ธงชัย พรรณสวัสดิ์ (คนเคยมีอาชีพเป็นครู)
ข่าวเด็ก ม.5 คนหนึ่งใช้ความรุนแรงทั้งตี ตบ ต่อย เข่า และถีบครูจนได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงสร้างความตกใจให้แก่สังคม แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงรอยร้าวลึกในระบบความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูที่ครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมด้วยความเคารพ
บาดแผลที่ฝังลึกกว่ารอยฟกช้ำ
ในฐานะที่เคยเป็นครูเหมือนกันผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของครูผู้ประสบเหตุ บาดแผลทางกายอาจรักษาให้หายได้ในเวลาไม่นาน แต่บาดแผลทางจิตใจนั้นซับซ้อนและยาวนานกว่ามาก ภาพของความรุนแรงครั้งนั้นจะเป็นความทรงจำที่ตามหลอกหลอน ทำให้ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ใต้จิตสำนึกนั้นยากที่จะสลัดทิ้ง มันจะเปลี่ยนครูคนหนึ่งที่เคยยืนหน้าชั้นเรียนด้วยความมั่นใจ ให้กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความหวาดและระแวง
ความแหยงนั้นจะทำให้ครูไม่กล้าที่จะเข้มงวดหรือให้คะแนนไปตามเนื้อผ้าอย่างที่เคยเป็นและควรเป็น เพราะกลัวว่าจะไปสร้างความไม่พอใจจนนำไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายซ้ำรอยเดิม และผลกระทบมันจะไม่ได้หยุดอยู่แค่กรอบของเด็กนักรียนคนนั้นเท่านั้น มันจะส่งผลต่อไปยังการปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนคนอื่นๆ ในอนาคตได้อีกด้วย
ความหวาดหวั่นที่แผ่ขยาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูท่านนี้เพียงคนเดียว สามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการวิชาชีพครู เพื่อนครูแม้แต่ในโรงเรียนอื่นๆ เมื่อได้รับรู้เรื่องนี้ก็ย่อมอดที่จะตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตนเองได้หรือไม่ บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจและความหวาดกลัวจะค่อยๆ กัดกร่อนความรู้สึกปลอดภัยซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการเรียนการสอน ผลกระทบจึงกว้างไกลและลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคาดคิด
บทเรียนจากอดีต: เมื่อผลลัพธ์ของการกระทำสำคัญที่สุด
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมหวนนึกถึงเรื่องคล้ายๆ กันในสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรีทางวิศวกรรมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน สมัยนั้นไม่ต้องพูดถึงคอมพิวเตอร์ เพราะขนาดเครื่องคิดเลขยังไม่มีเลย จะมีก็เพียงอุปกรณ์ที่เรียกว่าสไลด์รูล (slide rule) ที่เป็นเครื่องมือช่วยคำนวณทางคณิตศาสตร์
มีนิสิตคนหนึ่งเข้าสอบในวิชาการออกแบบงานโครงสร้างอาคาร ซึ่งต้องคำนวณว่าต้องใช้คอนกรีตเท่าไร เหล็กมากน้อยแค่ไหน เขาแสดงวิธีคำนวณได้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน และได้คำตอบที่ถูกต้องด้วย แต่ผิดพลาดเพียงเรื่องหน่วยทศนิยมไปหนึ่งหลัก เช่น จากที่ควรเป็น 100 กลับตอบว่า 10 เพราะสไลด์รูลที่ว่าช่วยคำนวณได้ แต่บอกหลักหน่วย สิบ ร้อย พันไม่ได้
เมื่อส่งงาน อาจารย์ผู้สอนให้คะแนนศูนย์ นิสิตจึงเข้าไปถามด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อกระบวนการคิดของเขาทุกอย่างถูกต้อง คำตอบของอาจารย์ในวันนั้นเป็นบทเรียนกับหลายคนมาจนถึงวันนี้ เพราะอาจารย์ตอบว่า…
“ที่ให้ศูนย์ เป็นเพราะตึกมันพังไปแล้ว“
การที่เด็กคนนั้นอ้างว่าคำตอบถูก ทำไมไม่ได้เต็ม จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลในการเรียนการสอน
ผลลัพธ์ของการกระทำ
ในโลกแห่งความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการกระทำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าเจตนาหรือกระบวนการจะดีเพียงใด หากผลลัพธ์สุดท้ายคือความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ การกระทำนั้นย่อมไม่สามารถยอมรับได้ เช่นเดียวกับกรณีเด็กคนนั้นทำร้ายครู แม้จะมีเหตุผลร้อยแปดมาอธิบาย แต่ผลลัพธ์คือครูคนหนึ่งถูกทำร้ายจนเป็นบาดแผลในใจ ซึ่งร้ายแรงกว่าบาดแผลทางกาย
และนั่นคือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
การให้อภัย: เมื่อ “นักเรียน” และ “เด็ก” คือ คนละคน
ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดอาจเป็นการจัดการกับความรู้สึกต่อตัวผู้กระทำ หลายคนอาจเรียกร้องให้ครูให้อภัยเด็กนักเรียนคนนั้นในฐานะที่เป็นศิษย์ แต่ในมุมมองที่ลึกซึ้งกว่านั้น เราอาจต้องแยกสถานะของผู้กระทำออกจากกัน ในขณะที่ก่อเหตุ จิตสำนึกของเด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะของการเป็น “นักเรียน” ผู้พึงให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์ แต่เขากำลังกระทำในสถานภาพของ “เด็ก” คนหนึ่งที่มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์อย่างรุนแรง
หากครูจะไม่ให้อภัยการกระทำของ “นักเรียน” คนนั้น จึงเป็นสิ่งที่รับฟังได้ เพื่อยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ครูเป็นผู้สอนศาสตร์ให้นักเรียน ไม่ใช่คู่ชกของนักเรียน
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ครูอาจพิจารณาให้อภัยเด็กคนนั้นในฐานะที่เขาเป็น “เด็ก” ที่ป่วยและต้องการความช่วยเหลือ นี่ไม่ได้เป็นการลดทอนความผิด แต่เป็นการมองทะลุการกระทำเพื่อเข้าถึงต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงและหาทางแก้ไข
อย่าให้ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง
ท่ามกลางความโกรธและความผิดหวัง สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการเหมารวม ผมขอให้ข้อสังเกตว่า คำว่า “นักเรียน” เป็นคำนามที่เป็นพหูพจน์ หมายถึง คนหมู่มาก ไม่ใช่คำเอกพจน์ที่หมายถึงหนึ่งเดียว การเอ่ยตำหนิแบบลอยๆ ว่า “นักเรียน” สมัยนี้ก้าวร้าว ไม่เคารพครูจึงไม่จริง และไม่เป็นธรรมต่อนักเรียนอีกนับล้านคนที่ยังคงน่ารัก มีสัมมาคารวะ และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
หากโกรธขึ้งในการกระทำของเด็กคนนั้น ก็ขอให้เจาะจงไปที่เด็กคนนั้นและการกระทำของเขาเพียงคนเดียว อย่าให้การกระทำอันเลวร้ายของคนคนหนึ่งมาทำลายภาพลักษณ์และความไว้วางใจที่เรามีต่อนักเรียนทั้งระบบ เพราะนั่นคือความไม่ยุติธรรมและจะยิ่งสร้างกำแพงระหว่างครูและศิษย์ให้สูงขึ้นไปอีก
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้คือบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องร่วมกันถอดรหัส ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อหาทางป้องกันและสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง



