สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศขนาดเล็กซึ่งขาดแคลนพื้นที่ ในเมืองขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น อาคารสูงมักตั้งอยู่ชิดติดกันและมีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่รอบๆ เมื่อจำเป็นต้องมีการรื้อถอน จึงต้องลงมือปฏิบัติอย่างระมัดระวัง
วิธีการดั้งเดิมอย่างการระเบิดทิ้งในครั้งเดียวหรือการทุบทำลายด้วยเครื่องจักร จึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากก่อให้เกิดเสียงดัง ฝุ่นละออง การสั่นสะเทือน อันตรายต่อโครงสร้างอาคารข้างเคียง อีกทั้งยังรบกวนผู้คนในละแวกนั้น
ข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านี้กระตุ้นให้อุตสาหกรรมก่อสร้างของญี่ปุ่นพัฒนานวัตกรรมการรื้อถอนอาคารสูงหลากหลายรูปแบบที่ไม่เพียงแค่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังต่อยอดไปถึงความใส่ใจผู้อยู่รอบข้างและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
อาคารสูงจึงอาจถูกรื้อถอนอยู่ภายในโครงครอบที่กำบังตึกไว้อย่างแนบเนียนในรูปลักษณ์เดิม เพื่อลดเสียงดังให้เหลือน้อยที่สุดและสะกัดกั้นฝุ่นไม่ให้เล็ดลอดออกมารบกวนผู้คนในบริเวณโดยรอบ แล้วค่อยๆ รื้อถอนทีละชั้น จนบางครั้งอาจดูเหมือนตึกค่อยๆ หดหายไปอย่างเงียบงัน

บรรยายภาพ : ด้วยเทคโนโลยีการรื้อถอนแบบตัดแล้วรื้อ (Cut and Take Down) ของคาจิมา คอร์ปอเรชั่น ความสูงของอาคารจะลดลงทีละชั้นโดยการรื้อถอนจะเริ่มจากล่างขึ้นบน ขณะที่นวัตกรรมของบริษัทอื่นมักจะเป็นการรื้อถอนจากบนลงล่าง ที่มาภาพ: https://web-japan.org/trends/11_tech-life/tec130325.html
อุปสรรคคือแรงกระตุ้น
ในหลายเมืองของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองที่มีขนาดใหญ่อย่าง เช่น โตเกียว โอซากา โยโกฮามา ฯลฯ มีอาคารสูงจำนวนมากที่สร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามหรือในยุคอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู (ช่วงทศวรรษ 1960–1980)
แต่ในปัจจุบัน อาคารเหล่านั้นมีอายุมากขึ้นหรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐานแผ่นดินไหวยุคใหม่ อาคารหลายแห่งจึงถูกพิจารณารื้อถอนเพื่อสร้างอาคารใหม่ที่มีประสิทธิภาพใช้สอยมากกว่าเดิม
อุปสรรคด้านการรื้อถอนอาคารสูงในญี่ปุ่นนั้นมีรอบด้าน ทั้งความหนาแน่นของประชากรในเมือง กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนงานอย่างสูง รวมถึงวัฒนธรรมที่ไม่ต้องการสร้างความรบกวนต่อชุมชนโดยรอบ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัญหาอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านพื้นที่ซึ่งทำให้การขนส่งวัสดุที่รื้อออกมาเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะการเข้าออกของรถบรรทุกอาจทำให้การจราจรติดขัด อีกทั้งอาคารยุคเก่าหลายแห่งใช้วัสดุที่ปัจจุบันถือว่าเป็นพิษต่อสุขภาพ เช่น แร่ใยหิน (asbestos) จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง
ที่สำคัญ ญี่ปุ่นมีระบบการจัดการของเสียและการรีไซเคิลที่เข้มงวด วัสดุที่รื้อออกมาต้องมีการคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด การรื้อถอนอาคารสูงในญี่ปุ่นจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่เหมือนกับประเทศที่มีเนื้อที่กว้างขวาง ซึ่งการรื้อถอนอาคารสูงทำได้สะดวกง่ายดายกว่า
จากบนลงล่าง
เมื่อการรื้อถอนในญี่ปุ่นกลายเป็นกระบวนการทางวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนที่สุดประเภทหนึ่ง ญี่ปุ่นจึงพัฒนาและนำเทคนิคที่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเมืองมาใช้เพื่อเอาชนะข้อจำกัดต่างๆ บางวิธีอาจไม่ได้มีอยู่แค่ในญี่ปุ่น แต่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของญี่ปุ่นเป็นพิเศษ
