นายกฯ ชี้ รัฐบาลยินดีรับผิดชอบ “ค่าโง่โฮปเวลล์” สัปดาห์หน้าเข้า ครม. – มติ ครม.ฟันธงดิวตี้ฟรีไม่เข้าข่าย PPP

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

ชี้รัฐบาลยินดีรับผิดชอบ “ค่าโง่โฮปเวลล์” สัปดาห์หน้าเข้า ครม.

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีกระทรวงคมนาคมต้องจ่ายเงินชดเชยค่าบอกเลิกสัญญา จำนวน 11,888 ล้าน แก่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า กรณีดังกล่าวเป็นผลพวงจากการทำงานในอดีตที่ผ่านมายาวนาน รัฐบาลนี้จะดำเนินการแก้ไขผลพวงในอดีต เพียงแต่ขณะนี้ต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดของคำพิพากษา เพื่อจะหาทางออกในการเจรจาร่วมกัน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือกระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งตามข่าวได้มีการชี้แจงเบื้องต้นมาแล้ว

“จะได้เร่งพิจารณาผลจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าจะมีผลอย่างไรบ้าง จะต้องดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร ขอย้ำว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา แต่รัฐบาลนี้จำเป็นต้องแก้ไข หลายเรื่องที่ผ่านมาเราแก้ไขหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องคลองด่าน และอีกหลายๆ เรื่อง ไม่อยากจะกล่าวถึง ทุกคนทราบดี” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ากระทรวงคมนาคมจะสรุปผลกรณีดังกล่าวเพื่อนำเสนอที่ประชุม ครม.อย่างเป็นทางการ

ยัน “รอบที่ร้อย” คสช.ไม่มีสกัดดาวรุ่ง เดินทุกอย่างตามโรดแมปไม่มีบิดพริ้ว

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งข้อกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นใบสั่งจาก คสช.เพื่อเป็นการสกัดดาวรุ่ง ว่า เรื่องสกัดดาวรุ่ง อยากจะบอกเป็นครั้งที่ร้อยแล้วว่า คสช.ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเลือกตั้ง เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างเป็นดุลพินิจของ กกต. และหลายอย่างก็เข้าสู่กระบวนการศาลซึ่งผมก็ยุ่งเกี่ยวไม่ได้อยู่แล้ว ผมเคยบอกไปตั้งนานแล้ว พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนคงไปสั่งอะไรใครเขาไม่ได้หรอก

ต่อคำถาม ในฐานะหัวหน้า คสช. มั่นใจหรือไม่ว่าจะยังคงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และเลือกนายกรัฐมนตรี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า ตนต้องเชื่อมั่นอย่างนั้น เพราะได้กำหนดโรดแมปไว้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าไปตามโรดแมป

“จะเห็นได้ว่า ผมไม่ได้บิดพลิ้วจากโรดแมปต่างๆ ที่มีมาเลย เว้นแต่ช่วงแรกๆ ที่ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายไม่เรียบร้อย นอกนั้นก็ยังเป็นไปตามโรดแมปทุกประการ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขึ้นค่ารถเมล์ มติ คกก.ควบคุมขนส่งฯ ชี้อย่าโยงเหตุรัฐบาลเผด็จการ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขึ้นค่าโดยสารรถเมล์แบบก้าวกระโดด 5-7 บาท ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ซึ่ง ขสมก.อ้างว่าขาดทุน แต่มีบางฝ่ายแนะให้ปรับโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชน ว่า การขึ้นค่าโดยสารทั้งหมดนั้นเป็นไปตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง โดยปฏิเสธว่าไม่ใช่รัฐบาลไปขึ้นราคาภายหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้ผ่านการเลือกตั้งมาก่อน

“เพราะงานนั้นทำไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องกันไป จึงเป็นเรื่องของคณะกรรมการฯ ที่พิจารณาขึ้นมา แต่ทั้งนี้รัฐบาลเองก็ต้องติดตามประเมินผลกระทบด้วย โดยจะหาทางว่าจะทำอย่างไรที่จะลดปัญหาให้ได้มากที่สุด พร้อมปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ดีขึ้น”

