ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
ปัญหาในระบบการศึกษาของ สปป.ลาว ไม่ได้มีเฉพาะประเด็นที่นักเรียนซึ่งจบชั้นมัธยมปลาย ตัดสินใจไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่เลือกจะออกไปทำงานหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
แต่ประเด็นหลัก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาของประเทศเลย คือ เรื่องการขาดแคลนบุคลากรครู โดยเฉพาะครูระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชนบทห่างไกล บนดอยสูง ทำให้เด็กและเยาวชนลาวจำนวนมาก ขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของพวกเขา
สาเหตุหลักที่ทำให้ครูในลาวขาดแคลน โดยเฉพาะตามพื้นที่ชนบทห่างไกล คือเรื่องของรายได้ และความมั่นคงในวิชาชีพครู
เนื่องจากบุคลากรที่ทำหน้าที่ครูในพื้นที่เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นครูอาสาสมัคร ไม่ได้รับการบรรจุเป็นรัฐกร รายได้หลักที่ครูอาสาสมัครเหล่านี้ได้รับ คือเบี้ยเลี้ยงจากการสอน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งครูอาสาสมัครไม่มีสวัสดิการ ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก แตกต่างจากครูที่เป็นรัฐกรชนิดหน้ามือกับหลังมือ
อีกทั้งช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะตั้งแต่ลาวประสบปัญหาเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 และการอ่อนตัวลงของค่าเงินกีบ ทำให้รัฐบาลลาวขาดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณ เบี้ยเลี้ยงที่ต้องจ่ายให้กับครูอาสาสมัครจึงกระท่อนกระแท่น ครูหลายคนต้องทำงานหนัก รับผิดชอบการสอนนักเรียนหลายห้องเรียน หลายระดับชั้น หลายวิชา เพราะอำนาจการปกครองท้องถิ่นไม่มีงบประมาณ ไม่สามารถเพิ่มอัตราจ้างบุคลากรครูได้อย่างเต็มที่หรือเหมาะสม


บุคลากรที่เข้ามาเป็นครูอาสาสมัครส่วนใหญ่เรียนจบสายครู เข้าสู่วิชาชีพครูด้วยใจรัก คิดว่าเริ่มต้นชีวิตครูด้วยการเป็นครูอาสาสมัคร แล้วค่อยหาโอกาสสอบบรรจุเข้าเป็นรัฐกรตามแต่โควตาที่กระทรวงศึกษาธิการและกีฬาจัดสรรให้ในแต่ละปี
แต่เอาเข้าจริงแล้ว สัดส่วนโควตารัฐกรครูที่เปิดรับแต่ละปีมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนครูอาสาที่กระจายตัวอยู่ตามชนบทห่างไกลทั่วประเทศ ไม่นับรวมระบบเส้นสาย
ผู้ที่ติดตามชุมชนออนไลน์ของลาวอย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องเคยผ่านตาโพสต์ที่นักเรียนตามโรงเรียนในชนบทห่างไกล นำหมู ไก่ตัวเป็นๆ ไข่ไก่ ไข่เป็ด รวมถึงผัก ผลหมากรากไม้ ซึ่งเป็นผลผลิตของครอบครัว ไปมอบเป็นของขวัญให้กับเหล่าครูอาสาสมัครในวันครู หรือวันขึ้นปีใหม่ ที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ครูเหล่านี้มาช่วยสอนหนังสือให้ความรู้แก่พวกเขา
หรือโพสต์บรรยากาศเศร้าสร้อยในวันอำลาอาชีพครูอย่างไม่เต็มใจของเหล่าครูอาสาสมัคร เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวได้จากเบี้ยเลี้ยงครูเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ครูอาสาสมัครเหล่านี้ทำหน้าที่สอนหนังสือมานานหลายปี จนมีความผูกพันธ์กับเด็กที่เป็นลูกศิษย์และครอบครัวของเด็ก

แม้ไม่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นทางการ แต่จากข่าวที่ปรากฏ ทั่วประเทศลาวมีครูอาสาหลายร้อยคนที่ได้ลาออกไปแล้ว และหลังจากนี้ หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาขาดแคลนเม็ดเงินในระบบงบประมาณได้ เชื่อว่าจะมีครูอาสาที่จำใจลาออกเพิ่มขึ้นอีก!
