“อนุทิน ชาญวีรกูล” ในรายงานข่าวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย จากสื่อต่างประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

การก้าวสู่เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หลังการลงคะแนนเสียงในสภา ได้รับการรายงานโดยสื่อทั่วโลก ไม่ต่างจากการมีนายกรัฐมนตรีของไทยในระยะที่ผ่านมา แต่จุดต่างอยู่ที่การใช้คำเรียก อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งสื่อจำนวนหนึ่งใช้คำที่ส่อไปไปในทางเดียวกันนั่นคือ “ราชาแห่งกัญชา”

Financial Times จากอังกฤษ พาดหัวข่าวว่า Thailand’s “Cannabis King” elected prime minister ด้าน Reuters พาดหัวว่า Thailand’s Anutin Charnvirakul: from cannabis crusader to prime minister ขณะที่ The Guardian พาดหัวว่า Tycoon who led push to decriminalise cannabis becomes Thai PM

แม้แต่ Kursiv Media สื่อจากคาซักสถาน พาดหัวว่า Thailand’s new PM: The ‘cannabis king’ takes the crown

ในรายงาน Financial Times ระบุว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของไทยได้เลือกอดีตนักธุรกิจและนักการเมืองอาวุโสที่รู้จักกันในชื่อ “ราชากัญชา”(cannabis king) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้นำประเทศคนที่สามในรอบกว่าหนึ่งปี

อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ ได้รับคะแนนเสียง 311 เสียงในวันศุกร์ เกิน 247 เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่ต้องมีไปอย่างง่ายดาย

อนุทิน วัย 58 ปี เป็นคนอนุรักษ์นิยมและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างแน่วแน่ และยังเป็น kingmaker หรือ ผู้ที่มีความสำคัญในสถานการณ์ที่มีการแย่งชิงอำนาจ ในวงการเมืองไทยมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายกัญชา

อนุทินจะรับช่วงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปราะบาง

Financial Times รายงานอีกว่า อนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงที่แพทองธาร ชินวัตรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 10 เดือน แต่ก็สนับสนุนรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้นำคณะรัฐประหาร ซึ่งยึดอำนาจจากการรัฐประหารในปี 2557 ที่โค่นล้มนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาของแพทองธาร

อนุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันต่อนโยบายของไทยในปี 2565 ที่จะยกเลิกกฎหมายห้ามใช้กัญชา แม้ว่าจะสนับสนุนความพยายามในการออกกฎระเบียบเพิ่มเติมหลังจากนั้นมาก็ตาม

นอกจากรายงานว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้ถอดถอนแพทองธารออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง รัฐสภาได้ลงมติอย่างท่วมท้นเลือกอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป รายงาน Reuters บอกว่า ความก้าวหน้าของอนุทินวัย 58 ปีผู้นี้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการบ่มเพาะ เริ่มต้นด้วยการเข้าสู่วงการเมืองกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งก่อตั้งโดยทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีบิดาของแพทองธาร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของอนุทิน ส่วนใหญ่มาจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคน้องใหม่ในวงการเมืองไทยที่มีรากฐานมาจากชุมชนเกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

การเลือกตั้งสองรอบที่ผ่านมา ในปี 2562 และ 2566 ผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าอนุทินน่าจะว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และน่าจะเป็นผู้นำรัฐบาลผสม เนื่องจากอิทธิพลของเขาที่ชักจูงให้เปลี่ยนข้าง อย่างไรก็ตามอนุทินกลับก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่โดดเด่นจากการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 และผลักดันการทำให้กัญชาถูกกฎหมายในประเทศไทยในปี 2565

อนุทินเกิดในครอบครัวนักการเมืองและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล ศึกษาที่โรงเรียนเอกชนชายล้วนในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

ในปี พ.ศ. 2533 อนุทินได้ร่วมงานกับบริษัทก่อสร้างซิโน-ไทยของบิดา และดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ก่อนที่จะลาออกจากงานภาคเอกชนเพื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยที่ทักษิณดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2547

พรรคไทยรักไทยของทักษิณถูกยุบในปี พ.ศ. 2550 โดยคำสั่งศาล และศาลได้มีคำสั่งตัดสิทธิทางการเมืองของอนุทินเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งอนุทินได้กลับเข้าสู่วงการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในปี พ.ศ. 2555