โดยวันนี้มีทั้งรถเมล์ใหม่ และรถเมล์เก่าที่มาปรับปรุงใหม่ มีการเดินหน้าตามลำดับ เป็นความก้าวหน้าในรัฐบาลนี้ ดังนั้นจึงต้องมองเรื่องของต้นทุนขนส่งมวลชนด้วย ซึ่งทุกท่านทราบดีว่า ขสมก.มีหนี้สินติดค้างเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบไปถึงผู้ประกอบการรถร่วมต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้มีการปรับค่าโดยสารขึ้นมานานแล้ว ฉะนั้นก็ต้องขึ้นกับคณะกรรมการฯ จะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“หลายอย่างเป็นเรื่องที่ยังไม่ดำเนินการก็ออกมาเป็นข่าวสร้างความสับสน ทั้งการเมือง และเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ และตีกลับมาเรื่องรัฐบาลเผด็จการ อย่างนี้จะไปได้อย่างไร รัฐบาลคือรัฐบาล ก็ทำหน้าที่ของรัฐบาล และต้องทำต่อเนื่องจนกว่าจะมี ครม.ใหม่ มีการถวายสัตย์ขึ้นมา ซึ่งเราก็จะหมดหน้าที่ในวันนั้น”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ระหว่างนี้ประเทศก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานจึงหยุดไปไม่ได้ ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย รัฐบาลพยายามที่จะกู้สถานการณ์ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ

แจงมาตรการแจกเงิน 1,500 บาท ยังไม่ได้ข้อสรุป วอน ปชช.ช่วยกันใช้เงิน

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยการแจกเงินให้ประชาชนตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไปคนละ 1,500 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ว่า เป็นเรื่องของการศึกษา และอยู่ระหว่างการหารือของคณะกรรมการแต่ข่าวกลับออกมาก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปออกมา เพราะมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงให้เงินแล้วจบ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาอยู่ ขอทุกคนอย่างเพิ่งตื่นตระหนก

ทั้งนี้เรื่องของมาตรการทางเศรษฐกิจนั้นขึ้นกับการส่งออกของประเทศด้วย ซึ่งกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศพึ่งพาการส่งออก เมื่อโลกมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจก็ทำให้การส่งออกของเรามีผลกระทบ จึงจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ หากทุกคนไม่กล้าใช้เงิน ไปให้ความสำคัญกับการเมือง ทุกอย่างก็หยุดไปหมด แล้วรัฐบาลจะทำอะไรได้

“ผมอยากขอร้องให้ประชาชนทุกคนที่มีขีดความสามารถในการใช้จ่ายเงิน ต้องช่วยกัน มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย คนไม่มีรัฐบาลก็ดูแลให้ เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ นี่คือหลักการสำคัญ หากไม่ช่วยกันเลยทุกคนไม่ยอมเสียอะไรเลย อยากจะได้อย่างเดียวไม่มีใครทำให้ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องหามาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศให้มากขึ้น และเงินเหล่านี้ก็จะลงไปสู่พื้นที่ต่างๆ และเพิ่มศักยภาพการผลิต เพราะมีเอสเอ็มอี และโรงงานอุตสาหกรรมมากมายที่เป็นภาคการผลิต หากคนไม่กล้าซื้อไม่กล้าใช้แล้วจะผลิตให้ใคร รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลจะออกมาตรการต่างๆ นั้นต้องระมัดระวังในเรื่องข้อกฎหมายทุกประการ ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณต่างๆ ซึ่งรัฐบาลนี้ระมัดระวังอย่างเต็มที่ ดำเนินการด้วยการรอบครอบ หลายอย่างหลายคนไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องแก้อย่างนู้นอย่างนี้ หากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ก็จะพันกันต่อไปอีก และจะเป็นภาระแก่รัฐบาลต่อๆ ไปในอนาคต

“จะเห็นได้จากหลายอย่างที่เป็นปัญหาในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลนี้ก็ต้องมาแก้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หรือว่าเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ การร่วมลงทุนการค้า เพราะทุกอย่างทำด้วยสัญญาทั้งสิ้น โดยรัฐบาลเป็นคู่สัญญา เมื่อมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ และต้องแก้ปัญหาให้ได้ ดังนั้นก็ต้องช่วยรัฐบาลในการแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นตีกันไปมาก็ไม่จบ แล้วคนไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องก็โพสต์กันต่อ นี่คือปัญหาที่ทำให้เราทำอะไรได้ยาก และสถานการณ์ก็บังคับทุกอย่าง”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็ไปได้หมดประเทศไทย เรามีศักยภาพของเราอยู่ เพียงแต่เราต้องรักกันให้มากขึ้น สามัคคีกันให้มากขึ้น เข้าใจระบบเศรษฐกิจของประเทศว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป หากทุกคนเรียกร้องอยากได้ แต่ไม่ร่วมมือก็ไปไม่ได้ทั้งหมด ไม่ว่ารัฐบาลออกมาตรการใดๆ ก็ตาม ก็ขอให้เข้าใจการทำงานของรัฐบาลนี้ด้วย ตนไม่อยากไปกล่าวอ้างถึงรัฐบาลก่อนๆ มากนัก แต่บางครั้งก็จำเป็น ไม่อย่างนั้นคนไม่รู้เรื่องก็โจมตีรัฐบาลนี้มาทุกเรื่อง