ไม่นานมานี้ รัฐบาลลาวได้ออกนโยบายแก้ปัญหาการขาดแคลนครูออกมา โดยใช้วิธีโอนย้ายทหาร หรือรัฐกรป้องกันชาติที่ประจำการอยู่ตามพื้นที่ชายแดน ชนบทห่างไกล เพื่อไปทำหน้าที่ครูตามโรงเรียนท้องถิ่นต่างๆ
ในทางกลับกัน ก็จะเปิดรับครูอาสาสมัครที่ประสบปัญหาความไม่สมดุลกันระหว่างรายได้กับค่าครองชีพ เพื่อบรรจุเป็นทหาร หรือรัฐกรป้องกันชาติ
นโยบายนี้ ได้สร้างเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจของหลายคน…?
วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เพจ Lao people’s Army News สื่อทางการของกองทัพประชาชนลาว ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “เปลี่ยนเอาทหารไปเป็นครูสอน และเปลี่ยนเอาครูอาสาสมัครมาเป็นทหาร” เขียนโดย จิด เพ็ดพูทอง มีเนื้อหาโดยละเอียดดังนี้…
“หลายท่านอาจเคยได้ยิน ได้ฟังข่าวหรือบทความเกี่ยวกับนโยบายโอนย้ายทหารไปเป็นครู และโอนย้ายครูอาสาสมัครมาเป็นทหาร
แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่ในสังคมได้รับรู้และเข้าใจ แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจในนโยบายดังกล่าว พากันพูด วิจารณ์ไปต่างๆนาๆแบบไม่รู้ความจริง บางคนก็บอกว่าเป็นการแก้ไขไม่ถูกต้อง ไม่ตรงจุด ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน หรือว่าเป็นการใช้คนไม่ตรงกับงาน ผู้ที่เรียนมาทางหนึ่ง แต่กลับนำไปใช้ในอีกทางหนึ่งที่ไม่ตรงกับสายวิชาชีพที่เรียนมา
ใครที่ยังมีความเข้าใจเช่นนี้ ตรงนี้มีคำตอบ

การที่โอนย้ายครูอาสาสมัครมาเป็นรัฐกรป้องกันชาติ และโอนย้ายทหารไปเป็นครูช่วยสอนในพื้นที่ชนบทห่างไกลนั้น อธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่าเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
ในกรณีที่ให้ทหารไปเป็นครูช่วยสอนนั้น ทหารที่ถูกโอนย้ายไปไปทำหน้าที่ครูล้วนแต่เคยเรียนจบวิชาเฉพาะสายครูมาก่อน แต่ปัจจุบันกลับถูกบรรจุเข้าสังกัด กรม กอง ที่ไม่สอดคล้อง ตรงกับความรู้ความสามารถ จึงได้โอนย้ายทหารเหล่านี้มาฝึกอบรมเพื่อฟื้นวิชาชีพครู จากนั้นจึงส่งไปเป็นครูอยู่ตามชนบทห่างไกล ส่วนมากเป็นทหารที่ประจำการอยู่ตามพื้นที่ชายแดน จึงมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งการเป็นครูสอน และเคลื่อนไหวเพื่อวางรากฐานทางการเมืองไปพร้อมๆกัน ใครที่ประจำการอยู่เขตใด ก็ให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตนั้น
สรุปได้ว่า เอาทหารไปช่วยสอนหนังสือในเวลาที่โรงเรียนในพื้นที่นั้นขาดแคลนครู ในเวลาที่ครูเกิดป่วย ไม่สบาย ต้องคลอดบุตร เสียชีวิต หรือต้องแก้ไขปัญหาให้กับครอบครัว เมื่อถึงเวลานั้น ครูทหารจึงจะเข้าไปช่วยสอน และถ้าครูประจำกลับมาทำหน้าที่ ครูทหารก็จะถูกสำรองเอาไว้ หรือเปลี่ยนไปประจำในสำนักงานแทน แล้วแต่สภาพความเป็นจริง