ด้วยความหนาแน่นของเมือง ญี่ปุ่นจำเป็นต้องคิดค้นแนวทางรื้อถอนอาคารสูงแบบใหม่ที่ปลอดภัยและสะอาดกว่าเดิม วิศวกรจึงหันมาใช้แนวคิดแบบรื้อทีละขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
วิธีรื้อแบบทีละชั้นจากบนลงล่าง (Top-down dismantling) เป็นวิธีดั้งเดิมในการรื้อถอนอาคารสูงของญี่ปุ่น เริ่มต้นการรื้อถอนจากชั้นบนสุด ไล่ลงมาเรื่อยๆ ทีละชั้น โดยใช้เครนภายนอกหรือภายในอาคารเพื่อยกชิ้นส่วนลงมา
วิธีนี้เป็นวิธีที่คุ้นเคยกันดี แต่เหมาะสำหรับอาคารที่มีพื้นที่กว้างหรือมีที่ว่างรอบๆ และมีข้อจำกัดที่ต้องใช้เครนขนาดใหญ่ซึ่งติดตั้งไว้บนยอดอาคารหรือบนอาคารที่อยู่ข้างๆ ฝุ่น เสียง และแรงสั่นสะเทือนยังลดปริมาณลงไม่มากนัก การจัดการและขนย้ายเศษวัสดุจากที่สูงเป็นไปได้ยาก และผู้ปฏิบัติงานต้องเสี่ยงทำงานบนที่สูง
ไทเซอิ คอร์ปอเรชั่น (Taisei Corporation) จึงพัฒนาวิธีการอันโดดเด่นที่มีชื่อว่า TECOREP (Taisei Ecological Reproduction System) ซึ่งเป็นวิธีการรื้อถอนจากบนลงล่างที่ทำให้อาคารดูเหมือนค่อยๆ หดตัวลงและหายไปอย่างช้าๆ
หลักการคร่าวๆ คือ รื้อชิ้นส่วนภายในก่อน เช่น ผนัง ฝ้า เพดาน เครื่องปรับอากาศ สายไฟ ฯลฯ และติดตั้งโครงครอบกำบังตึกเอาไว้รอบพื้นที่ชั้นที่กำลังรื้อถอน เพื่อช่วยลดฝุ่นและเสียง
จากนั้นใช้เครนยกชิ้นส่วนลงมา โดยมีการติดตั้งเสารับน้ำหนักชั่วคราวและแม่แรงไฮดรอลิกเพื่อรองรับโครงสร้างในช่วงที่มีการรื้อ เมื่อรื้อภายในเสร็จแต่ละชั้น ก็จะลดความสูงของตัวอาคารลงทีละชั้นตามลำดับ
เทคนิคนี้ช่วยลดเสียงลงได้ราว 17–23 เดซิเบล ลดฝุ่นได้ราว 90 % และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ถึง 85% โดยประมาณ เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม แต่ข้อด้อยของวิธีการนี้ คือต้นทุนการรื้อถอนอาจจะสูงกว่าวิธีทั่วไปประมาณ 5–10 %
นอกจากไทเซอิแล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่พัฒนาระบบรื้อถอนจากบนลงล่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีรื้อถอนแบบใส่หมวก (Hat Down Method) ของบริษัท ทาเคนากะ คอร์ปอเรชั่น ที่มีการติดตั้ง “หมวก” ซึ่งเป็นฝาครอบเคลื่อนที่ไว้ด้านบนของอาคาร และรื้อถอนอาคารจากบนลงล่างตามลำดับ ภายในหมวกมีการติดตั้งอุปกรณ์รื้อถอนรวมถึงเครนเอาไว้ โดยที่“หมวก” จะเลื่อนลงมาทีละชั้นระหว่างรื้อถอน
ขณะที่วิธีการรื้อถอนแบบตัดลูกบาศก์ (Cube-Cut Demolition Method) ของโอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จะเป็นการรื้อถอนทีละลูกบาศก์ โดยตัดโครงสร้างและปล่อยลงสู่พื้นด้วยเครน
ส่วนวิธีการของชิมิสึ คอร์ปอเรชั่น (Shimizu Corporation) เป็นแบบวิศวกรรมก่อสร้างย้อนกลับ (Reverse Construction Method) ซึ่งเดิมเคยเรียกว่าวิธีการรื้อถอนแบบบล็อก (Block dismantling method) อาคารจะถูกรื้อถอนจากส่วนบนโดยใช้ทาวเวอร์เครนเพื่อรื้อแผ่นคอนกรีตที่ถูกตัดออกเป็นบล็อก
เลือกคนละทาง
ขณะที่คาจิมา คอร์ปอเรชั่น (Kajima Corporation) เลือกใช้วิธีการตรงกันข้ามในการพัฒนาเทคนิคการรื้อถอนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดยใช้วิธีรื้อถอนจากด้านล่างขึ้นข้างบน
คาจิมาสร้างสรรค์เทคนิคตัดแล้วรื้อ (Cut & Take Down) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันเล่นๆ ว่าเทคนิคแบบดารุมะ-โอโตชิ (Daruma-otoshi) ตามชื่อของเล่นพื้นเมืองซึ่งเป็นตุ๊กตาที่วางอยู่บนแท่นไม้ที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น ผู้เล่นต้องค่อยๆ เคาะแท่นไม้ออกทีละชั้นโดยเริ่มจากชั้นล่างสุดและต้องระวังไม่ให้ตุ๊กตาด้านบนล้ม