“วันนี้ถ้าจะไปสู่การเดินหน้าตามรัฐธรรมนูญ การมีรัฐบาลด้วยความสงบสุขสันติ ก็ต้องฟังผม ช่วยผมบ้างในการทำให้บ้านเมืองสงบสุข เรายิ่งทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน เฮทสปีชใส่กันมากเท่าไร สิ่งเหล่านี้ก็ออกไปสู่สายตาต่างชาติทั้งหมด แล้วเศรษฐกิจเราจะดีขึ้นได้อย่างไร มันมีผลกระทบทั้งสิ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ปัดตอบกรณี “หมอพรทิพย์” ติงคำสั่งย้าย “บิ๊กโจ๊ก”

พล.อ. ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามกรณีแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท้วงติงและสอบถามนายกรัฐมนตรี ถึงการไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หลังมีคำสั่งให้ย้ายขาดจากตำแหน่ง พร้อมเหตุผลการย้ายที่ยังไม่มีความชัดเจน อาจส่งผลต่อความตั้งใจในการเข้ามาทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบุสั้นๆ ว่า “อันนี้ผมไม่ตอบนะครับ”

ยังคาดหวังจัดตั้งรัฐบาลได้ แย้ม “เจโทร” เดินหน้าลงทุนไม่สนการเมืองไทย

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองว่า ตนก็ยังคาดหวังว่าให้มีการตั้งรัฐบาลได้ เพื่อประเทศของเรา หากเราจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต มีผลพวงไปยังเรื่องเศรษฐกิจด้วยอะไรด้วย

ต่อคำถามการเตรียมการเพื่อรับมือสถานการณ์ความวุ่นวายอย่างไร พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า มันจะไม่เกิดขึ้นหากคนไทยทุกคนคิดว่าประเทศของเราต้องสุขสงบในการมีรัฐบาลต่อไปที่มาจากการเลือกตั้งเพราะเป็นการคัดเลือกจากปวงชนชาวไทยทุกคนทั้งประเทศ

“ทุกคนจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ทุกคนต้องช่วยกัน สื่อต้องช่วยกัน ขอให้ทุกฝ่ายเอาประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง ความขัดแย้งในโลกนี้มีมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศ หากทุกคนยังหวาดระแวงอยู่แบบนี้ทุกอย่างก็แย่ไปหมด ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้ ถ้ายังมีความขัดแย้งในลักษณะนี้อยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เป็นที่น่ายินดีว่าทางเจโทร (องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น) ชี้แจงมาว่ายังคงให้ความสนใจเรื่องการลงทุนในประเทศไทยเช่นเดิม ทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มิตรประเทศมีความคิดเห็นมา

มติ ครม.มีดังนี้

นายแพทย์ อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

รายงานคืบหน้าตั้งกระทรวงอุมศึกษาฯ ดันงบวิจัยแตะ 1.5% ใน 2 ปี

นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า มีมติรับทราบความคืบหน้าการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเป็นการควบรวมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยปัจจุบันกฎหมายการจัดตั้งกระทรวงใหม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว อยู่ระหว่างการรอการโปรดเกล้าฯ

ทั้งนี้เนื่องจาก พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงฯจะครบกำหนดระยะเวลา 90 วันที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 นี้ โดย ครม.ได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ประสานกับสำนักราชวังเพื่อขอให้กฎหมายฉบับดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในช่วงหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะทำได้พร้อมกับขั้นตอนของการจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม กรณีที่กฎหมายการจัดตั้งกระทรวงใหม่มีการประกาศใช้ก่อนที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้เสนอในที่ประชุม ครม.ว่ารัฐบาลจะต้องมีการจัดตั้งรัฐมนตรีรักษาการณ์เพื่อให้การทำงานในช่วงแรกของการจัดตั้งกระทรวงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำหรับการของบประมาณสำหรับกระทรวงใหม่ในปี 2563 นายอุดมกล่าวว่าอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงบประมาณว่าขอให้คงสัดส่วนเพดานงบประมาณของทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และ สกอ.ก่อนที่จะมารวมเป็นกระทรวงใหม่ซึ่งมีงบประมาณรวมกันประมาณ 130,000 ล้านบาทซึ่งเป็นงบประมาณปกติในการดำเนินการไม่รวมกับงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญและมีการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณ R&D จาก 0.4-0.5% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 0.97% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน โดย พล.อ. ประยุทธ์ สั่งการให้เพิ่มสัดส่วนงบประมาณ R&D เป็น 1.5% ของจีดีพีภายในปี 2564

