เมื่อธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ บีบสำนักงานกฎหมายให้ลดค่าธรรมเนียมเพราะ AI

พิเศษ เสตเสถียร

อุตสาหกรรมการเงินและวงการกฎหมายกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อธนาคารเพื่อการลงทุน(Investment Bank)ยักษ์ใหญ่ระดับโลกสัญชาติสหรัฐฯ หลายแห่ง ได้ออกมาร่วมกันกดดันให้สำนักงานกฎหมายชั้นนำ (Big Law) ปรับลดค่าธรรมเนียมการบริการลง โดยให้เหตุผลว่าการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน ทำให้งานกฎหมายทั่วไปทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนที่ถูกลง

ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีทถือเป็นกลุ่มลูกความระดับพรีเมียมที่เป็นแหล่งรายได้รายปีมูลค่ามหาศาล และเป็นเป้าหมายสูงสุดที่สำนักงานกฎหมายชั้นนำต่างมุ่งหวังที่จะได้มาเป็นลูกความ ในอดีตสำนักงานกฎหมายยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีรายได้มหาศาลจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายชั่วโมง (billable hour) จากกองทัพทนายความรุ่นเยาว์ (junior lawyers) ที่คอยทำงานพื้นฐาน เช่น การทำงานวิจัยกฎหมาย การตรวจสอบเอกสาร และการค้นพบบันทึกข้อเท็จจริง (discovery)

อัตราค่าบริการรายชั่วโมงของทนายความในสำนักงานระดับบนของตลาดนั้นสูงมากอย่างน่าตกใจ ตัวอย่างเช่น ทนายความจบใหม่ปีแรก (first-year associate) ของสำนักงานกฎหมายชั้นนำอย่าง Sullivan & Cromwell ในคดีล้มละลายของ FTX มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 1,310 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ในขณะที่ทนายความที่สำเร็จการศึกษาในปี 2021 โดยเฉลี่ยจะเรียกเก็บในอัตราประมาณ 960 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

เมื่อธนาคารยักษ์ใหญ่เหล่านี้เล็งเห็นว่าเทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาทำงานพื้นฐาน (grunt work) เหล่านี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นและต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมมาก

จึงเป็นจังหวะที่ธนาคารจะหันมาทบทวนการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมก้อนโตให้แก่สำนักงานกฎหมาย  การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงนับเป็นการต่อรองครั้งสำคัญของธนาคารที่มีต่อสำนักงานกฎหมายที่ให้บริการ

บรรดาธนาคารชั้นนำมีแนวทางในการปฏิรูปข้อตกลงทางการเงินและอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้:

Goldman Sachs: ได้ร้องขอให้สำนักงานกฎหมายคู่ค้าทำการประเมินและระบุตัวเลขอย่างชัดเจนถึงมูลค่าที่ประหยัดได้จากการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องมือต่อรองกับสำนักงานกฎหมาย

Morgan Stanley และ Citigroup: แสดงเจตนารมณ์ในการกำหนดข้อตกลงการชำระเงินรูปแบบใหม่เพื่อเป้าหมายในการประหยัดค่าใช้จ่าย

โดย Eric Grossman ที่ปรึกษากฎหมาย (General Counsel) ของ Morgan Stanley ได้ระบุว่ารูปแบบการคิดค่าตอบแทนดั้งเดิมของ Big Law เป็นรูปแบบที่ “ไม่มีความแน่นอนอย่างยิ่ง” (extraordinarily unstable)

ในขณะที่ Adam Meshel หัวหน้าระดับโลกฝ่ายกฎหมาย (global head of legal) ของ Citigroup ได้กล่าวย้ำว่า หากจำนวนชั่วโมงการทำงานในแต่ละรายการทำธุรกรรมลดลงจากการช่วยเหลือของเทคโนโลยี AI อัตราค่าใช้จ่ายในแต่ละธุรกรรมก็ควรจะต้องลดลงตามไปด้วยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม บรรดาสำนักงานกฎหมายต่างก็มีข้อโต้แย้งกลับต่อแนวทางนี้คือ:

มีข้อบ่งชี้เบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ทำให้ชั่วโมงการทำงานของทนายความลดลงเสมอไป ในทางกลับกัน การนำ AI มาใช้อาจทำให้ชั่วโมงการเรียกเก็บเงินเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เนื่องจาก AI มักจะดึงเอาประเด็นข้อมูลกฎหมายเชิงลึกใหม่ ๆ หรือประเด็นแยกย่อยที่ทนายความอาจคาดไม่ถึงขึ้นมา ส่งผลให้ทนายความที่เป็นมนุษย์ต้องเสียเวลาเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเพื่อมอบผลงานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าการปล่อยให้ AI ทำมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดทางข้อมูล (hallucination) การทำหน้าที่ทบทวนด้านกฎหมายโดยปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกโดยมนุษย์ ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์ทางกฎหมาย สัญญาต่าง ๆ ของธนาคารมักเกี่ยวกับงานด้านกฎระเบียบ การล้มละลาย หรือธุรกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) ที่มีความซับซ้อนสูงและเดิมพันด้วยอนาคตขององค์กร (bet-the-company)

เนื่องจาก AI จะนำข้อมูลการตัดสินใจเดิมมาทำเป็นคำตอบที่ยอมรับได้ในระดับปานกลาง ซึ่งไม่ใช่งานกฎหมายระดับพรีเมียมที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น การขัดเกลาและสร้างสรรค์ผลงานกฎหมายระดับสูงจึงไม่อาจเสร็จสิ้นได้เพียงแค่การใช้ AI แต่จำเป็นต้องอาศัยวิจารณญาณที่ต้องใช้เวลาและความคิดอันถี่ถ้วนของทนายความที่เป็นมนุษย์อยู่เสมอ

การต่อรองครั้งสำคัญระหว่างธนาคารยักษ์ใหญ่และสำนักงานกฎหมายชั้นนำในครั้งนี้กำลังผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายต้องพิจารณารูปแบบสัญญาร่วมกันใหม่

Joe Patrice บรรณาธิการอาวุโสของเว็บไซต์ Above The Law กล่าวว่า สิ่งที่ธนาคารและสำนักงานกฎหมายจะได้เรียนรู้ร่วมกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คือ คุณค่าที่แท้จริงของวิจารณญาณของมนุษย์นั้นมีความหมายต่อธุรกรรมระดับพันล้านมากเพียงใดเมื่อคดีความของจริงเริ่มต้นขึ้น