สำหรับการโอนย้ายครูอาสาสมัครมาเป็นรัฐกรป้องกันชาตินั้น หมายความว่า ครูอาสาสมัครที่ทำหน้าที่สอนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตชนบทห่างไกล บนดอยสูง ที่กำลังรอโควตาเพื่อบรรจุเป็นรัฐกรครูจากกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาอยู่นั้น
ถ้าผู้ใดมีความประสงค์อยากเข้ามาเป็นทหาร ก็สามารถสมัครเข้ามาเป็นได้เลย โดยจะมีเงื่อนไขและขั้นตอนบางอย่างตามระเบียบการ
กระทรวงป้องกันประเทศมีแผนรับครูอาสาสมัครเหล่านี้จำนวน 2,000 คนจากทั่วประเทศ โดยจะเร่งบรรจุไว้ในเมือง หรือบ้านที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย แต่ถึงแม้ว่าได้เป็นทหาร แต่ก็ต้องทำหน้าที่สอนหนังสือ ซึ่งจะมีการหยุดพักในช่วงเวลาปิดเทอมตามฤดูกาล หรือปฏิบัติตามนโยบายต่างๆเช่นเดียวกับครูทั่วไป
พันโทคำพด สีปะไพ หัวหน้าแผนกก่อสร้างรากฐาน กรมก่อสร้างรากฐานการเมือง กรมใหญ่การเมืองกองทัพ อธิบายว่า เพื่อเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูสอน การละทิ้งการเรียน และการส่งเสริมเข้าเรียนวิชาชีพ ฉบับที่ 09/ลบ. ให้เป็นรูปธรรม กระทรวงป้องกันประเทศ และกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา จึงได้เปิดชุดฝึกอบรมครูชั้นประถมศึกษาให้กับเหล่าทหาร พนักงานนักรบ เพื่อไปช่วยสอนหนังสืออยู่ตามชนบทห่างไกล
โดยชุดที่ 1 ได้จัดฝึกอบรมไปแล้วที่แขวงสะหวันนะเขต โดยคัดเลือกเอาทหารที่ประจำการอยู่ใน 4 แขวงภาคใต้ และ 2 แขวงภาคกลาง มาทำหน้าที่นี้
ชุดที่ 2 จัดฝึกอบรมที่แขวงหลวงพระบาง โดยนำทหารที่ประจำการอยู่ใน 6 แขวงภาคเหนือ มาเข้ารับการฝึกอบรม
ปัจจุบัน กำลังเปิดอบรมชุดที่ 3 อยู่ที่แขวงเชียงขวาง โดยนำทหารที่ประจำการอยู่ใน 2 แขวงภาคเหนือ กับอีก 1 แขวง ภาคกลาง เข้าร่วม
ก่อนหน้านี้ มีทหารบางนายได้ถูกคัดเลือกให้ไปทำหน้าที่ครูสอนหนังสือในโรงเรียนในเขตชนบทแล้ว สิ่งนี้เป็นผลสำเร็จเบื้องต้น และเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนครู และยกระดับการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลซอกหลืบ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กเล็กได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความใกล้ชิด สามัคคี ระหว่างกองทัพกับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
สรุปแล้ว ทหาร พนักงานนักรบ ผู้ที่จะถูกโอนย้ายไปสอนหนังสืออยู่ในชนบท พื้นที่ห่างไกลนั้น ไม่เพียงแต่เป็นครู แต่ยังต้องปฏิบัติภารกิจสร้างรากฐานการเมือง สัมพันธ์กับประชาชนอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับภารหน้าที่เฉพาะตามการมอบหมายลงไปจากเบื้องบน”…