โดยโครงสร้างเบื้องต้นของการจัดตั้งกระทรวงใหม่ประกอบไปด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กรมวิทยาศาสตรบ์ริการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

“ปัจจุบันความพร้อมในการจัดตั้งกระทรวงใหม่อยู่ที่ 70-80% โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง เป็นประธานกรรมการทำงานในการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การทำร่างกฎหมายการแบ่งส่วนราชการภายในให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมทั้งการประเมินหน่วยงานภายในว่าบางหน่วยงานอาจปรับเปลี่ยนจากหน่วยงานราชการไปเป็นองค์การมหาชนภายใน 3 ปี เป็นต้น”

ชดเชยหนี้เกษตรกร 44,000 ล้านบาท 3% – 1,232 ล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีภาระหนี้และไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2561 ถึง 31 มกราคม 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่มีภาระหนี้และไม่ได้เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมจากโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งมีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเฉพาะที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.

ทั้งนี้ คุณสมบัติของกลุ่มเป้าหมายคือเป็นสมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีหนี้เงินกู้ในวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตรต้นเงินกู้ขอรับการชดเชยไม่เกิน 300,000 บาทแรก จำนวน 428,647 ราย โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี จากมูลหนี้รวมทั้งหมดประมาณ 41,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเงินงบประมาณที่ต้องจ่าย 1,232.60 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการปรับแผนฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 มาดำเนินการในส่วนที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว สำหรับส่วนที่เหลือจะขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปีต่อไป

ฟันธงดิวตี้ฟรีไม่เข้าข่าย PPP

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการร่วมทุนภาครัฐและเอกชนมีมติเรื่องกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะตามมาตรา 7(3) ท่าอากาศยาน การขนส่งทางอากาศ แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

โดยกำหนดให้มีกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นสำหรับกิจการท่าอากาศยาน จำนวน 12 กิจการ และกิจการขนส่งทางอากาศอีก 1 กิจการ ได้แก่

  1. ครัวการบิน (catering services)
  2. คลังสินค้า
  3. ระบบให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานอุปกรณ์บริการภาคพื้นดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการซ่อมบำรุง
  4. อุปกรณ์บริการภาคพื้นและสิ่งอำนวยความสะดวก
  5. บริการขนส่งสัมภาระที่เกิดการตกค้างระหว่างเดินทาง
  6. การให้บริการด้านผู้โดยสาร (passenger handling services)
  7. การให้บริการรักษาความปลอดภัย
  8. การติดตั้งป้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์แสดงข้อมูลแก่ผู้โดยสารและผู้มาใช้บริการท่าอากาศยาน
  9. การให้บริการล้างเครื่องบินด้วยระบบเคลื่อนที่
  10. การปรับปรุงความปลอดภัย หรือการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน
  11. การก่อสร้างหรือการติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อลดผลกระทบทางเสียงที่เกิดขึ้นจากการใช้สนามบิน
  12. การรักษาสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดจากการใช้สนามบิน
  13. การบริการซ่อมบำรุงอากาศยาน
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และพ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัฒน์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนัก
ที่มาภาพ : www.thaipublica.go.th

เห็นชอบ MOU เชื่อมโยงรถไฟไทย-ลาว-จีน

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบการจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาล สปป.ลาว และรัฐบาลจีน ว่าด้วยการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2562 ที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งในระหว่างการประชุมดังกล่าว จะมีพิธีการลงนามในบันทึกความร่วมมือของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว

