“ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” ระบุมาทำการเมืองเพราะ “ผมมีอาชีพรับจ้างทำของและไม่ทำแบบเก๊”

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย

สัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยพับลิก้าได้คิวสัมภาษณ์ “หม่อมเต่า-ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ซึ่งปรากฏตัวเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ร่วมกับสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.

หม่อมเต่าเคยบอกว่าชีวิตธุรกิจเริ่มต้นหลังเกษียณรับราชการ วันนี้ในวัย 75 ปี ความท้าทายครั้งใหม่ของหม่อมเต่าที่หันมาสวมบทบาทหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นครั้งแรกในชีวิต

ล่าสุด หม่อมเต่าลุกขึ้นมาสร้างจุดขายให้ตัวเองและพรรคด้วยการนำเสนอแนวคิด ประสบการณ์การทำงาน เขียนบทความ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยดึงทีมงานคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง มาช่วยคิดออกแบบทำคอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อเจาะฐานเสียงกลุ่มคนในโซเชียลมีเดีย ที่ว่ากันว่าจะมีผลสำคัญอย่างมากกับการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

วันนี้ “หม่อมเต่า” ตอบคำถามตลอด 2 ชั่วโมง  ณ แปซิฟิก คลับ ชั้น 28 ย่านสุขุมวิท …

หลายคนประหลาดใจที่คุณชายมาทำงานการเมือง

ก็เหมือนงานอื่นนะ มีคนทำข้อเสนอ เราก็ดูว่าไหวมั้ย แล้วก็ดูว่าถ้าไม่ทำ คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

อะไรจะเกิดขึ้นที่ว่านี้ กับตัวเองหรือประเทศ

กับตัวเอง ของประเทศผมอยากช่วยอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เชื่อว่าถ้าผมไม่ทำแล้วประเทศจะอยู่ไม่ได้ ยังไงมันก็อยู่ได้ ยังไม่เข้าขั้นใกล้เคียงที่จะเจ๊ง ประเทศที่จะเจ๊งก็ต้องแพ้สงคราม อดข้าวตาย  อย่างฝรั่งเศส คนอด ไม่มีข้าวกิน แพ้สงครามเยอรมัน

คนเราเปลี่ยนแปลงไม่ง่ายหรอก มีเยอะแยะคนที่อยากเปลี่ยน คนหัวรุนแรง หรือสนุก หรืออะไรก็ตาม มีไม่กี่คนหรอก เป็นหมื่นเป็นแสน ที่เหลือไม่ได้หรอก มีคนแยะที่อาจจะไม่ชอบระบบ แต่ก็ไม่ได้ออกแรงทำอะไร ที่จะออกแรงทำอะไรมีแค่เป็นหมื่นเป็นแสน จะเปลี่ยนได้ต่อเมื่อสถานการณ์อำนวย เมืองไทยไม่อยู่ในสถานการณ์นั้น

สถานการณ์ยังไม่อำนวย หมายความว่าอะไร

ก็คือ ยังมีคนจนอยู่แยะ เพราะฉะนั้นพวกที่เป็น socialism แรงๆ ก็จะไปกับพวกนั้น คนที่เดินประท้วงก็จะมีพวกที่เรียนหนังสือมาก พวกมีความคิด กับพวกที่เสียเปรียบ ก็ประท้วง พวกที่ต้องการระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบอย่างสวีเดน นอร์เวย์ เขาก็ต้องประท้วง แต่ถ้าไปถึงตรงนั้น ผมเอานะ รัฐเก็บภาษีได้ 58% ของรายได้

คือคำนิยามภาษีของนักเศรษฐศาสตร์ คือของที่เสียโดยการบังคับ อย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าเป็นของประเทศ แล้วบังคับให้ทุกคนต้องเข้า นั่นคือภาษี ดังนั้น คำนิยามของภาษีที่แท้จริงคือของที่ประชาชนต้องเสีย ไม่ว่าอยากเสียหรือไม่อยากเสีย บังคับให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง ทุกคนทำงานต้องเข้า แบบนั้นคือภาษี

ของเรารัฐเก็บภาษีได้ประมาณ 18% เคยขึ้นไปถึง 22% ไม่อยากพูดสมัยผมทำ แต่พอเจอกลุ่มอาหรับขึ้นราคาน้ำมันปี 1973 ภาษีไม่เคยเก็บได้ถึง 22% อีกเลย ยิ่งตอนต้มยำกุ้งลงไปถึง 12-13% มั้ง เก็บภาษีอะไรไม่ได้เลย ตัวเลขผมอาจไม่แม่นเหมือนสมัยที่ผมทำนะ ก็ดูอยู่คร่าวๆ มันต่ำ ผมก็ไม่รู้ว่าเวลานี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบังคับมั้ย ถ้าบังคับก็ต้องนับเป็นภาษี ยังไงก็ไม่เกิน 20-22%

ดังนั้น สังคมที่น่าสนใจมากคือสังคมประเทศยุโรปเหนือ เขาเก็บภาษีได้ 58% ในรูปแบบบังคับ มีระบบ ไม่ใช่ป่วยแล้วจะรักษายังไงก็ได้ ป่วย เจ็บ เขาจ่ายเหมาหมอ แล้วหมอต้องบริหาร ต้องป่วยจริง หมอถึงจะส่ง  ไม่ใช่ว่าอยากไปหาหมอก็ไปได้ ระบบเขาดีมาก

กลับมาคำถามว่าสถานการณ์ยังไม่อำนวยคืออะไร คือตั้งแต่แปดพันปีมาแล้วมั้ง กลุ่มที่เรียกว่าอาณาจักรทุกแห่ง ในที่สุดล้ม ไม่เคยมีใครล้มเพราะแพ้สงครามนะ ทุกคนล้มเพราะบริหารภายในไม่ได้  กรุงโรมก็เหมือนกัน ฆ่ากันเอง แพ้กลุ่มที่บุกมาเพราะทะเลาะกันเองอยู่ ของเราสองหน ก็ค่อนข้างทะเลาะกันเองนะ อยุธยา ทุกครั้งแหละ ทุกประเทศที่แพ้จริงๆ คือแพ้ตัวเองกันทั้งนั้น

