“ม.ร.ว.ปรีดิยาธร” ย้อนพัฒนาการลงทุนไทย ชี้ FDI คือเชื้อที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคใหม่

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ถ่ายทอดพัฒนาการ “การลงทุนของชาติ” ตลอดกว่า 7 ทศวรรษ ตั้งแต่ยุคก่อนปี 2500 จนถึงยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมชี้ว่า “การเปิดประเทศและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดด

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดงานสัมมนา “การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนจากต่างประเทศในอาเซียนและประเทศไทย Implication of Changing Global Supply Chain on Foreign Direct Investment in ASEAN and Thailand” เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกรัฐสภา ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สอดรับกับพลวัตทางเศรษฐกิจโลก

โดยม.ร.ว.ปริดียาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนจากต่างประเทศในอาเซียนและประเทศไทย โดยเริ่มต้นว่า “ผมเกิดในปี 2490 และผมยังจำความช่วงปี 2500 ได้ วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าการลงทุนจากต่างชาติได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างไร”

ก่อนปี 2500: ไทยยังเป็นประเทศกสิกรรม

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เล่าย้อนว่า ก่อนปี 2500 การลงทุนในอุตสาหกรรรมของเอกชนในประเทศไทยมีน้อยมาก การลงทุนของเอกชนมีเพียงโรงงานขนาดเล็ก เช่น ยานัตถ์หมอมี หมากหอมเยาวราช ยาสีฟันวิเศษนิยม ยาแก้ปวดทัมใจ ซึ่งเป็นตำรับไทยแท้ๆ แล้วก็มีโรงงานสบู่ เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กแบบง่าย ๆ เอกชนยังไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การลงทุนของเอกชนรายใหญ่มีปูนซีเมนต์ไทยและไทยซาร์โก้ (บริษัทไทยแลนด์ สเมลติ้ง แอนด์ รีไฟนิ่ง จำกัด ก่อตั้งในปี 2506 เพื่อสร้างโรงงานถลุงแร่ดีบุกแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย) ส่วนที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมที่ลงทุนโดยรัฐ ในลักษณะรัฐวิสาหกิจ เช่น โรงงานกระดาษบางปะอิน โรงงานน้ำตาล โรงงานแก้ว โรงงานกระสอบ เป็นต้น

แต่ด้วยความเป็นรัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพพอ ต้นทุนแพง ในที่สุดก็ล้มเลิกไป มีเพียงปูนซีเมนต์ไทยที่ยังคงอยู่ ซึ่งในสมัยเริ่มแรกๆ นั้นใช้ต่างชาติเป็นผู้บริหารมีประสบการณ์และมี know-how จึงอยู่มาได้ ส่วนไทยซาร์โก้ เลิกกิจการไปเมื่อแร่ดีบุกขุดกันจนเกือบหมดและโลกก็ทยอยเริ่มใช้หันไปใช้วัสดุอื่นแทนดีบุก

การที่เอกชนยังไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ๆอย่างจริงจัง เป็นเพราะเงินทุนภาคเอกชนในระยะนั้นยังมีจำกัด นายทุนนิยมค้าขายเพราะทำกำไรได้ง่ายกว่า ประกอบกับไทยยังขาด know-how ด้านอุตสาหกรรม

“ก่อนปี 2500 อุตสาหกรรมเกือบไม่มี ประเทศไทยยังจัดเป็นประเทศกสิกรรม สินค้าออกหลัก ก็มี ข้าว ยางพารา ดีบุก และไม้สัก”

เมื่อเปรียบเทียบกับพม่าในยุคเดียวกัน ทั้งสองประเทศมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน มีสินค้าส่งออกที่คล้ายกัน คือ ข้าว ดีบุก และไม้สัก แต่หลังการปฏิวัติทั้งในไทยและในพม่า ไทยเลือกแนวทางเปิดประเทศรับการลงทุน ขณะที่พม่าเลือกปิดประเทศ เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตในทิศทางต่างกัน เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร็วมาก เศรษฐกิจพม่าย้ำอยู่กับที่ “วันนี้ GDP ไทยสูงกว่าพม่าถึง 7 เท่า นี่คือผลของนโยบายเปิดประเทศอย่างแท้จริง”

สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกับพม่าต่างกันมาก ก็คือ นายพลเนวินของพม่าไม่ยอมรับการลงทุนจากต่างประเทศเลย อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการตกอยู่ภายใต้ยึดครองของอังกฤษ ในขณะที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เลือกใช้นโยบายที่จะผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเปิดประเทศ เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง

ประเทศไทยเริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในปี 2497 ก่อนการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ โดยมีการออกพ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรม ดึงดูดให้เอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุน แต่ก็ไม่ได้ผลักดันอย่างจริงจังมีการอนุมัติโครงการเพียง 6 โครงการใน 4 ปี และการอนุมัติแต่ละโครงการก็ยากมาก ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงม่มีความคืบหน้า

ยุคจอมพลสฤษดิ์: จุดเริ่มต้นของ B.O.I. และการลงทุนต่างชาติ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2503 เมื่อรัฐบาลออกพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน และตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” (B.O.I.) ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2508 เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวต่อว่า ในยุคนั้นจอมพลสฤษดิ์รับฟังความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ว่า จะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมและดึงนักลงทุนต่างชาติอย่างจริงจัง ได้มีการออกพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่เพื่อเปิดกว้างมากขึ้นและอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือยอมให้โรงงานต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ นอกจากนี้มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีอำนาจอนุมัติการลงทุนได้โดยตรง และรัฐบาลเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ดึงนักลงทุนต่างชาติอย่างจริงจัง

ต่อมาในปี 2505 ได้ปรับปรุงพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ให้ดีขึ้นอีก ให้สิทธิประโยชน์มากขึ้น และปี 2508 ก็ได้ออกพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่อีกหนึ่งฉบับ โดยกำหนดให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม หรือ สำนักงานบีโอไอเพื่อที่จะรับงาน ซึ่งตอนนั้นเริ่มมีมากขึ้น ทั้งจากการลงทุนของต่างชาติเอง การร่วมลงทุนของธุรกิจไทยกับต่างชาติ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเล่าว่า เดิมก่อนการเปิดสำนักงานบีโอไอ มีนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้ามาลงทุนบ้างแล้ว โดยเป็นอุตสาหกรรมผลิตสินค้าบริโภคที่คนไทยใช้กัน เพราะเห็นว่ามีตลาดอยู่แล้ว อีกทั้งการอนุมัติการลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รัฐบาลเอาจริงเอาจัง เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติประทับใจ

อุตสาหกรรมของคนต่างชาติเหล่านี้มีผลให้นักลงทุน นักธุรกิจไทยก็เข้าไปค้าขายด้วย รวมทั้งจัดส่งวัตถุดิบให้ ธุรกิจไทยเริ่มมีกำไร และสะสมทุนได้ รวมกับทุนที่มีอยู่เดิมก็ตั้งอุตสาหกรรมที่เป็นห่วงโซ่อุปทาน( supply chain) ขึ้นมา ธุรกิจไทยบางรายร่วมลงทุนกับนักลงทุนต่างชาติ ตั้งอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา งานก็เริ่มมากขึ้น จนถึงปี 2508 ปริมาณงานมีมากจึงจัดตั้งสำนักงานบีโอไอขึ้น

ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมาการส่งเสริมของบีโอไอยุคแรกนั้นเป็นกิจการที่ผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก เป็นอุตสาหกรรมผลิตและประกอบเครื่องใช้ เช่น อุตสาหกรรมผลิตประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ อุตสาหกรรมประกอบรถยนตร์ก็เริ่มในสมัยนี้ แต่เป็นอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วน ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ยังนำเข้ามาทั้งหมด อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรุ่งเรืองในภายหลัง

