินไทยก็จะไม่เดือดร้อนจากการพันสภาพพนักงาน แต่ไม่ได้รับเงินบำเหน็จ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องธรรมาภิบาล แต่เป็นเรื่องสามัญสำนึก ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
ประเด็นที่ 3 การจัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี Crew rest ทำให้ A320 ต้องบินในประเทศและบินระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์
ในช่วงเวลาที่ นายปิยสวัสดิ์ ฯ เป็น DD การบินไทย ได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำ เครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินภายในประเทศและเส้นทางบินระยะสั้นในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามาก และต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินไกลได้ จึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest ตามที่มีการกล่าวอ้างโดยขาดความรู้ และข้อมูลที่ถูกต้อง และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบิน ทั่วโลกก็ไม่มี Crew rest
ประเด็นที่ 4 จุดเริ่มต้นการขาดทุนของไทยสมายล์
จากนโยบายเปิดน่านฟ้าเสรีของรัฐบาล สายการบิน low cost ต่างชาติ เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการบิน ในช่วงเวลาที่นายปิยสวัสดิ์ ฯเป็น DD ได้เสนอแผนในการจัดตั้งสายการบินต้นทุนค่ำ เพื่อแข่งส่วนแบ่งตลาด low cost เเต่ได้กำหนดชัดเจนว่าให้ให้ไทยสมายล์เป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของการบินไทย การตลาด การซ่อมบำรุงรักษาเครื่อง ฯลฯ ต้องอยู่ภายใต้การบินไทยทั้งหมด เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจกับการบินไทย สามารถควบคุมต้นทุนการบริหารจัดการได้ และเงื่อนไขการจ้างงานต้องแตกต่างจากการบินไทย
จุดเริ่มต้นปัญหาต่างๆมากมายนำมา ซึ่งการขาดทุนของไทยสมายล์ เกิดขึ้นหลังจากนายปิยสวัสดิ์ฯ พ้นจากตำแหน่ง DD ในเดือนพฤษภาคม 2555 คณะกรรมการบริษัทฯในเวลานั้นได้เปลี่ยนนโยบาย โดยให้แยกไทยสมายล์ เป็นอิสระออกจากการบินไทย ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขาดการเชื่อมโยง และการประสานงานโดยเฉพาะด้านการตลาด เมื่อนางชาริตาฯดำรงดำแหน่ง CEO ของไทยสมายล์ ปัญหาขัดแย้งรุนแรงขึ้น และในปี 2562 ก่อนการเกิดโควิด ภายใต้อำนาจการบริหารของนางชาริตาฯเป็นปีที่ไทยสมายล์ขาดทุนสูงที่สุด
บริษัทฯจะกลับมารุ่งเรือง หรือ ดกต่ำดังที่ผ่านมา อยู่ที่คณะกรรมการบริษัทฯเป็นผู้กำหนดนโยบายบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทฯ จึงต้องได้รับการสรรหาแต่งตั้งด้วยความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ปลอดจากการอุปถัมภ์ ตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง
สหภาพแรงงานฯ คือ องค์กรแรงงานของลูกจ้าง เมื่อบริษัทขาดทุนเฉียดล้มละลาย พนักงานลูกจ้างเป็นคนกลุ่มเดียวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์พนักงานต้องตกงานมากกว่าหมื่นคน ควรเป็นบทเรียนสำคัญของพนักงานลูกจ้างทุกคน รับรู้ข้อเท็จจริง สนใจและช่วยกันดูแล ป้องกันมิให้สถานการณ์เลวร้ายเช่นในอดีตเกิดขึ้นอีก
“ไม่มีสมาชิก ไม่มีสหภาพ ไม่มีสหภาพ ไม่มีความเป็นธรรม”