หลักการสำคัญของวิธีนี้คือการติดตั้งเสาไฮดรอลิกขนาดใหญ่เพื่อค้ำยันตัวอาคารไว้ จากนั้นจึงเริ่มรื้อชั้นล่างก่อน แล้วค่อยๆ ลดความสูงของตัวอาคารลงทีละชั้น วิธีการนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการทำงานบนที่สูงและลดเสียงกับฝุ่นที่แพร่กระจายได้มากกว่าวิธีรื้อถอนแบบจากบนลงล่าง
คาจิมารายงานว่า ในการทดลองของบริษัท การรื้อถอนด้วยวิธีตัดแล้วรื้อสามารถทำการคัดแยกวัสดุได้ถึง 30 ประเภท และอัตราการรีไซเคิลส่วนภายในอาคารสูงกว่า 90 % ซึ่งเหนือชั้นกว่าวิธีดั้งเดิมที่มักทำได้ราวๆ 55 %
แต่ก็เป็นวิธีที่มีข้อจำกัด วิธีนี้เหมาะกับอาคารโครงสร้างเหล็กหรือโครงสร้างที่สามารถปรับแต่งได้สะดวก และมักใช้กับอาคารที่สูงไม่เกิน 20 ชั้น แม้จะสามารถใช้กับอาคารที่สูงกว่านี้ได้ แต่ก็มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา
รับผิดชอบรอบด้าน
นอกจากการให้ความสำคัญด้านเทคนิคแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบกฎหมายและมาตรฐานที่เข้มงวดเกี่ยวกับการรื้อถอน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการสารอันตราย การแจ้งล่วงหน้าแก่ชุมชนเพื่อให้ประชาชนรอบข้างรับรู้กำหนดการรื้อถอน มาตรการลดฝุ่น เสียง และการขนส่งวัสดุ เพื่อที่ว่าการรื้อถอนจะได้ไม่รบกวนชีวิตประจำวันมากเกินไป
ญี่ปุ่นยังมีการใช้ระบบจำลองข้อมูลการก่อสร้าง (Building Information Modeling หรือ BIM) เพื่อจำลองภาพอาคารก่อนลงมือรื้อถอนจริง ทำให้สามารถวางแผนต่างๆ เช่น การตัด การขน การลดความเสี่ยง ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสม เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงกับงานภาคสนามจริง
และที่สำคัญ BIM ยังช่วยคำนวณปริมาณวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ เพราะสิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากในการรื้ออาคาร คือการคัดแยกวัสดุก่อนนำไปกำจัด เพราะขยะจากการรื้อถอนอาคารคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 20 % ของขยะอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศ หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม จะกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ฝังกลบที่มีจำกัด
ในไซต์งานรื้อถอนสมัยใหม่ จึงมีการติดตั้งเครื่องคัดแยกวัสดุ เช่น เหล็ก คอนกรีต ไม้ และกระจก ฯลฯ เอาไว้อย่างครบครัน บางแห่งถึงขั้นบดคอนกรีตให้เป็นเม็ดหินเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุสำหรับถมพื้นที่ การทำเช่นนี้ช่วยลดขยะ ลดค่าใช้จ่ายในการขนย้าย และลดคาร์บอนจากการขนส่งได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการออกแบบเพื่อรื้อถอน (Design for Deconstruction – DfD) กำลังเริ่มได้รับความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ อาคารยุคใหม่อาจถูกออกแบบให้สามารถถอดแยกได้ง่ายในอนาคต เพื่อให้การรื้อถอนง่ายขึ้นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม
ความละเอียดรอบคอบนี้สะท้อนให้เห็นค่านิยมของสังคมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบและความเกรงใจต่อผู้อื่น แม้แต่ในกระบวนการทำลายสิ่งปลูกสร้าง ก็ยังคำนึงถึงความสงบสุขของชุมชนรอบข้าง
การรื้อถอนอาคารสูงในญี่ปุ่นจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการผสานรวมกันของเทคโนโลยียุคใหม่ ความเจริญก้าวหน้า และจิตสำนึกสาธารณะ จนกระทั่งการรื้อถอนไม่ใช่ความมุ่งมั่นที่จะทำลายล้างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงมือทำงานเพื่อคืนพื้นที่ให้เมืองด้วยวิธีที่ให้ความเคารพต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างน่าชื่นชม
ซีรี่ย์ Adaptation รับมือโลกเดือด…… 