แล้ววันนี้เมืองไทยเจริญวัน เจริญคืน เจริญได้มากกว่านี้อีก ได้คนดีก็จะทำให้เจริญได้เร็ว เมืองจีน 1,400 ล้านคน ก็เจริญได้ 6% ต่อปีนะ ของเรา 70 ล้านคนเอง คุมง่ายกว่าแยะ

สถานที่ก็ดี ปลูกพืชได้ทั้งปี เครื่องบินต้องผ่าน เรือต้องผ่าน ทำดีๆ โอ้ย สมัยผมเด็กๆ เวียดนามชนะสงคราม เขาก็บอกว่า 2 วันถึงกรุงเทพฯ สมัยนั้นมีแรงทำกันเยอะแยะ ถ้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลงมา 6-7% ต่อปี ร้องไห้เลย ถือว่าต่ำไป  สมัยนั้น 12-13% พวกเราทำกันดี

แต่ตอนนั้นเสนออะไรไม่มีใครเลยที่ค้าน ไม่เห็นด้วยก็เอาหมด เพราะรู้ว่าถ้าไม่เอาด้วยก็ต้องลงทะเล ตอนนั้นสมัยป๋า (พลเอก เปรม ติณสูลานนท์) ไม่ได้บอกว่าทุกคนรวยอะไรนะ  แต่ว่าเศรษฐกิจไม่ได้ตกต่ำเป็นการทั่วไป

ผมเขียนในเพจของผม(https://www.facebook.com/momtau/) ในช่วง 65 ปี มี 4 ปีเองที่เศรษฐกิจเป็นลบ รวมทั้งต้มยำกุ้ง  นอกจากนั้นบวกทั้งนั้น แล้วแต่บวกมากบวกน้อย  สมัยผมเด็กๆ ขับรถไปต่างจังหวัด ยังมีคนเดินไม่มีรองเท้าใส่  เสื้อขาด วันนี้ผมพยายามมองหาคนทั้งประเทศที่ไม่มีรองเท้าใส่ ยังไม่เจอนะ เสื้อขาดก็ไม่มีนะ  อาจจะมีก็ได้ แต่ผมไม่เจอ คนขอทานอะไรอย่างนั้น อาจจะมี แต่ไม่ใช่เด็กนักเรียนที่ไปเรียนหนังสือ

ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/momtau/

คุณชายมองว่าประเทศไทยวันนี้ก็ยังคล้ายกับสมัยก่อน เพียงแต่ต้องหาคนดีมาบริหารเท่านั้นเองใช่ไหม

ทุกอย่างทำให้ดีขึ้นได้ทั้งนั้น เราเป็นประเทศที่ได้เปรียบ ปลูกพืชได้ทั้งปี โรงงานเมืองไทย ไปดูสิ ไม่มีกำแพง  ผมไปฝึกงานเมืองนอก ปิดทั้งอัน หนาว ต้องลงทุนแยะ  มาอยู่เมืองไทยก็ใส่หลังคา ต่อสายไฟ ต่อท่อ ไม่ได้เป็นระบบปิด ต้นทุนถูกมาก เราเป็นประเทศที่ได้เปรียบ  ตอนนี้ก็เดินอยู่ไม่ได้เลวนักหรอก  ก็มีคนฮึดฮัด เดินขบวนบ้างอะไรบ้าง จะให้คนไทยชอบกันทั้งประเทศไม่ได้หรอก มากันหลากหลาย คนจนยังมีอยู่มาก

“นี่ผมกำลังจะนัดเจอผู้จัดการเครดิตสวิสอยู่วันที่ 22 มกราคมนี้เขาจะมาเมืองไทย ที่ว่าคนไทย 1% มีทรัพย์สินกว่า 60 % ผมเอามาต้นฉบับที่เขาวิจัยมาดูแล้ว ไม่ใช่ดูคำตอบ แต่ดูคำถาม ดูข้อมูล อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องถามเจ้าของเรื่อง คำถามที่อยากจะถามเขาว่าคำนวณอย่างไร ไม่อยากพูดว่าเขาทำเสียหาย เป็นเรื่องทางเทคนิค”

  • “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” ความสำเร็จที่มาจากวิธีทำงานแบบ Very Target Oriented
  • “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” และ 4 ทายาทวังบางขุนพรหม ราชสกุลในพรรค “สุเทพ” สดุดีบิ๊กตู่ “ทำได้เยี่ยม”
  • ไทยจะนำบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาเดินหน้าสร้างอนาคตประเทศให้พัฒนาขึ้นได้อย่างไร

    จะบริหารประเทศ ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็ลำบาก  ผมไม่อยากเรียนประวัติศาสตร์นะ สมัยอยู่อังกฤษ ก็ยังเสียใจ ก็เลยไม่รู้ว่าเมืองแมนเชสเตอร์ทำอะไร  ทำไมฝรั่งเศสเป็นอย่างนี้ ตอนนี้ผมนั่งอ่านทั้งวัน ประวัติศาสตร์อเมริกาในเมืองจีน อะไรพวกนี้ นั่งอ่านทุกวัน ก็ไม่ได้จะไปสอนใคร ก็แค่รู้เพื่อตัวเองใช้ ซึ่งต่างกับไปสอนคน

    ยิ่งตอนนี้โลกเปลี่ยนเร็ว ที่ผมทำเพจเฟซบุ๊กก็ใช้การจัดการ ใช้วิธีไปเรียน ผมไปเรียน tourism ไปเรียน digital economy ไปเรียนอะไรอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ไปปาร์ตี้นะ เขาไปปาร์ตี้กันแยะ ก็มีคนโกรธผม แทบไม่ไปปาร์ตี้เลย นานๆ โผล่ไปที แล้วก็หนี

    แต่ผมไปเรียน เพื่อจะเจอคน แล้วหมอดูก็บอกว่า ผมเนี่ย ไปที่ไหน ไม่ต้องคบคนแยะ (หัวเราะ)  ไปในที่ 100 คน ได้คนสองคน ผมก็ใช้วิธีนี้ ทุกครั้งไปเรียนก็คุยกับคน สองคน แต่ต้องเลือก 2 อย่าง คือ นิสัยเข้ากัน สองคือเขาทำสิ่งซึ่งผมไม่มีความรู้