สำหรับร่างบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย

  1. การเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน และโครงการรถไฟระหว่างจีน-ลาว ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงด้านระบบรางในภูมิภาค
  2. ทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน (Standard gauge) ของโครงการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ จะใช้มาตรฐานทางเทคนิครถไฟของจีน โดยจะมีการสร้างสะพานรถไฟแห่งใหม่ ซึ่งจะตั้งอยู่ด้านท้ายน้ำของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) และจะมีทางรถไฟทั้งขนาดทางมาตรฐาน และขนาดทาง 1 เมตร
  3. พิธีการศุลกากรและสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณชายแดน จะตั้งอยู่ทั้งในบริเวณชายแดนของฝั่งไทยและฝั่งลาว โดยจะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรบริเวณชายแดน
  4. กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน และโครงการรถไฟจีน-ลาวไม่ตรงกัน จึงมีการแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะพิจารณาให้มีการจัดตั้งสถานีท่าและสถานีเปลี่ยนถ่ายสินค้าทั้งในฝั่งไทยและฝั่งลาว เพื่อเชื่อมต่อโครงการรถไฟจีน-ลาว มายังโครงข่ายรถไฟขนาดทาง 1 เมตรที่มีอยู่ของไทย ส่วนระยะที่ 2 โครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย จะเชื่อมต่อกับสถานีดังกล่าวตามการดำเนินการในระยะที่ 1 เพื่อเชื่อมต่อโครงการรถไฟจีน-ลาว และโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน
  5. ไทยและลาวจะดำเนินการตามกระบวนการภายใน เพื่อขอความเห็นชอบในการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ ของแต่ละฝ่ายโดยเร็ว และจะพยายามให้การก่อสร้างโครงการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ แล้วเสร็จในช่วงเวลาเดียวกับโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย โดยฝ่ายจีนจะเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินโครงการเชื่อมต่อในงานที่เกี่ยวข้องตามที่ไทยและลาวเห็นชอบ และเป็นไปตามขั้นตอนภายในของประเทศตน

ต่อมาตรการฟรีวีซ่าอีก 6 เดือน หลังนักท่องเที่ยวเพิ่ม

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival – VOA) สำหรับคนต่างด้าวที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน ซึ่งปกติจะเก็บอัตราค่าธรรมเนียมประเภทนักท่องเที่ยวชนิดใช้ได้ครั้งเดียว จำนวน 2,000 บาทต่อคน ออกไปอีก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2562 จากเดิมมาตรการจะหมดอายุในวันที่ 30 เมษายน 2562

“เนื่องจากที่ผ่านมาได้ประเมินเปรียบเทียบในช่วงที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมกับช่วงที่เก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งตามด่านทั้ง 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ในช่วง 15 พฤศจิกายน – 31 มีนาคม 2561 มีผู้โดยสารเข้ามา 1,959,000 คน ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 3,586,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 83% นอกจากนี้ ช่วงที่ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมระหว่างช่วง 15 พฤศจิกายน 2561 – 13 มกราคม 2562 กับช่วง 14 มกราคม 2562 – 14 มีนาคม 2562 กับปีก่อนหน้า พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มอีกเช่นกัน จาก 1,440,000 คน มาเป็น 1,600,000 คน หรือ เพิ่มขึ้น 12% ดังนั้น ครม.จึงเห็นชอบต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าออกไปอีก 6 เดือน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าการต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,955 ล้านบาท แต่จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นประมาณ 104,616 ล้านบาท” นายณัฐพร กล่าว

เห็นชอบขยายทางหลวง 2.47 กิโลฯ ในเขตอุทยานฯ ลำน้ำกระ รับ SEC

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ยกเว้นมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 เพื่อก่อสร้างถนนในพื้นที่อทุยานแห่งชาติ ที่ห้ามไม่ให้ขยายช่องจราจรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า สำหรับโครงกรเร่งรัดขยายเส้นทางเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 4 สายชุมพร-ระนอง ระยะทางประมาณ 2.47 กิโลเมตร ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อรองรับและส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บริเวณจังหวัดชุมพร-ระนอง ซึ่งเป็นโครงการส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor – SEC)

ทั้งนี้การขยายถนนเส้นดังกล่าวมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 102.52 กิโลเมตร แบ่งการก่อสร้างเป็น 5 ตอน โดยดำเนินการเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว 3 ตอน ระยะทาง 52.32 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 ตอน ระยะทาง 50.02 กิโลเมตร โดยมีถนนช่วงหนึ่งตัดผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ระยะทางประมาณ 2.47 กิโลเมตร

“ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเร่งรัดขยายเส้นทางดังกล่าว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วในการประชุมครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 ซึ่งรวมถึงโครงการฯ ในช่วงที่ตัดผ่านพื้นที่อุทยานฯ แล้ว และกระทรวงคมนาคมได้หารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชพิจารณาแล้วเห็นชอบในหลักการ โดยขอให้กรมทางหลวงปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดในรายงาน EIA ของโครงการ” พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศค.) พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยให้กรมทางหลวงปฏิปัติตาม EIA เช่นกัน รวมทั้งรับข้อสังเกตเพิ่มเติมจากกระทรวงทรัพย์ฯ ในการสำรวจและศึกษาสัตว์ป่าบริเวณใกล้กับแนวการก่อสร้างถนนดังกล่าว เพื่อการจัดทำเส้นทางเชื่อสัตว์ป่าและกำแพงบังคับสัตว์ป่าที่เหมาะสม โดยให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดต่อไป

อ่านมติ ครม.ประจำวันที่ 24 เมษายาน 2562 เพิ่มเติม