กิจกรรมที่บีโอไอส่งเสริมมีหลายสิบประเภท มีทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทย สินค้าที่ใช้ know-how จากต่างประเทศ ก็ต้องพึ่งพานักลงทุนต่างชาติเข้ามาริเริ่ม และนักลงทุนไทยก็ลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งห่วงโซ่อุปทานและผลิตของต่อเนื่อง

“การลงทุนจากต่างชาติที่เราเปิดประเทศต้อนรับนั้น เป็นเชื้อที่สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างได้ผลจริงจัง” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ในปี 2516 ยุคที่ 2 สำนักงานบีโอไอตระหนักว่า นอกจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อผลิตของใช้ในประเทศแล้ว ควรจะก้าวขึ้นไปถึงการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกด้วย จึงได้ประกาศเพิ่มเติมการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออก รวมทั้งหมด 65 ประเภทโดยเพิ่มอุตสาหกรรมผลิตสินค้ากับการส่งออกเท่าที่ประเทศมีวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตร

ส่งผลให้ประเทศไทยมี การผลิตสับปะรดกระป๋อง อุตสาหกรรมน้ำมันจากผลิตผลเกษตร เช่น น้ำมันปาล์ม มีอุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยประดิษฐ์ อุตสาหกรรมทอผ้า กิจการโรงแรม กิจการห้องเย็นเป็นต้น และยังเขียนกว้าง ๆ ไว้ว่า ส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมผลิตเพื่อทดแทนการนำเขข้ายังส่งเสริมต่อไป และเพิ่มประเภทอุตสาหกรรมการผลิตที่ซับซ้อนมากขึ้น

นักลงทุนต่างชาติก็เข้ามาลงทุนมากขึ้น บางรายเข้ามาเพราะไทยมีวัตถุดิบ และมีตลาดรองรับอยู่แล้ว เช่นสัปปะรดกระป๋องยี่ห้อ Dole Thailand บางรายก็จ้างบริษัทของนักลงทุนไทยผลิตภายใต้แบรนด์ของต่างชาติ ส่งออกไปขายต่างประเทศ เพราะค่าแรงของไทยยังต่ำมาก

“อุตสาหกรรมไทยโตเพราะค่าแรงที่ต่ำ ในปี 2514 ที่ผมเริ่มทำงาน ค่าแรงขั้นต่ำตอนนั้น 40 บาทต่อวัน ต่อมาไม่นานก็เพิ่มเป็น 60 บาท 80 บาทซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับผู้แข่งที่เป็น 4 เสือประเทศในเอเชียคือ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และสิงคโปร์ บางอุตสาหกรรมยังนำวัตถุดิบจำนวนไม่น้อยเข้ามาผลิตในประเทศไทยและส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไม่ลำบาก เพราะค่าแรงเราต่ำเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทใช้แรงงานเข้มข้น หรือ Labour-intensive เช่น เครื่องกีฬา เครื่องดนตรี ของเด็กเล่น รองเท้าผ้าใบ “ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ยุคส่งเสริมการส่งออก ยุคที่ 2 นี้มีต่อไปจนถึงปี 2532-2533 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมขยายประเภทกว้างออกไปต่อเนื่องมากขึ้น เพราะยังไม่มีประเทศคู่แข่งในเอเซียที่ค่าแรงต่ำกว่าไทย

ยุคทองของอุตสาหกรรม: จากปิโตรเคมีสู่สินค้าส่งออก

เมื่อเข้าสู่ปี 2533 ประเทศไทยเข้าสู่ “ยุคทองของการส่งเสริมการลงทุน” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เริ่มจากการสร้างโรงแยกก๊าซในปี 2524 และการจัดตั้งบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติในปี 2529 ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรมมาบตาพุด

