สภาพัฒน์แจงภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ชู ‘Silver Economy โอกาสใหม่ทางธุรกิจ – แรงงานคืนถิ่นทางเลือกที่กลายเป็นโอกาส

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2568 ว่า สำหรับภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ของปี 2568 พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การจ้างงานหดตัวลงเล็กน้อย อัตราการว่างงานลดลงชัดเจน หนี้สินครัวเรือน (ไตรมาสสอง ปี 2568) หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หนี้เสียยังต้องเฝ้าระวัง สำหรับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และสถานการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แย่ลง ขณะที่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ 2 เรื่อง ได้แก่ (1) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และ (2) แรงงานคืนถิ่น : ทางเลือกที่กลายเป็นโอกาส มีรายละเอียดดังนี้

สถานการณ์แรงงานไตรมาสสาม ปี 2568 หดตัวลงเล็กน้อย โดยการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรมขยายตัว ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับราคาสินค้า และการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

ไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.5 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัวร้อยละ 2.9 จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวร้อยละ 0.6 โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 รองลงมาเป็นสาขาการผลิต และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก ที่ขยายตัวร้อยละ 2.6 และ 1.5 ตามลำดับ ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการก่อสร้างลดลงร้อยละ 0.6 และ 5.4 ตามลำดับ ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดยในภาพรวมอยู่ที่ 43.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 47.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้ทำงานต่ำระดับและผู้ทำงานล่วงเวลาลดลงร้อยละ 25.7 และ 6.9 ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานของลูกจ้างภาคเอกชนและแรงงานในระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และ 1.6 ตามลำดับ แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลงร้อยละ 2.9 ทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลงร้อยละ 0.3 อาจส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย

สำหรับอัตราการว่างงานในภาพรวมลดลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.76 หรือมีผู้ว่างงาน 3.1 แสนคน ส่วนอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ร้อยละ 1.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 จากผู้เสมือนว่างงานในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น

สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การควบคุมระดับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการใช้จ่ายของแรงงาน ต้องกำกับดูแลการตั้งราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น

2) การเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ต้องเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา และควรมีมาตรการฟื้นฟูและสนับสนุนอื่นๆ เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตใหม่อย่างเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องมือ ฯลฯ

หนี้สินครัวเรือนไตรมาสสอง ปี 2568 ลดลงตามการหดตัวของสินเชื่อสถาบันการเงิน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังต้องเฝ้าระวัง โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านก่อนการบังคับคดี การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อสำหรับครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัย และการประชาสัมพันธ์และติดตามการดำเนินการของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งหาแนวทางให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่ม Non-bank

ไตรมาสสอง ปี 2568 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.3 จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เนื่องจากครัวเรือนมีคุณภาพสินเชื่อแย่ลง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 86.8 จากร้อยละ 87.1 ของไตรมาสหนึ่ง ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมร้อยละ 9.11 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.78 ของไตรมาสที่ผ่านมา และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 1–3 เดือน (SMLs) ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงจากมาตรการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระยะถัดไปหนี้เสียอาจมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี โดยปัจจุบันพบแนวโน้มที่อยู่อาศัยที่ถูกยึดและขายทอดตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเร่งรัดให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนหรือหลังการบังคับคดี เพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียที่อยู่อาศัย

2) การส่งเสริมการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่น ไม่สร้างภาระในระยะยาว ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการให้เกิดการรับรู้ เพื่อให้ครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือได้ทัน และลดการต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ

3) การประชาสัมพันธ์และติดตามการดำเนินการของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งหาแนวทางให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่ม Non-bank เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีสิทธิเข้าถึงการแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง

สุขภาวะโดยรวม

การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาสสาม ปี 2568 ภาพรวมลดลง แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ที่ระบาดเพิ่มขึ้น และสถานการณ์อุทกภัยที่อาจทำให้เกิดโรค ซึ่งควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกปี

ไตรมาสสาม ปี 2568 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลงร้อยละ 3.06 แต่โรคมือ เท้า ปาก และโรคไข้สมองอักเสบ พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตพบปัญหาลดลง ทั้งนี้ ปัจจุบันยังพบประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ระหว่าง 1 มกราคม – 20 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 32,923 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย สูงกว่าปี 2567 ทั้งปี เกือบ 4 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งการป้องกันคือรักษาความสะอาด และรับวัคซีนป้องกันโรค อีกทั้งสถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันอาจส่งผลให้เกิดโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก ซึ่งต้องรักษาความสะอาดและป้องกันตนเองให้มากขึ้น และควรจัดทำแผนปฏิบัติการ และเตรียมความพร้อมในการรองรับอุทกภัยเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน

ไตรมาสสาม ปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามและให้ความสำคัญ คือ

1) การปรับทัศนคติและพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากบางคนยังเชื่อว่าการดื่มในระดับเหมาะสมดีต่อสุขภาพ ซึ่งผลการวิจัยล่าสุดระบุว่าไม่เป็นความจริง

2) การป้องกันการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่อาจมีส่วนผสมของสารอันตราย อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงถึงชีวิต

ความปลอดภัยในทรัพย์สินลดลง

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในไตรมาสสาม ปี 2568 ลดลง ทั้งจำนวนคดีอาญาและอุบัติเหตุการจราจรทางบกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติด การป้องกันการใช้ไทยเป็นฐานหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการส่งเสริมทักษะการขับขี่และความรู้กฎหมายจราจรที่ถูกต้อง

ไตรมาสสาม ปี 2568 คดีอาญารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติดและคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ ขณะที่คดีชีวิต ร่างกาย และเพศ ลดลง ด้านการรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนน มีการรับแจ้งเหตุผู้ประสบภัยสะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2567 โดยผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้เสียชีวิตและผู้ทุพพลภาพลดลง ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติด โดยมุ่งเน้นส่งเสริมปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย

2) การป้องกันการใช้ไทยเป็นฐานหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้จากการสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มคนที่น่าสงสัย และแจ้งเบาะแสได้ที่หมายเลข 1559 และ

3) การส่งเสริมทักษะการขับขี่และความรู้กฎหมายจราจรที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ ของกรมการขนส่งทางบกร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังต้องประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เช่น การจำกัดการใช้งานในพื้นที่เฉพาะ/หมู่บ้าน

การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นทั้งปัญหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่าน Live การยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายของรถ EV ตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต

ไตรมาสสาม ปี 2568 การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 34.4 โดยเพิ่มขึ้นทั้งการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการผ่าน สคบ. และกิจการโทรคมนาคมของสำนักงาน กสทช. ที่ร้อยละ 34.0 และ 44.8 ตามลำดับ สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่าน Live ต้องมีการติดตามและตรวจสอบการ Live ขายสินค้าของผู้ค้า/อินฟลูเอนเซอร์โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องขออนุญาต อย. รวมถึงอาจมีกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้ค้า/อินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน

2) การยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายของรถ EV โดยอาจต้องพิจารณากำหนดเงื่อนไขการซ่อมบำรุง และบริการหลังการขายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค และ 3) การคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต ควรมีมาตรการหรือข้อบังคับเข้ามากำกับดูแล ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ เงื่อนไขในการขาย/ขายต่อ/คืนเงิน ตลอดจนอาจศึกษาการออกกฎระเบียบการห้ามใช้บอทในการกดบัตรคอนเสิร์ต

เศรษฐกิจสูงวัยและโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

ปัจจุบันไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 ที่สัดส่วนผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากร และมีแนวโน้มเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ภายในปี 2576 ซึ่งเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ที่ผู้สูงอายุสามารถเป็นได้ทั้งผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าและบริการ และแรงงานที่นำเอาความรู้ประสบการณ์มาใช้ในการทำงาน ซึ่ง TDRI คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายของผู้สูงอายุจะเติบโตจาก 2.18 ล้านล้านบาท ในปี 2566 เป็น 3.50 ล้านล้านบาท ในปี 2576 โดยกว่าร้อยละ 67 เป็นมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นโอกาสในการทำธุรกิจ ปัจจุบันมีตัวอย่างธุรกิจใหม่ ดังนี้

1) ด้านการจ้างงาน เช่น แกร็บวัยเก๋า ส่งเสริมผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงให้สร้างรายได้ ผ่านการเป็นพาร์ทเนอร์ขับรถรับส่งผู้โดยสาร จัดส่งสินค้าบนแพลตฟอร์ม บริการเช่าลุง เช่ายาย ให้คนทั่วไปได้แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต ขอกำลังใจจากผู้สูงวัยที่มีประสบการณ์และทัศนคติเชิงบวก พร้อมร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ควบคู่กับการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

2) ด้านสุขภาพกายและบริการดูแล เช่น Go MAMMA คือ รถแท็กซี่ผู้สูงอายุครบวงจร ตั้งแต่รับจากบ้านรอ จนถึงส่งกลับ บ้านตัดเล็บสุขภาพ ตลาดน้อย ให้บริการตัดเล็บทางการแพทย์โดยพยาบาลวิชาชีพวัยเกษียณ เพื่อช่วยผู้สูงอายุที่เล็บงอก/งอผิดปกติ รวมถึงผู้สูงอายุป่วยติดเตียงไม่สามารถตัดเล็บเองได้