วันที่ 12 กันยายน 2568 พลโท วงคำ พมมะกอน รองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมสรุปผลการเปิดชุดฝึกอบรมวิชาครูชั้นประถมศึกษาให้กับเหล่าทหาร พนักงานนักรบ รัฐกรป้องกันชาติ และการคัดเลือกครูอาสาสมัครที่จะโอนย้ายมาเป็นทหาร หรือรัฐกรป้องกันชาติ เพื่อไปสอนหนังสืออยู่ตามชนบทห่างไกล
พันเอก พงสุลิยา เพ็งคูน หัวหน้ากรมโรงเรียน กรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ ได้สรุปผลการฝึกอบรมทหารที่จะไปทำหน้าที่ครูสอนหนังสือ ซึ่งเปิดมาแล้ว 3 ชุด โดยชุดที่ 1 จัดที่วิทยาลัยครูสะหวันนะเขต ชุดที่ 2 จัดที่วิทยาลัยครูหลวงพระบาง และชุดที่ 3 จัดที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพแบบผสมแขวงเชียงขวาง
มีทหารและรัฐกรป้องกันชาติเข้าร่วมฝึกอบรมรวม 292 นาย ในนี้เป็นผู้หญิง 2 นาย โดยทหารทุกนายสามารถสำเร็จการฝึกอบรมและได้รับใบรับรองครบทั้ง 100%
เนื้อหาของการฝึกอบรม ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรและการสอนชั้นประถมศึกษา ความรู้เกี่ยวกับการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ความรู้เกี่ยวกับการสอนวิชาภาษาลาว และความรู้เกี่ยวกับการสอนวิชาคณิตศาสตร์
หลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมทั้ง 3 ชุด คณะผู้รับผิดชอบ ทั้งจากกระทรวงป้องกันประเทศ และกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ได้ติดตามผล ประสานงานกับบรรดาเมืองและแขวง เพื่อวางแผนโอนย้ายทหาร รัฐกรป้องกันชาติไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตชนบทห่างไกลของพื้นที่ต่างๆ
โดยตั้งแต่เดือนกันยายนของปีการศึกษา 2568-2569 เป็นต้นไป จะมีการส่งทหาร รัฐกรป้องกันชาติ ไปเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนชั้นประถมของแขวงสะหวันนะเขต 44 นาย แขวงคำม่วน 15 นาย แขวงอัตตะปือ 5 นาย แขวงอุดมไซ 6 นาย แขวงผ้งสาลี 20 นาย แขวงบ่อแก้ว 20 นาย และแขวงหลวงน้ำทา 6 นาย
ในทางกลับกัน กระทรวงป้องกันประเทศมีข้อตกลงว่าจะรับครูอาสาสมัครที่จะโอนย้ายมาเป็นทหารในปีนี้ 2,000 คน เบื้องต้นมีรายชื่อครูอาสาสมัครจาก 85 เมือง ของ 16 แขวง ที่สามารถโอนย้ายมาเป็นทหารแล้ว 1,711 คน โดยมีผู้มาสมัครและสแกนลายนิ้วมือเข้าระบบควบคุมกำลังพลของกองทัพแล้ว 1,578 คน เป็นผู้หญิง 1,100 คน จึงยังเหลือโควตาครูอาสาสมัครที่จะโอนย้ายมาเป็นทหารอีก 422 คน
…..
การโอนย้าย สลับบทบาท ระหว่างครูอาสาสมัครในชนบทห่างไกล กับทหาร รัฐกรป้องกันชาติตามชายแดน เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในลาว
ครูอาสาสมัครที่เป็นทหาร กำลังเริ่มต้นบทบาทใหม่ ในปีการศึกษา 2568-2569
คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ จึงจะเห็นภาพที่ชัดเจนได้ว่า แนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนครูของลาวด้วยวิธีนี้ จะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด…