    อย่างไปเรียนเรื่อง  digital economy ก็ถามคนหนึ่งว่าคุณมีลูกน้องกี่คน เขาบอกว่ามี 142 คน ผมก็เห็นว่าคนคนเดียวมีลูกน้อง 142 คน จ่ายเงินอยู่คนเดียวเนี่ย มันต้องเก่ง มันต้องขายเป็น ผมก็ไปชวนเขามาทำเพจ ไม่ต้องคิดเงินผม  เพราะผมไม่มีตังค์

    เขาเชื่อเหรอว่าคุณชายไม่มีตังค์

    เชื่อ เชื่อว่าไม่จ่ายตังค์ (หัวเราะ) เพราะมองไม่เห็นว่าทำไมจะต้องจ่ายตังค์ เพราะผมไม่ได้อยากทำอะไรที่เป็นใหญ่เท่าไหร่นัก จ่ายตังค์เพื่อเป็นใหญ่ ไม่เอา ถ้าไม่ต้องจ่ายตังค์แล้วเป็นใหญ่ ก็ดีสิ

    ผมก็เอาคนนี้มาช่วยผม บอกเขาว่าอย่าคิดตังค์ผมเลย คิดตังค์ผมก็ได้แค่นั้น ตังค์ผมก็ไม่มี คุณจะคิดผมได้สักกี่แสนกัน คุณก็ทำให้ผม แล้วถ้าพรรคชนะ ผมก็จะบอกคนให้ว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญเป็นเพราะคุณ

    แล้วก่อนที่ผมจะชวนก็บอกเขาว่า ผมดูแล้วว่าคน 40% ตอบว่าจะตัดสินเลือกตั้งจากโซเชียลมีเดีย ผมทำโซเชียลมีเดียไม่เป็น แต่คุณอาชีพโซเชียลมีเดียเลย แล้วใครที่อยากทำโซเชียลมีเดีย เขาก็อยากคุยกับคุณต่อ เขาก็เลยทำให้ผม แต่หลอกกันอยู่นานนะ (หัวเราะ)

    คุณชายนำเสนออะไรในเพจตัวเอง

    คุณเห็นรึยังล่ะ เพจของผมหม่อมเต่าแจ๋วแหววเลย แต่เป็นครั้งแรกที่ทำเองไม่ได้  ไม่มีความสามารถ อยากจะทำบล็อกเชนก็ทำไม่ได้ จะทำเพจก็ทำไม่ไหว เพราะว่ามันต้องเด็กรุ่นใหม่ ตอนนี้เฟซบุ๊กเพจผมออกมา ชอบ แจ๋วแหววเลย ใช้ความสามารถในการจัดการ ให้คนมาทำได้โดยไม่เสียเงิน  เพราะไม่ได้มีเงินมาก ไม่ได้เป็นเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้าน ให้เด็กรุ่นใหม่มาทำ

    แล้วต้องดีไซน์ มีรูปการ์ตูน ไม่อย่างนั้นเด็กรุ่นใหม่ไม่ดู  เพราะ 46% ของประชาชนบอกว่าจะตัดสินการเลือกตั้งจากโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ผมก็ต้องทำโซเชียมีเดีย ซึ่งไม่เคยคิดจะทำเลยในชีวิต เพราะว่าอยู่ดีมีความสุข แต่ตอนนี้ต้องทำ เมื่อรับงานนี้แล้ว เปิดมานานแล้ว แต่เพิ่งเป็นเรื่องเป็นราว

    เพราะเด็กรุ่นใหม่ดูแค่นี้ เขาต้องการแค่คอนเซปต์  ไม่ได้มานั่งทำแบบสมัยผม แต่วันนี้เราต้องได้ทุกกลุ่ม ส่วนกลุ่มคนเก่า  ผู้ใหญ่ไม่เป็นไร ดูโครงการที่ผมทำมา อีสเทิร์นซีบอร์ด สนามบิน    ขสมก. กำไรปีเดียวนะ ปีที่ผมเป็นประธาน(ขสมก.) หลังจากนั้นขาดทุน กว่าจะทำกำไรได้เกือบตาย (หัวเราะ)

    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/momtau/
    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/momtau/
    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/momtau/

    บริหารประเทศก็เหมือนกันใช่ไหม สามารถที่จะทำให้โตได้

    ทุกอย่างในการบริหาร ไม่อยากพูดถึงใครนะ เพราะผมมีนโยบายไม่ว่าอะไรใคร เดี๋ยวเราจะร่วมกันหลายฝ่าย ถ้าเริ่มด้วยว่าเขามันก็ร่วมยาก คนที่เสียหายคือประเทศไทย ผมไม่เป็นไร ผมแก่แล้ว ผมก็ไปทำสวนของผมต่อ ไม่อยากทำอะไรให้มันร่วมยาก

    แต่วิธีทำจริงๆ ทำ 2-3 อย่างให้ดีก็โอเคแล้ว เป็นคอนเซปต์ ที่เหลือมันตามมาเอง อย่างคุณมาสัมภาษณ์ผม ช่างภาพก็ต้องมา ไม่ต้องไปหัดให้เขาถ่ายรูปหรอก หรือตอนที่ทำสนามบินเสร็จ ผมก็ไปตกลงกับการท่า (ท่าอากาศยานไทย) ถ้าเอาคน 85% ผ่านเข้า-ออกได้ใน 45 นาที ได้โบนัสเดือนนึง ถ้า 87% ได้สองเดือน

    เขาก็ถามว่าแล้วศุลกากรกับตรวจคนเขาเมืองล่ะ ผมบอกว่าคุณอยากได้โบนัส คุณก็ไปคุยกับเขาสิ ก็แค่นั้น จบ เขาก็คุยกันเอง ผมไม่เห็นต้องไปคุยกับอีกสองฝ่ายให้เลย อยากได้โบนัส อยากทำได้  ก็คุยกันเองให้จบ

    เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไร ของอะไรที่ต้องทำ ไม่ใช่ว่าทำอันนี้ได้ ทั้งๆ ที่ทำอีกอันไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง คนที่อยากทำอันนี้ ก็จะต้องไปจัดให้ทุกอย่างเกิดขึ้น

    เหมือนสมัยคุณชายทำเรื่อง VAT ที่ข้าราชการในกรมสรรพากรต้องใช้คอมพิวเตอร์

    มันง่ายมาก ถ้าไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ผมก็รื้อเขา  ฉะนั้นวิธีที่บอกว่าทำอย่างสองอย่าง จับจุดให้ถูก ว่าถ้าทำอย่างหนึ่งได้ อย่างอื่นก็เกิดขึ้นมา แล้วก็ให้สิ่งจูงใจกับคนที่ต้องทำ เขาก็ไปจัดการของเขาเองแหละ ไม่ต้องไปวางแผนให้ทั้งหมด เพราะคนมีความอยาก เราต้องรู้ว่าเขาอยากอะไร เขาก็จะรู้ว่าอะไรจะต้องทำ เขาทำของเขาเอง นี่คือวิธีบริหาร

    ไม่อยากพูดว่าที่ทำอยู่ตอนนี้คืออะไร เพราะมีนโยบายไม่ทะเลาะกับใคร โดยส่วนตัวผมเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนะ  ที่ใครว่าทะเลาะ ปากไม่ดี นั่นสนุก แต่ไม่ใช่งาน เรื่องส่วนตัว (หัวเราะ) ไม่ใช่งาน เรื่องงานไม่เคยว่าใคร  ถ้าว่าแล้วผมเสียหรือชาติเสีย ไม่เคย

    คุณชายดึงเด็กรุ่นใหม่มาทำเพจให้ แล้วทำให้พรรคด้วยไหม

    ไม่  เวลานี้ข้อตกลงของพรรคกับผมก็ง่ายมาก ผมเข้ามาในพรรค ผมก็ประเมินตอนที่เขามาชวน คือ 1. ทำไหวมั้ย 2. ไม่ทำเกิดอะไรขึ้น ก็น่าจะไหว ก็บอกโอเค เพราะไม่รู้ว่าถ้าไม่รับ จะเกิดอะไรขึ้น

    ถ้าไม่รับ อย่างมากพรรคก็เหมือนเดิม เพราะเขาก็มีคน  แต่ผมเห็นว่าพรรคนี้เดินมาด้วยดี เพราะว่าผู้บริหารดีมาก เนื่องจากคงเป็นคนที่กำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) นำมาจากตอนทำ กปปส. เดินทางไปที่เดียวกัน ในถนนเดียวกัน

    พอถึงที่จบแล้ว หรือถึงครึ่งทางก็ไม่รู้ คนอื่นเขาจบแล้ว เขาก็ไม่ไปด้วย พอผมรับ ผมก็รู้ เพราะกำนันบอกว่าไม่รู้เลยใครเป็น กปปส. เมื่อเป็นเช่นนั้นผมก็หา กปปส. เอง ใครที่เดินขบวนกับ กปปส. แต่ปรากฏว่าไม่มาด้วยสักคน รับฟังอย่างดี เข้าใจดี แต่ก็ไม่ได้มาช่วย เพราะว่าเขาไม่ได้ต้องการมากับพรรคนี้

    พอวิธีนั้นไม่เวิร์ก ก็หาวิธีใหม่ ก็คือเริ่มศึกษาว่า แล้วพรรคการเมืองชนะเลือกตั้งจากอะไร ก็ถึงได้พบว่า 46% ตอบว่าจะใช้โซเชียลมีเดีย  ก็ไม่จำเป็นแล้ว ที่พอจะตั้งพรรคการเมืองแล้วต้องเดินไป 70 จังหวัด ใช้เวลา 8 เดือน ขึ้นเวทีอธิบายอะไร ฉะนั้นผมก็เลยทำเพจขึ้นมา

    แต่พรรคเองก็ทำอยู่ดีมาก มีข้าราชการ มีอาจารย์ มีรายละเอียดพอสมควรตามรูปแบบของเขา มีความคิดทิศทางที่แน่วแน่ แล้วก็ค่อนข้างดีในทิศทางที่เขาทำ เพราะเป็นคนที่เก่ง และตั้งใจ ทีมก็ใหญ่ ก็ปล่อยเขาเดินดีกว่า  ผมเข้าไป เขาก็ต้องเสียเวลามาอธิบายผม เวลาก็ไม่ค่อยมี ปล่อยเขาเดินดีกว่า  เขาอยากรู้อะไรก็มาถามผมเอง ผมก็เลยตกลงว่า พรรคเดินเลย ผมเดินของผม ถึงได้ลุกขึ้นมาทำเพจ

    แต่ก่อนหน้านี้ คนไม่น้อยสงสัยคุณชายว่าทำไมถึงไปเดินตามหลังคุณสุเทพ

    สื่อมาถ่ายทอด ถามผมว่า ทำไมเดินตามหลังกำนัน ผมก็บอกว่า ถ้าผมเดินหน้ากำนัน ผมก็ไม่เห็นกำนันสิ สื่อก็ถอย เพราะไม่รู้ว่าตอบว่าอะไร เป็นคำตอบที่ดีมาก แต่เราตอบให้มันแบบนักการเมือง ตอบให้มันจบ ก็เวิร์ก  ไม่มีใครถามผมอีกเลย

    แต่คำตอบจริงๆ ก็คือ ถ้าผมเดินหน้ากำนัน ไม่มีใครพูดกับผม เพราะคนที่มาทั้งหมดคือ กปปส.  แล้วผมไม่ใช่ กปปส. เขาก็ไม่รู้  ก็คิดว่าอาตี๋ที่ไหนมาเดินอยู่  ถ้าเป็นสมัยผมออกจากข้าราชการใหม่ๆ เขาอาจจะรู้จักผม

