พิเศษ เสตเสถียร

แผ่นดินไหวค่อนข้างแรงขนาด 7.7 ตามมาตราริกเตอร์ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพพระมหานครยาวนานประมาณ 80 วินาที ทำให้ผู้คนต้องอกสั่นขวัญหายกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตึกสูงๆ
ตึกอาคาร สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ที่ถล่มลงมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ คงต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุของการที่ว่าทำไมถึงถล่ม ในขณะที่ตึกสูงอื่นๆ ไม่มีใครเขาเป็นอะไร
ตอนก่อนเกิดแผ่นดินไหวนั้น ก็มีปัญหากฎหมายอยู่ข้อหนึ่งที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็คือเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับหุ้นมาโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (promissory note หรือ P/N) ที่ไม่มีกำหนดวันถึงกำหนดให้กับผู้ให้ เมื่อไม่มีวันถึงกำหนดก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายเงินเมื่อไหร่ เลยยังไม่ต้องชำระภาษี
ผมเองมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากรอยู่น้อย ก็เลยต้องหาความรู้ด้วยการลองไปเปิดคำพิพากษาคดีในต่างประเทศดู ก็พบอยู่หลายคดีที่มีความน่าสนใจ เช่น
คดีนี้เกี่ยวข้องกับมรดกของ Helen Maxwell ซึ่งได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทที่ลูกชายของเธอเป็นเจ้าของ ตั๋วสัญญาใช้เงินเหล่านี้ไม่มีวันครบกำหนดชำระที่แน่นอน และมีโครงสร้างที่ทำให้การชำระคืนถูกเลื่อนออกไป กรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ได้ปฏิเสธความถูกต้องของตั๋วสัญญาใช้เงินเหล่านี้ โดยอ้างว่าไม่ใช่หนี้ที่แท้จริง แต่เป็นการให้ของขวัญหรือการโอนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก
ศาลภาษีสหรัฐฯ (Tax Court) ตัดสินว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะของหนี้ที่แท้จริง เนื่องจาก: ไม่มีวันครบกำหนดชำระที่แน่นอน ไม่มีการบังคับใช้หรือพยายามเรียกเก็บเงินคืนอย่างจริงจัง และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาบ่งชี้ว่าการทำธุรกรรมไม่ได้เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ของบุคคลภายนอก (arms-length transaction)
ผู้ตายจึงได้รับการชำระเงินที่ดูเหมือนเป็นของขวัญมากกว่าการชำระหนี้จริง
ศาลภาษีได้วินิจฉัยให้กรมสรรพากรสหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะ โดยถือว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเหล่านี้ไม่ใช่หนี้ที่แท้จริง และศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐฯ เขตที่ 2 (Second Circuit Court of Appeals) ได้ยืนยันคำวินิจฉัยนี้
นาย Miller พยายามเลื่อนภาระภาษีเงินได้ โดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีวันครบกำหนดชำระที่แน่นอน เขาอ้างว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนี้เป็นหนี้ที่แท้จริง ไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรสหรัฐฯ ได้โต้แย้งว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะของหนี้ที่แท้จริง และควรถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแทน
ศาลภาษีสหรัฐฯ (Tax Court) ได้ตัดสินให้กรมสรรพากรเป็นฝ่ายชนะ โดยพิจารณาว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีวันครบกำหนดชำระที่แน่นอนและไม่มีเงื่อนไขการชำระคืนที่ชัดเจน ผู้เสียภาษีไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจหรือความสามารถในการชำระคืนหนี้จริง และธุรกรรมดังกล่าวไม่มีสาระทางเศรษฐกิจ (economic substance) และเป็นความพยายามที่ไม่ถูกต้องในการเลื่อนการเสียภาษี
ดังนั้น ศาลจึงพิจารณาว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ไม่ใช่หนี้ที่แท้จริง และจัดประเภทเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแทน
ผู้ตาย นาย Berkman ได้โอนทรัพย์สินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ไม่มีวันครบกำหนดชำระที่แน่นอน และไม่มีเงื่อนไขการชำระคืนที่สามารถบังคับใช้ได้ กรมสรรพากรสหรัฐฯ เห็นว่าตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่ใช่หนี้ที่แท้จริง แต่เป็นการให้ของขวัญที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก
ศาลภาษีสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้กรมสรรพากรเป็นฝ่ายชนะ โดยพิจารณาว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีสาระทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มีเงื่อนไขการชำระคืนที่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีความตั้งใจที่จะชำระคืนหนี้ ธุรกรรมดังกล่าวถูกออกแบบมาโดยมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมรดก
ดังนั้น ศาลจึงพิจารณาว่าการโอนทรัพย์สินนี้ไม่ใช่หนี้ที่แท้จริง และจัดประเภทเป็นของขวัญ ซึ่งต้องเสียภาษีของขวัญแทน
กรมสรรพากรของสหรัฐฯ มักจะท้าทายธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับตั๋วสัญญาใช้เงินแบบไม่มีกำหนดครบกำหนดชำระ (open-ended promissory notes) โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น
-
ความคาดหวังในการชำระคืน – มีเจตนาที่แท้จริงในการชำระคืนหรือไม่ หรือเป็นเพียงธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษี
การจ่ายหรือคำนวณดอกเบี้ย – มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล และมีการชำระดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา – เป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลในครอบครัวหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการทำธุรกรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักการตลาดทั่วไป
การเปรียบเทียบกับธุรกรรมในเชิงพาณิชย์ปกติ – หากเป็นการกู้ยืมจริง บริษัทหรือบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะยอมรับเงื่อนไขเดียวกันหรือไม่
เมื่อคดีไปถึงศาล หากศาลพบว่าตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อเลี่ยงภาษีหรือเลื่อนการชำระภาษี โดยไม่มีเจตนาที่แท้จริงในการชำระคืน อาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม รวมถึงค่าปรับและดอกเบี้ย นอกจากนี้ ศาลอาจจัดประเภทใหม่ ให้เป็นของขวัญ หรือส่วนของทุน ซึ่งมีผลกระทบต่อภาระภาษีของผู้เกี่ยวข้อง
นับว่ากรมสรรพากรของสหรัฐฯ เขามีหลักการที่ดีและความกล้าหาญในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ส่วนกรมสรรพากรของไทย ท่านอธิบดีก็ได้ออกมาแถลงแล้วว่า…
“กรณีการซื้อขายหุ้นนอกตลาดฯ ผู้ขายมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้เกณฑ์เงินสด ถ้าผู้ซื้อได้มีการออกตั๋ว P/N เพื่อเป็นสัญญาว่าจะชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน การเสียภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระตั๋ว P/N ด้วยเงินสดซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่า ในปี 2569 จะมีการชำระเงินกัน ผู้ขายหุ้นก็จะต้องชำระภาษี โดยถือเป็นเงินได้ของปี 2569 ซึ่งจะต้องยื่นแบบฯ ในปี 2570 ในประเภทเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (capital gains) ผู้ขายหุ้นให้แก่นายกฯ มีเงินได้ประเภทนี้ ก็ยื่นแบบฯ และชำระภาษีตามขั้นตอนปกติ”