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเล่าว่า ประเทศไทยสำรวจพบก๊าซธรรมชาติช่วงต้นทศวรรษ 2520 และเริ่มต้นสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติในปี 2524 ต่อมาเริ่มตั้งบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติในปี 2529 ขณะที่โรงงานก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2532 เพื่อนำแก๊สธรรมชาติ ส่วนที่แยกแล้วมาผลิตสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับกลางน้ำ กลุ่มโอเลฟินส์ กลุ่มอะโรเมติกส์ เช่น เม็ดพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ เป็นต้น มีบริษัทใหญ่ๆ เข้าขอรับการส่งเสริมกันหลายบริษัท เช่น SCG Chemicals และVinithai

ต่อมาในปี 2538 หรือ 5 ปีถัดมาก็เริ่มเปิดการส่งเสริมระดับดาวน์สตรีมลงมาอีกระดับปลายน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งหมด นับหลายร้อยประเภทกิจการ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด รวมทั้งอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกสินค้าอื่นที่ยังส่งเสริมอยู่ด้วยก็ยังส่งเสริมต่อไป

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ. ระยอง
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ. ระยอง

ในปี 2548 มีการยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ความยั่งยืนขึ้น คือ ส่งเสริมการผลิต High Value Added Products ของปิโตรเคมี เช่น  เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty chemicals) เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษสำหรับการแพทย์ อิเล็กทรอนิคส์ เป็นต้น นับว่าเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจากต้นน้ำเมื่อ 2533 ถึงปลายน้ำอย่างเต็มที่จนถึงปัจจุบันอย่างครบถ้วน

ยุค 2548-2568 มีการผลิต High-Level Products ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทBio-Based Chemicals(สารเคมีที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวมวลจากธรรมชาติ) Specialty Chemicals หรือ Green Petrochemicals Product (สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)  

“นิคมมาบตาพุด เป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก มีการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้หลายพันโครงการ เป็นหมื่นโครงการ มีเงินลงทุนหลายล้านล้านบาท เป็นการพัฒนาครบเครื่องที่น่าภูมิใจมาก เป็นความสำเร็จอย่างมาก และยังไม่มีประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แข่งกับเราได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ยุค Modern Industry และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

ในปี 2558 ประเทศไทยได้ประกาศนโยบาย “Modern Industry” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่ฐานเทคโนโลยีสูง เช่น นาโนแมททีเรียล เครื่องมือแพทย์ รถยนต์ไฟฟ้า และไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขยายตัวอย่างดี อุตสาหกรรมเดิมซึ่งพึ่งพาการใช้แรงงานราคาถูกก็เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน คู่แข่งในประเทศที่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งค่าแรงต่ำกว่าไทยมาก มีการผลิตสินค้า เช่น สินค้าของเด็กเล่น รองเท้าผ้าใบ เครื่องกีฬา ทอผ้าและสินค้าที่เป็น Labor Intensive ทุกอย่าง ไทยเริ่มแข่งขันไม่ได้ในช่วงนี้ และทยอยปิดกิจการลง ซึ่งเป็นวัฏจักรปกติของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะต้องขยับตัวเพิ่มอุตสาหกรรมที่เป็น Capital Intensive ใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้น เพื่อหนีการแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมไล่ตามมา

การปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันของบีโอไออาจจะช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดก็ได้ดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมชุดใหม่เพิ่มเติมขึ้นอีก 77 ประเภทกิจการเมื่อต้นปี 2558 เรียกว่าชุด Modern Industry ซึ่งใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น แต่สูงในระดับที่คนทำงานยังสามารถเพิ่มทักษะหรือเรียนรู้ทักษะใหม่(Upskill/Reskill)ได้

ตั้งแต่ปี 2558-2567 มีโครงการ Modern Industry ได้รับอนุมัติการส่งเสริมถึง 8,661 โครงการรวมมูลค่า 2,991,400 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีโรงงานที่สร้างเสร็จและเริ่มกิจการได้แล้วถึง 7,964 โครงการ โครงการที่ได้รับการส่งเสริมเดิมและโครงการ Modern Industry รวมกันสูงถึง 14,068 โครงการมูลค่ารวม 4,418,623 ล้านบาท และในจำนวนนี้สร้างโรงงานเสร็จพร้อมเดินเครื่อง 12,000 ราย