    แล้วคนที่มาทักกำนัน เป็น กปปส. พวกนึงคือคนแก่ห้องแถว คนที่ค้างคืนกับกำนันบนถนน คนละห้าวัน สิบวัน หรือสองเดือน มันสร้างความสัมพันธ์นะ แล้วพวกเขาก็ดีใจที่กำนันมา  แล้วก็มีพวกเด็กๆ ที่ชอบนักการเมือง กำนันก็ชื่อดัง  แล้วก็มีพวกที่ไม่ชอบเลย ไม่เอา

    แต่ว่าตอนนี้ผมก็ทำเพจของผม ก็หาคนมาทำได้อย่างที่เล่าไป  ทำไปแล้ว ก็ไม่รู้  แต่ผมว่ามันดีมากนะ  เพราะว่าเพจมันต้องมีคอนเทนต์ ผมก็ต้องไปหาคอนเทนต์ทำเป็นบทความ แล้วคนทำเพจก็ทำเป็นรูปตุ๊กตา รูปการ์ตูน ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ดู  ถ้าอาจารย์ทั้งหมด มานั่งวิเคราะห์จัดสัมมนากับผม ก็ได้ แต่จะไม่ได้เด็กรุ่นใหม่เลย

    จริงๆ แล้วจุดร่วมระหว่างพรรค รปช. กับคุณชายคืออะไร

    จริงๆ แล้วเช็คทุกใบผมต้องเซ็น คุณบุญมา วงศ์สวรรค์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เคยบอกผมว่า “เช็ค ไม่ว่าใครผิด คนเซ็นเช็คผิดนะ” เวลานี้ผมเซ็นเช็คทุกใบอยู่ที่พรรค ตอนนี้ผมก็เซ็นเร็วหน่อย เพราะไม่ค่อยมีเวลา

    ผมก็พูดตลกๆ หนหนึ่งในประชุมพรรคว่า ผมเซ็นให้หมดเลยนะ แต่ว่าปีหน้าผมจะเอาบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกที่เป็น BIG 4 เข้ามาตรวจนะ  ให้รู้ว่าไม่ใช่มาเซ็นแบบขอไปที แล้วคิดว่าอาจจะทำจริงๆ ด้วย  ฉะนั้นเมื่อผมต้องเซ็น ถ้าเมื่อไหร่ผมไม่ชอบอะไร ผมก็ไม่เซ็นสักอย่างหนึ่ง เขาก็ต้องฟัง

    แต่เวลานี้ผมดูที่เขาทำอยู่ ผมชอบ นโยบายพรรค อะไรต่ออะไร แต่พรรคยังไม่ค่อยเก่งมาร์เก็ตติ้ง ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ เป็นผู้รักชาติ  ผมมันมาสายมาร์เก็ตติ้งด้วย ทำยังไงมันถึงจะติดตลาด

    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/suthep.fb/

    หมายความว่าแนวคิดไปด้วยกันได้ คุณชายถึงตกลงทำงานกับพรรคนี้

    แนวคิดไปด้วยกันได้  คือให้ท้องถิ่นเป็นจุดศูนย์กลางของเขาเอง กรุงเทพฯ ก็บริหารแค่รัฐบาลกลาง คอนเซปต์อะไรพวกนี้ ผมโอเค ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่มาร์เก็ตติ้งยังไม่เก่ง ผมก็เข้าไปช่วย มันก็ต้องรู้วิธีทำงานกับคน แต่ดูหลักใหญ่ๆ โอเคแล้ว ความตั้งใจดี อยากช่วยท้องถิ่น

    ที่ผ่านมา ภาพลักษณ์คุณสุเทพค่อนข้างติดลบ การที่คุณชายไปร่วมด้วย ไม่กลัวว่าจะทำให้ติดลบไปด้วยหรือ

    ไม่เดือดร้อนอะไร ผมติดลบด้วยไม่เดือดร้อน  ผมติดลบไม่ติดลบก็ขึ้นกับว่า ถ้าจะติดลบผมก็ต้องคิดดูว่าติดลบแล้วมันจะได้บวกทางไหนมั้ย หรือถ้าติดลบเฉยๆ ชาติเจ๊ง ก็ไม่เอา

    ผมยังเคยถูกรัฐบาลไล่ออกสองหนง่ายๆ เพราะผมไม่ทำ ตอนคุณทักษิณ (ชินวัตร) เรื่องลดดอกเบี้ย คุณทักษิณบอกให้ขึ้นดอกเบี้ย ขึ้นได้ยังไงล่ะ ตาย GNP เป็นลบอยู่ 8

    แต่คุณทักษิณแกเก่ง จริงๆท่านไม่ได้จะให้ขึ้นดอกเบี้ยหรอก แต่โกรธผมเรื่อง 2 signatures ว่าจะให้กู้ต้องมีระบบ แบงก์ให้กู้เงินต้องมีระบบ  2 คนเซ็น ไม่ใช่คนเดียวเซ็น แกก็บอกไม่เอา ให้ปล่อยมันให้หมด แกเป็นพ่อค้า ปล่อยหนี้

    แต่เราพึ่เพิ่งทำให้หนี้เป็นระบบ ก็รับไม่ได้หรอก ท่านก็บอกว่าทำให้มันเร็วสิ มันจะได้บูมทั้งประเทศ มันไม่ใช่คอนเซ็ปต์ของแบงก์กิ้ง ท่านก็ไล่ผมออก เอาคุณปรีดิยาธร (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) มาแทน ขึ้นดอกเบี้ยไปประมาณ 3 สัปดาห์ ให้เห็นว่าขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แล้วก็ลดใหม่

    “ผมไม่ได้โกรธ ดังนั้นลึกๆ ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องปล่อยหนี้ แต่ผมเป็นราชการ just a job ไม่ได้ติดใจอะไรกับใคร จ้างผม ผมก็ทำ เลิกจ้างผม ผมก็ไปทำสวน ก็ไม่ได้ว่ากัน ผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้ทำโดยส่วนตัว เขาอยากจะใช้ผมจะตาย ไม่อยากเล่า…แม้กระทั่งตอนนี้ เพราะผมเป็น good technician เป็นคิดคนละเอียด นี่ไม่ได้ชมตัวเอง แต่ผมเป็นคนนั่งคิดตลอดวันตลอดคืน หาวิธีที่  what work ทำยังไงมันถึงจะเวิร์ก แต่ก็ต้องมีอะลุ้มอล่วย ไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ได้หรอก ต้องเข้าใจคนด้วย