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อนุทินไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของเนวิน ชิดชอบ ผู้ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย เพื่อสร้างแรงสนับสนุนจากประชาชนในจังหวัด แต่ยังรวมถึงอำนาจชักจูงของตัวเขาเองที่มีต่อชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม เพื่อผลักดันให้พรรคของเขาสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2566 อนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลสองชุดที่นำโดยนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2566

นอกเหนือจากธุรกิจและการเมืองแล้ว อนุทินยังสนใจสะสมพระเครื่องและการบินเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งบางครั้งเพื่ออำนวยความสะดวกในการบริจาคอวัยวะฉุกเฉิน

ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันของไทยที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ความตึงเครียดกับกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีความเสี่ยง หลังสงครามชายแดนนองเลือด และความกังวลเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการรับมือกับความวุ่นวายอาจเป็นประโยชน์ต่องานใหม่ของอนุทิน

ในข่าว Tycoon who led push to decriminalise cannabis becomes Thai PM นั้น The Guardian รายงานว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างแน่วแน่ ได้รับการลงคะแนนเสียงจากสมาชิกรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย หลังจากการเจรจาที่ดุเดือดและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาหลายวัน

มหาเศรษฐีวัย 58 ปี ผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ถือเป็นผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม แม้ว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจากการเป็นผู้นำการรณรงค์เพื่อยกเลิกกฎหมายกัญชา อนุทินได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหลังจากพรรคการเมืองต่างๆ แย่งชิงเสียงกันอย่างอลหม่านเพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะเข้ามาแทนที่อดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ออกจากตำแหน่ง

อนุทิน นักการเมืองผู้มากประสบการณ์ มาจากครอบครัวที่เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งสร้างสนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ รวมถึงรัฐสภาด้วย

รายงาน The Guardian ยังบอกว่า อนุทินเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้รณรงค์เพื่อให้กัญชาถูกกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเร่งรีบเกินไปโดยขาดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ส่งผลให้มีร้านจำหน่ายกัญชาและการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการเพิ่มขึ้นทั่วประเทศไทย แม้อนุทินจะกล่าวว่านโยบายนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้ในทางการแพทย์มาโดยตลอดก็ตาม

ข่าว Thailand tycoon who championed cannabis laws takes lead in race for PM ของ The Guardian เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ก็ยังระบุความเกี่ยวโยงของอนุทินกับกัญชา โดยรายงานว่า อนุทิน ชาญวีรกูล อดีตมหาเศรษฐีที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ดูเหมือนจะเป็นผู้นำในการแข่งขันอันวุ่นวายเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย หลังจากการเจรจาที่ตึงเครียดมาหลายวัน

พร้อมข้อความว่า อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคอนุรักษ์นิยม และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สนับสนุนการทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมาย ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ให้จัดตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงนามในข้อตกลงที่ผู้นำพรรควางไว้

SkyNews พาดหัวว่า Cannabis campaigner to prime minister – Thailand’s new leader wins decisive vote ซึ่งในรายงานข่าว คาดว่าอนุทินและรัฐบาลชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งในอีกไม่กี่วันหลังจากได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 

พร้อมให้ข้อมูลว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐฯ ผู้ผลักดันการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยในช่วงการระบาดของโควิด-19 และมีภารกิจบินรับส่งอวัยวะเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอการรักษาทั่วประเทศ

รายงานระบุว่า อนุทิน วัย 58 ปี เกิดในครอบครัวนักการเมืองและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนชายล้วนในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

หลังจากทำงานให้กับบริษัทก่อสร้างของบิดา อนุทินเข้าสู่วงการเมืองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2547

อนุทินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางทั่วประเทศจากความสามารถในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 และการสนับสนุนการทำให้กัญชาถูกกฎหมายในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565

สำหรับ Kursiv Media สื่อจากคาซักสถาน รายงานว่า เส้นทางการเมืองของอนุทินย้อนกลับไปถึงพรรคไทยรักไทย ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้ง ในปี พ.ศ. 2547 อนุทินได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนที่จะย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปีเดียวกันนั้น และกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งในปี พ.ศ. 2548