แต่โครงการที่เสร็จแล้วเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้การส่งออกของไทยดีดตัวขึ้นจากเดิมที่ตกลงไปมากในปี 2556-2557 ได้มากนัก เนื่องจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงหลายเหตุการณ์ ทั้งโรคระบาดโควิด ตามมาด้วยสงครามในยุโรป และตะวันออกกลางซึ่งยืดเยื้อมาร่วม 6 ปีแล้ว ทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สำหรับสินค้าเหล่านี้

ยุคอุตสาหกรรมอนาคต: 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก

นอกจากการประกาศ Modern Industry ในปี 2558 ซึ่งก็ยังใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ในปี 2565 สำนักงานบีโอไอได้นำอุตสาหกรรมบางชุดมาจัดเป็นแผนอุตสาหกรรมที่ต้องการส่งเสริมเป็นพิเศษให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคตอย่างจริงจัง แผนนี้ประกอบด้วย 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่
  2. BCG Economy (Bio-Circular-Green)
  3. Semiconductor และ Advanced Electronics
  4. Digital & AI / Data Center / Cloud Service
  5. International Business Center (IBC)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรให้ข้อมูลอธิบายเพิ่มเติมว่าการเน้นการส่งเสริมเป็นพิเศษแก่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรม นี้ ได้ผลดีมาก โดยในกลุ่มSemiconductorและ Advanced Electronics มีการอนุมัติส่งเสริมระหว่างปี 2565 ถึงครึ่งแรกปี 2568 แล้ว 517 โครงการ มูลค่า 7.1 แสนล้านบาท ส่วนในอุตสาหกรรม EV และชิ้นส่วน มีการอนุมัติส่งเสริมระหว่างปี 2565-2568 แล้ว 808 โครงการ มูลค่า 3.2 แสนล้านบาท มีทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัล ได้อนุมัติส่งเสริม Data Center Data Hostingและ Cloud Service ไปแล้วในช่วง 3 ปีครึ่งจำนวน 57 โครงการ มูลค่า 8.1 แสนล้านบาท และในกลุ่ม BCG อนุมัติการส่งเสริมไปแล้ว 2,949 โครงการมูลค่า 6.2 แสนล้านบาท

สำหรับ International Business Center ตั้งแต่ปี 2558-2568 มีบริษัทการค้าต่างชาติทั้งหมด 460 แห่งเกือบทุกประเทศตั้งสำนักงานในไทย

กำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานคือความท้าทายใหม่

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการ “กำลังคนที่มีทักษะสูง” โดยเฉพาะใน Semiconductor และ Digital “เราต้องเปิดรับบุคลากรต่างชาติเข้ามาช่วยในระยะสั้น พร้อมเร่งพัฒนาคนไทยผ่านระบบการศึกษาและความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย”

ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ มีบางประเภทที่ได้กำลังคนที่มีความสามารถตรงกับงาน รวมทั้งลงมือก่อสร้างจนเปิดดำเนินการแล้ว เช่น International Business Center และ BCG บางประเภท แต่กลุ่มอื่น ๆ ยังขาดกำลังคนรองรับ โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor and Advanced Electronics และกลุ่ม Digital

ในปี 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนสถาบันกาารศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน และสถาบันวิจัย ทั้งในและต่างประเทศ กำหนดแผนพัฒนากำลังทั้งระยะสั้นและระยะยาวระยะ 5 ปีตั้งแต่ 2569-2573 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor และAdvanced Electronics จำนวน 84,000 คน สำหรับ EV Industry จำนวน 150,000 คนและกำลังคนสำหรับ AI อีก 50,000 คน

แผนนี้จะเริ่มปี 2569 และเป็นแผนละเอียดที่กำหนดโปรแกรมต่างๆ จำนวนคนและผู้รับผิดชอบ สำหรับแต่ละโปรแกรม อย่างไรก็ตามการพัฒนาคนระยะแรก จะได้คนที่มีทักษะระดับล่าง ส่วนทักษะระดับกลางและระดับสูง อาจจะต้องใช้เวลาหลายปี และจำนวนคนที่ได้การพัฒนาในปีแรกอาจจะมีไม่มาก ดังนั้นการที่จะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดกิจการเหล่านี้ได้เร็ว ประเทศไทยอาจจะต้องอนุญาตให้นำเข้าบุคลากรระดับสูงและระดับกลางในระยะแรกๆ โดยผ่านวีซ่าพิเศษสำหรับทำงานสำหรับบุคลากรต่างชาติในอุตสาหกรรมเหล่านี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยังชี้ว่าการจัดสรรพลังงานในเขต EEC เป็นอีกเรื่องสำคัญ “ตอนนี้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC ยังไม่เพียงพอ แต่รัฐบาลได้เริ่มวางแผนเพิ่มเครือข่ายการส่งไฟแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี”

ด้านไฟฟ้าเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้เตรียมการเพิ่มกำลังไฟในพื้นที่ EEC เนื่องจากไฟฟ้าที่ป้อนเข้า EEC ยังไม่เพียงพอ แม้ทั้งประเทศมีปริมาณเหลือใช้ประมาณ 35% โดยตกลงที่จะสร้างเครือข่ายในการส่งไฟฟ้าเข้า EEC ให้เพิ่มขึ้น

“จะเห็นได้ว่าการทำงานอย่างจริงจังในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าลงทุนในประเทศได้ มีผลให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างได้ผลอย่างเห็นให้ชัดทุกเรื่อง ทั้งการส่งออกทุกชนิด ทั้งปิโตรเคมี และตอนนี้กำลังชุดใหม่อุตสาหกรรมอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนอุตสาหกรรม Modern Industry นั้นเกิดแล้วรอตลาดเท่านั้น” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

FDI: เสาหลักแห่งการเติบโตอุตสาหกรรมไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรสรุปว่า ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย โดยกว่า 70% ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็น FDI และยังสร้าง supply chain ให้กับนักลงทุนไทยจำนวนมาก

โดยเมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้าดำเนินการในไทยแล้ว ก็มีช่องทางให้นักลงทุนไทยเข้าค้าขายด้วย รวมทั้งส่งวัตถุดิบให้ จนในที่สุดก็ลงทุนในกิจกรรมที่เป็น supply chain และผลิตของต่อเนื่องจากต่างชาติ ดังจะเห็นจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย 11 รายการระหว่างปี 2552-2560 ในอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ 8,000 รายการเป็น FDI จำนวน 4,500 รายการ มากกว่าครึ่ง รวมมูลค่า 2,209,000 ล้านบาท มากกว่า 2 ใน 3 และจากอุตสาหกรรมเป้าหมายเช่นเดียวกัน 12 รายการระหว่างปี 2561-2568 มีการอนุมัติการส่งเสริมทั้งหมด 7,641 รายการซึ่งเป็น FDI จำนวน 4,925 รายการ ราว 2 ใน 3 มียอดเงินลงทุน 3,521,000 บาทเป็น FDI มูลค่า 2,690,000 บาท มากกว่า 70%

นอกจากสัดส่วนของการลงทุน FDI ที่สูงกว่า แล้วFDI ยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมของนักลงทุนไทยที่เป็น Supply Chain ป้อนกิจการของอุตสาหกรรม FDI ด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นของต่างชาติ ของญี่ปุ่น แต่อุตสาหกรรมที่เป็นชิ้นส่วนที่ป้อนโรงงานเป็นของคนไทย ฉะนั้น FDI ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมมากกว่าตัวเลขที่เข้ามาลง

“ผลของ FDI ที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยนั้นมีสูงและกว้างไกลกว่าสัดส่วนของเงินลงทุนมาก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวปิดท้าย