    วันที่คุณสุเทพมาชวนทำการเมือง คุณชายคิดอะไร แล้วกว่าจะตัดสินใจตกปากรับคำ ใช้เวลานานไหม

    จริงๆ คนที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณสุเทพคือพลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร เพราะนั่นบัตรแข็งอย่างแท้จริง สุจริต ทุกคนเข้าใจ เพราะฉะนั้นคุณสุเทพน่าจะชอบมากกว่าผม  พอดีระหว่างทางพลตำรวจเอกวสิษฐเสียชีวิต ก็ต้องหาคนใหม่มั้ง ก็ชวนผมมาช่วย ผมก็บอกโอเค ช่วยก็ช่วย ไม่ได้นึกว่าจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคหรือเปล่า ช่วยก็ช่วย ผมว่างั้น ถึงเวลาช่วยไม่ได้ ผมก็เลิกช่วย

    ที่คิดว่าช่วย จะช่วยอะไรคุณสุเทพ

    ช่วยคิดหาวิธี เพราะชีวิตผมรับจ้างทำของ ใครทำไม่ได้ ผมเอง แต่ไม่ได้บอกว่าทำทุกอย่าง

    คุณชายประเมินอนาคตหลังเลือกตั้งไว้อย่างไรบ้าง

    หนีไม่พ้นว่ารัฐบาลหน้าจะต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย อาจจะมีห้า หก เจ็ดพรรค แล้วก็ไม่มีใครได้ครึ่งหนึ่ง แล้วรัฐธรรมนูญกำหนดว่างบประ มาณประจำปีต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ ต้องใช้เสียง 250 คะแนน ในสภาล่าง ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) ไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นใครจะหา 250 ก็ต้องหลายคน

    อุตส่าห์เขียนว่าลงคะแนนข้ามพรรค ไม่ถูกไล่ออกเหมือนเดิมนะ  เดิมพยายามให้มีสองพรรคเท่านั้น ได้ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถึง 10% เลิกเลย  แล้วลงคะแนนข้ามพรรค ถูกปลด  แต่ของใหม่เขียนว่าลงคะแนนข้ามพรรค ไม่ถูกปลด แล้วปาร์ตี้ลิสต์ก็แบ่งกัน เอาคนแพ้มาใส่ แม้กระนั้นคุม 250 คนนี้ก็เหนื่อย เพราะไม่ใช่คนในพรรคเราเอง

    แต่ทุกอย่างง่ายๆ ถามตัวเอง ถ้าเราเป็นเขา เราทำมั้ย  สมมติพรรคเราได้ 100 คน อีก 150 คนเอามั้ย โอ้โห ผมว่า 24 ชั่วโมง ไม่ได้นอน นั่งตกลงต่อรอง ไม่ไหว  ก็ไม่รู้นะ  แต่คิดว่าในที่สุดก็ต้องหลายพรรคร่วมกัน

    รัฐบาลสมัยก่อนมาจากหลายพรรคในที่สุดก็อยู่ได้ไม่นาน

    โอ้ย นี่มากกว่าสมัยก่อนนะ สมัยก่อนหลายพรรคโดยข้อเท็จจริง นี่มันหลายพรรคด้วยรัฐธรรมนูญบังคับ  ยากกว่าเดิม สมัยก่อนทำเก่งจริง แต่ทำไปทำมา เหลือคนเดียวได้ แต่วันนี้ฝรั่งทำอยู่ เขาก็ร่วมกัน ที่ผมเขียนในเพจ “ร่วมกันเราทำได้” อเมริกาก็ร่วมกัน

    อเมริกาเขามีพรรคเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย ทั้งคู่เป็นเสียงของประชาชน ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ได้ solution ที่ดีกว่าแยะ แล้วพอครบสองปี สี่ปี ก็ใช้ประสบการณ์ออกไปขายนโยบายใหม่ ดูสิว่าประชาชนชอบอันไหน ถ้าชอบก็มาเป็นเสียงข้างมาก อีกข้างก็เป็นเสียข้างน้อย ช่วยกันบริหารประเทศ จนกระทั่งเลือกตั้งใหม่

    ไทยจะเป็นแบบนั้นได้ไหม

    มองยากนะ ของเขา (อเมริกา) ไม่มีคนจนอย่างแท้จริงแล้ว หมายความว่าอาจจะ 1% กางเต็นท์นอนใต้สะพานนั้นมี ซึ่ง 1% แต่ของเราคนจนยังแยะ แล้วคนที่รายได้ต่ำก็แยะ ยังไงๆ คนจนยังมีอยู่มาก โอกาสที่จะทะเลาะกันมันก็แยะ

    การเมือง ตราบใดที่ยังมีคนจน ตราบใดที่ gini coefficient ยังปานกลาง แล้วรายได้ก็ยังไม่สูง ก็แปลว่าคนที่อยู่ส่วนล่างของ gini coefficient ที่ 10% หรือ 20% ล่างสูง ไม่ใช่ 1% ล่างสุดนะ ซึ่งนั่นมีทุกแห่ง ก็ต้องไม่พอใจ

    ผมเคยเขียนว่า ถ้าให้เขาเท่าเทียมไม่ได้  ต้องให้ได้โอกาสเท่าเทียม อย่างน้อยต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย และต้องได้รับการรักษาพยาบาล ถ้าป่วยหรือเรียนหนังสือไม่จบ จะให้เขาแข่งขันได้ยังไง ทุกคนที่สอบได้ควรจะได้เรียน ไม่ว่ามีหรือไม่มีเงิน ไม่ต้องกู้เงิน

    แต่วันนี้กู้เงิน แล้วสองปีต้องชำระ ก็เลยล้มละลายตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงาน อันนั้นผมค้านมาก แต่ไม่สำเร็จ มันเป็นไปไม่ได้ สองปีแล้วให้เขาชำระ ต่อให้ร้อยละหนึ่ง ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเขายังไม่มีงานทำ หางานไม่ได้ หัดชีวิตให้เด็กเกิดขึ้นมาก็ล้มละลาย มันไม่ถูก