อนุทินโด่ดเด่นในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยสั่งการมาตรการล็อกดาวน์ การจัดหาวัคซีน และการดูแลผู้ป่วย ความเป็นผู้นำของเขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการช่วยเปิดประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุด อนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย โดยดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2566 นอกจากนี้ อนุทินยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนการปฏิรูปกัญชา โดยได้แสดงจุดยืนด้วยการสวมเสื้อที่มีรูปใบกัญชาขณะลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งปี 2566

อนุทิน หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “หนู” มาจากครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางการเมือง บิดาของเขา ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เคยดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ขณะที่บริษัทก่อสร้างของครอบครัว สเตคอน กรุ๊ป ได้สร้างอาคารรัฐสภาในกรุงเทพฯ

อนุทิน ศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการที่มหาวิทยาลัยฮอฟสตรา(Hofstra University)ในนิวยอร์กก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับสื่ออื่นๆ แม้ไม่ได้พาดหัวด้วยคำว่าราชากัญชา แต่ในข่าวก็ยังมีความเชื่อมโยงของอนุทินกับกัญชา เช่น The Conversation ของออสเตรเลีย ในรายงานข่าว Thailand has another new prime minister and an opening for progress. But will anything change? ก็มีข้อความว่า อนุทิน นักธุรกิจอนุรักษ์นิยมผู้เป็นแกนนำการต่อสู้เพื่อให้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ถูกกฎหมาย ได้รับเลือกโดยรัฐสภา หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน

อีกสื่อหนึ่งของออสเตรเลีย Australian Broadcasting Corporation รายงานข่าว Thailand’s parliament elects Anutin Charnvirakul as the country’s new prime minister after chaotic week of deal-making ใช้คำว่า New PM’s cannabis promise เป็นพาดหัวรอง

เช่นเดียวกับ DW (Deutsche Welle ) สื่อของเยอรมนีในข่าว Anutin Charnvirakul new Thai PM as Thaksin jets off มีเนื้อหาท่อนหนึ่งว่า อนุทิน ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลักดันการยกเลิกกฎหมายกัญชาของไทย ได้รับเลือกตั้งโดยมีพรรคฝ่ายค้านสนับสนุน

 ในรายงานข่าว Veteran politician Anutin Charnvirakul elected Thai prime minister in parliamentary vote ของสำนักข่าว AP (Associated Press ) ก็กล่าวว่า อนุทินเป็นที่รู้จักดีจากความสำเร็จในการล็อบบี้เพื่อยกเลิกกฎหมายกัญชา ซึ่งเป็นนโยบายที่ปัจจุบันมีการควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าล่าช้าในการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอสำหรับต่อสู้กับไวรัส

ส่วน ข่าว Thai Lawmakers Elect a New Prime Minister: What to Know About Anutin Charnvirakul ของ TIME ไม่ได้พูดถึงการผลักดันกัญชาถูกกฎหมายของอนุทิน แต่วิเคราะห์ว่า การที่อนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย อาจทำให้การกำหนดนโยบายเป็นเรื่องยาก

อนุทินจะ “มีข้อจำกัดอย่างมาก” มาร์ค เอส. โคแกน รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง มหาวิทยาลัย คันไซไกได(Kansai Gaidai University) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวกับนิตยสาร TIME

รายงานระบุว่า การที่อนุทิน วัย 58 ปี ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยเสียงสนับสนุน 311 เสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 490 คน หนึ่งสัปดาห์หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งอย่างเป็นทางการให้แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของพรรคเพื่อไทยในรอบ 2 ปี พ้นจากตำแหน่ง อาจยุติช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของประเทศไทยได้ และให้โอกาสแก่อนุทินในการพิสูจน์ความเป็นผู้นำ

อนุทินมีนโยบายอะไรบ้าง?

ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยยังเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาล เคยขัดแย้งกันหลายครั้ง ทั้งในเรื่องนโยบายเกี่ยวกับกัญชา คาสิโน และการรัฐประหาร ท้ายที่สุด พรรคภูมิใจไทยได้ถอนตัวออกจากพรรคในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางความขัดแย้งว่าอนุทินจะยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อไปหรือไม่

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยมักถูกมองว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม สนับสนุนกองทัพ และสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ มาร์ค เอส. โคแกน รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งที่มหาวิทยาลัยคันไซไกได กล่าวว่า อนุทินมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน เนื่องจากเขาดู “มั่นคงกว่า” พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีถูกโค่นล้ม 2 คนใน 2 ปีที่ผ่านมาจากการละเมิดจริยธรรม และได้รับความนิยมน้อยลงเนื่องจากไม่สามารถทำตามการรณรงค์หาเสียงด้านเศรษฐกิจได้