3) ด้านการส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น ทัวร์สูงวัย หัวใจฟรุ้งฟริ้ง ทัวร์ท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีทีมงานที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาลคอยดูแล และแจ้งสถานการณ์ให้ครอบครัว และยังแฮปปี้ เปิดพื้นที่เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันของผู้สูงวัยผ่านการจัดอบรมในด้านต่างๆ พร้อมทั้งจัดโครงการ “House to Homestay เปลี่ยนบ้านสร้างรายได้” เพื่อเรียนรู้การปรับปรุงบ้าน การบริหารจัดการ การเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย เช่น ลุงชวนป้ารีโฮมสเตย์ จ.พะเยา

จากตัวอย่างข้างต้น สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ ซึ่งควรมีกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย ได้แก่ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจสูงวัยที่ชัดเจน รวมทั้งกำหนดหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันต้องสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพให้ผู้สูงอายุคงอยู่ในตลาดแรงงาน ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูล ที่ครอบคลุมทั้งข้อมูลสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อต่อยอดให้เศรษฐกิจสูงวัยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน

แรงงานคืนถิ่น : ทางเลือกที่กลายเป็นโอกาส

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม และธุรกิจ จำกัด (SAB) ทำการสำรวจแรงจูงใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับไปยังภูมิลำเนา และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานคืนถิ่นสามารถยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ คนทำงานตอนต้น (อายุ 20–35 ปี) ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป ที่ย้ายเข้าไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวน 2,563 ตัวอย่าง

โดยผลการสำรวจ พบว่าสาเหตุที่ทำให้คนทำงานตอนต้นย้ายมาจังหวัดเศรษฐกิจมักเกี่ยวกับเรื่องงาน โดยร้อยละ 60.5 ตั้งใจเข้ามาเพื่อมาทำงาน รองลงมาร้อยละ 21.5 เริ่มต้นเข้ามาเพื่อเรียน ซึ่งเกือบทั้งหมดเลือกทำงานต่อในจังหวัดที่เรียนจบ เพราะมองว่ามีรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่าภูมิลำเนา รวมถึงมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม ขณะที่แนวโน้มการย้ายกลับภูมิลำเนามีไม่มากและระยะเวลาการย้ายกลับค่อนข้างนาน โดยมีเพียง 1 ใน 3 ที่มีแนวโน้มย้ายกลับ ซึ่งกลุ่มลูกจ้างภาครัฐจะกลับเมื่อเกษียณ ขณะที่ลูกจ้างเอกชนและกลุ่มอาชีพอิสระจะกลับเมื่อมีเงินเก็บตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอุปสรรคต่อการย้ายกลับภูมิลำเนา ได้แก่

1) การสูญเสียรายได้หรือสวัสดิการ เพราะระดับรายได้ปัจจุบันดีกว่าในภูมิลำเนา และยังมีเหลือให้เก็บออม

2) การมีภาระต่างๆ เช่น การมีบ้านหรือมีลูกกำลังเรียนอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการมีหนี้ และ

3) ความผูกพันกับท้องถิ่นที่ลดลง ซึ่งทำให้มองว่าเมืองเศรษฐกิจที่อยู่ในปัจจุบันเป็นบ้านมากกว่าภูมิลำเนา ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่จะสามารถจูงใจให้กลับไปทำงานที่ภูมิลำเนา พบว่า การมีโครงสร้างและระบบสนับสนุนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี เช่น การมีสวัสดิการพิเศษในการกลับไปทำงานในท้องถิ่นของกลุ่มลูกจ้างภาครัฐ/เอกชน การมีเงินทุนสนับสนุนของกลุ่มอาชีพอิสระ อีกทั้ง แรงงานบางส่วนยังให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตในภูมิลำเนาที่ดีขึ้น ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม ระบบไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ตที่เสถียร โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ควรมีคุณภาพทัดเทียมกับจังหวัดเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยดึงดูดกลุ่มแรงงานที่มีลูกให้กลับมา รวมถึงเป็นแหล่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพให้แก่สถานประกอบการในพื้นที่

ข้อค้นพบข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐอาจต้องให้ความสำคัญกับการทำให้แรงงานอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ต้นเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดจากปัจจัยผูกมัดต่างๆ ที่แรงงานมีหลังจากย้ายออกไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ โดยต้องดำเนินการ ได้แก่

1) พัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิลำเนา โดยขยายผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของภูมิภาค ควบคู่กับการเร่งผลักดันการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางในภูมิภาคต่างๆ

2) สร้างแหล่งเงินทุน และส่งเสริมความรู้/ทักษะในการประกอบอาชีพ

3) ยกระดับคุณภาพของสาธารณูปโภค บริการการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่ โดยการพัฒนาคุณภาพและขยายความครอบคลุม และ

4) ส่งเสริมความผูกพันกับบ้านเกิดและสร้างเครือข่ายคนคืนถิ่นในพื้นที่

ดู กราฟิกประกอบการแถลงข่าวภาวะสังคมไทยใน Q3/2568 เพิ่มเติม ที่นี่