    นอกจากนั้น ความไม่เป็นธรรมอาจจะเกิดขึ้นสูงด้วย คนเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เดี๋ยวนี้ก็เป็นคนไทยสัก 80%  คนที่มีเงิน ได้รับการศึกษาดีมาก เพราะไม่มีกฎของใครเลยที่จะมาคุม แล้วคนที่มาสอนได้ยกเว้นภาษีสองปี เขามาที่นี่ได้เงินเดือนสูงขึ้น บ้านก็มีอยู่ ไม่เสียภาษี แล้วถ้าสอนดี จ้างไว้ต่อ ออกภาษีให้ ถ้าสอนปานกลาง ไม่ค่อยดี  ก็กลับไปปี สองปี  แล้วก็กลับมาใหม่ ก็มาใช้สิทธิได้ใหม่ มีความสุข

    ฉะนั้นมันต้องหาวิธีให้คนทั่วไปที่เรียนเก่งสามารถได้เรียนในโรงเรียนดี แล้วหัดวิธีการสอน วิธีการเรียน เพราะการเรียนของไทยปัจจุบันหมกมุ่นกับการจัดองค์กร ไม่ได้มุ่งอยู่กับการที่จะทำยังไงให้นักเรียนได้เรียนรู้

    ถ้าคุณมีตังค์พอ ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ คุณจะเห็นเลยว่าเป็นโรงเรียนคนละชนิด คนละวิธี เด็กไม่ยอมไปโรงเรียนไทย พอไปโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ยอมกลับ ต่างกันขนาดนั้น ผมเห็นมาแล้วหลายคน ไม่ไปโรงเรียน เบื่อโรงเรียน พอได้เข้าโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งจริงๆ ก็คนไทยเกือบทั้งหมด เก็บค่าเทอมแพง แต่ไม่ยอมกลับ สนุก สนุกเพราะได้เรียนรู้

    ฉะนั้น ความเป็นธรรมจะห่างมากขึ้น เพราะยังไม่มีกระบวนการทำให้เด็กชั้นล่างที่เก่ง สามารถทำประโยชน์ได้เหมือนเด็กรวยที่เก่ง แล้วต้องทำจำนวนมากด้วยนะ ไม่ใช่โรงเรียนละคน สองคน เป็นปัญหาที่ตอบโจทย์ยาก

    ดังนั้น แก้ปัญหาสองอันนี้คือ ทำยังไงโรงเรียนไทยถึงจะเปลี่ยนจากการสอน เป็นการเรียนรู้ แล้วก็ทำยังไงที่ให้คนอยู่ข้างล่างมีโอกาส หรือใช้ความสามารถของตนจนถึงที่สุด ซึ่งจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อได้เล่าเรียนมาตั้งแต่เด็ก ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เรา (ประเทศไทย) ยังไม่ได้ตอบ

    เห็นคุณมีชัย (วีระไวทยะ) พยายามตอบอยู่ ทำโรงเรียนที่รัฐออกครึ่งหนึ่ง เอกชนซึ่งไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งออกอีกครึ่งหนึ่ง หักลดหย่อนภาษีได้สองเท่าหรือสามเท่า แล้วตั้งโรงเรียนชนิดนั้นขึ้นมา สอนทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งคนจนและคนรวย แต่ก็ไม่รู้ยังไงต่อ เห็นเงียบไป

    ส่วนในเชิงเศรษฐกิจ ไทยเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเล มาเรือก็ได้ ทางรถทุกคนผ่าน เป็นประเทศซึ่งได้เปรียบ เราก็ใช้ตรงนี้ได้ประโยชน์แยะ  ถามว่าถึงกับจลาจลไม่มีวันจบมั้ย ก็ไม่น่าจะ เพราะประเทศมันก็รวยขึ้นแยะ ส่วนคนที่เสียเปรียบก็ยังเสียเปรียบในสภาพที่มีข้าวกินนะ ไม่ใช่ไม่มีแล้วจริงๆ เราก็มีขบวนการที่ช่วยคนจนอยู่เยอะแยะ

    ประเทศเราจริงๆ ก่อนหน้านี้มาจากจนมากนะ ผมเข้ามา รายได้ per capita income อยู่ที่ 200 กว่าเหรียญ (ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหัวเอง ตอนนี้ก็ 8,000 ขึ้นมาตั้ง 20-40 เท่า  ดังนั้นไม่น่าจะเกิดปัญหายิ่งใหญ่ แต่ปัญหาเล็กๆ น่าจะมี

    สะท้อนได้อันหนึ่งจากข่าวที่ว่า คนไทยฆ่าคนไทยโดยไม่มีเหตุผล แล้วก็ซ้อมฝรั่งโดยไม่มีเหตุผล ทำไมมันแยะจัง ถามว่ามันคืออะไร มันคือผลจากความคับแค้นใจของคนชนิดหนึ่ง คนชั้นหนึ่งในสังคม

    แก้ตรงนี้ได้ยังไง ก็คิดว่าต้องแก้สังคมในภาพรวม ให้คนมีฐานะดีขึ้น ถ้าผมเข้าเป็นรัฐบาล ผมก็มีจุดแค่นั้น เพราะข้างบนช่างมันเถอะ จบฮาร์วาร์ด คนเก่งๆ จบจุฬาฯเยอะแยะ  แต่ทำยังไงที่ข้างล่างถึงจะมีโอกาส

    พูดแบบนี้ ไม่กลัวคนระดับบนไม่เลือกหรือ

    ข้างบน ผมว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ เขาสบาย ที่ผมมาช่วยพรรคนี้ ก็ที่ว่านี้แหละ คือประชาชนสร้างประเทศ

    วันนึงคนข้างล่าง 40 ล้านคนนะที่ผมพูดเนี่ย ซึ่งจ่ายได้ 365 บาท แล้วก็ลงคะแนนได้

    ณ วันนี้ อย่างผม อย่างกำนัน ไม่ว่าทำหน้าที่อะไร 2 หมื่นคนนะที่เลือกพรรค ไม่ใช่กำนันกับผมมาตั้งพรรค แล้วกำนันจ่ายเงิน บอกผมให้ช่วยหน่อย ไม่ใช่ ผมไม่จ่ายเด็ดขาด ผมทำงานให้ชาติ ผมก็ว่าพอแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินให้ชาติหรอก