ไทยภายใต้การนำของอนุทินจะพยายามก้าวออกจากความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โคแกนกล่าว ซึ่งอาจรวมถึงการมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือระดับภูมิภาค โคแกนกล่าวว่ารัฐบาลของอนุทินอาจยกเลิกนโยบายประชานิยม เช่น โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับการตอมรับอย่างมาก และจะใช้นโยบายที่เน้นการปฏิบัติจริงมากกว่า

นพนธ์ จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญและรักษาการผู้ประสานงานโครงการศึกษาไทย สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า นโยบายหนึ่งที่อาจมีความสำคัญเร่งด่วนภายใต้อนุทิน คือ การควบคุมกัญชา อนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลก่อนปี 2566 ได้ผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามยกเลิก

ประเด็นหนึ่งที่ไม่น่าจะได้รับการปฏิรูปใดๆ คือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ที่เป็นประเด็นถกเถียงของไทย เนื่องจากอนุทินมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

โดยรวมแล้ว นพนธ์ กล่าวว่า รัฐบาลของอนุทินอาจเอนเอียงไปทางการกระจายอำนาจ ซึ่งอาจมอบอำนาจหรือเงินทุนเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อเริ่มสร้างแรงสนับสนุนสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

สำหรับพรรคภูมิใจไทย นพนธ์กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของหัวคะแนนผู้มีอำนาจในท้องถิ่นที่คอยหล่อลื่นวงจรอุปถัมภ์”

รายงานยังตั้งคำถามว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป?

หากอนุทินรักษาคำพูดเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน ก็จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้น แต่ก็อาจเลือกที่จะไม่ยอมรับข้อตกลงนี้

พรรคประชาชนสามารถพยายามลงมติไม่ไว้วางใจอนุทินได้ หากรู้สึกว่าอนุทินกำลังผิดสัญญา แต่ก็ต้องการการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ และโคแกนกล่าวว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อนุทินอาจสามารถ “ระดม” พรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่ได้ ซึ่งรวมถึงพรรคที่อาจสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการลงมติเมื่อวันศุกร์

อนาคตของพรรคเพื่อไทยอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของอนุทินด้วย ทักษิณ ชินวัตร บิดาของแพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยอยู่หลายปีก่อนจะกลับมาในปี 2566 และถูกมองว่าได้รับการปกป้องจากการถูกดำเนินคดีในขณะที่พรรคของเขายังอยู่ในอำนาจ ได้หลบหนีไปยังดูไบอย่างกะทันหันก่อนการลงคะแนนของสภาในวันศุกร์ ทักษิณบอกว่าจะกลับมาทันเวลาเพื่อขึ้นศาลเพื่อรอคำตัดสินในคดีที่อาจทำให้ต้องติดคุก

ฐิติพล ภักดีวานิช นักวิชาการรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีของไทย ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIMEว่า อนุทินน่าจะพยายามจัดการกับการล่มสลายของอดีตพันธมิตรร่วมรัฐบาลที่พยายามขัดขวางไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุด และกล่าวว่า “หากศาลตัดสินให้ทักษิณผิดในสัปดาห์หน้า ก็จะทำให้พรรคภูมิใจไทยและอนุทินสามารถซื้อส.ส.เพิ่มจากพรรคเพื่อไทยได้ง่ายขึ้นมาก”

ฐิติพลกล่าวอีกว่า “ระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เป็นประโยชน์กับพรรคภูมิใจไทยในการทำงานด้านนโยบายบางอย่าง แต่ก็เพียงพอที่จะเอาคืนพรรคเพื่อไทยได้”

ด้านสื่อจีน China Daily รายงานในข่าว Thai parliament elects new prime minister โดยอ้างแถลงการณ์ออนไลน์ที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จีนแสดงความยินดีกับอนุทินที่ได้รับการลงคะแนนเสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และระบุว่าจีนพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์และกระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนสนิทและเป็นเพื่อนบ้านกัน และทั้งสองประเทศก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน ยังคงสนิทสนมกันเช่นเคย

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

จีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับไทย เพื่อสืบสานมิตรภาพแบบดั้งเดิม บรรลุความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนสนับสนุนสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ตามแถลงการณ์