    แต่ทางพรรคผมตอนนี้ เป็นพรรคที่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว เพราะผู้เดียวที่ลงคะแนนได้ คือประชาชาผู้เป็นสมาชิก จ่ายแล้ว 365 บาท คนอื่นไม่มีใครมีสิทธิ์ลงคะแนนใดๆทั้งสิ้นในการเลือก

    ถามว่าสมบูรณ์แค่ไหนลง ส.ส. เราก็ให้มีไพรมารี่โหวต ก็เลือกแล้วเท่าที่ต้องทำ มีอันเดียวนโยบายพรรค ซึ่งอยู่ในกระเป๋า ร่างอยู่เนี่ย จะส่งจดหมายไปขอความเห็นประชุมสมัชชาอะไรคงไม่ เพราะถือว่าเลือกกรรมการพรรค กรรมการทำนโยบายให้

    แต่ก็ยังไม่ได้คุยกันทั้งหมด ในที่สุดก็อาจจะมี symposium มีอะไรซึ่งสมาชิกพรรค สามารถออกความเห็นได้ ลงคะแนนได้ในที่สุดนะ เพราะตอนนี้ก็หัวซุกหัวซุน ผมก็หัวซุกหัวซุนต้องเซ็น 2 หมื่นคนเป็นสมาชิกพรรค ผมก็เซ็นได้อยู่คนเดียว เพราะเราไม่มีรองหัวหน้าพรรค ส่วนรองหัวหน้าพรรคเซ็นได้หรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ เพราะทุกอย่างใหม่ กกต.ก็ใหม่ กกต.อาจจะบอกว่ารองหัวหน้าพรรค ไม่ใช่หัวหน้าพรรค ประชุมแทนได้ แต่เซ็นไม่ได้ ใครจะไปรู้

    เท่าที่ฟังดูเหมือนคุณชายจะทำการบ้านมาอย่างดีมาก สำหรับการลงสนามการเมืองครั้งนี้

    ไม่หรอกครับ ผมทำอะไร ผมก็ทำอย่างนี้ จริงๆ ไม่ดีเท่ากับเรื่องอื่นที่ทำนะ เพราะนี่ทำมาแค่สามเดือน แต่ก็เป็นแค่คอนเซปต์ เพราะไม่แน่ใจว่ากฎหมายยอมแค่ไหน อย่าง สนช. ขยันเขียนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วก็ไม่มีสารบัญ อยากรู้อะไรก็ต้องอ่านทั้ง 2 พันหน้า ผมก็เลยอ่านได้หน้าเดียว แม้กระทั่งนโยบายพรรคประมาณ 30 หน้า ผมก็อ่านจับเรื่องเอา

    มั่นใจแค่ไหนว่านโยบายของพรรค รปช. จะซื้อใจคนไปเลือกตั้งได้

    ผู้ที่มีบทบาทสูงคือคุณเอนก (เหล่าธรรมทัศน์) ก็ศาตราจารย์เขียน แล้วก็ยังไม่มีกระบวนการที่ให้ประชาชนด่านโยบาย มีผมแอบด่าหน สองหน แต่พออ่านก็เห็นว่าเป็นนโยบายซึ่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

    แต่ผมว่าสำคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องดูว่าคนที่เราจะเอาเข้าไปเป็นใคร เดี๋ยวดูปาร์ตี้ลิสต์ของเราสิ กลุ่ม ส.ส. ก็พวกหนึ่ง เขามีหน้าที่ดูแลประชาชน มีหน้าที่ทำเรื่องในสภา ทำเรื่องท้องถิ่น แต่ปาร์ตี้ลิสต์เราสลับผู้หญิงกับผู้ชาย  เพราะว่าต้องการให้สตรีมีบทบาท

    วันนี้ดูในธุรกิจผู้หญิงไทยยิ่งใหญ่เยอะแยะ มันควรจะมีบทบาท ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ผู้ชาย ก็พยายามหาบุคคลที่คนนับถือและบริหารเป็น ดังนั้น ถามว่าจะให้เลือกพรรค รปช. เพราะอะไร  ทุกอย่างในโลกแหละ ดูคนที่พรรคจะส่งเข้าไป ถ้าชอบก็เลือก ส่วนนโยบายเราค่อนข้างเน้นท้องถิ่น

    กังวลไหมว่าการคิดกับการปฏิบัติจริง อาจจะสวนทางกัน เราคิดว่าคนจะต้องเข้าใจสิ่งที่เรานำเสนอ แต่คนอาจจะไม่ซื้อก็ได้

    นั่นเรื่องปกติ เป็นหน้าที่ของเราที่จะขายของ มันก็ต้องมีเรื่องมาร์เก็ตติ้ง คุณทักษิณนั่นแหละ แชมป์มาร์เก็ตติ้งเลย เป็นคนเก่งต้องยอมรับ

    คุณชายเคยบอกว่า ถ้าไม่เข้ามาทำการเมืองตอนนี้ ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป เปลี่ยนยังไง

    ก็อาจจะทำอยู่อย่างเดิม ในสิ่งที่ทำไว้ ตอนนี้ก็ต้องทิ้ง ถ้าออกจากการเมืองวันนี้ ผมก็สบายเลย  ก็กลับไปใช้ชีวิตเดิม ซึ่งที่ทำมาคิดว่าค่อนข้างดี แต่ที่รับมาทำการเมืองอย่างที่บอกเหตุผลไปคือ น่าจะทำได้ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่รับ แล้วก็คิดว่าช่วยชาติได้ แล้วพอมารับทำไปจริงๆ ดีใจที่รับ เพราะเรื่องพรรคการเมืองของประชาชน มันถึงเวลา

    ทุกประเทศในโลก จะมีขึ้นเมื่อมี  industrial revolution  ขณะที่ GNP เราตอนนี้ 20% 30% มาจากอุตสาหกรรม 30, 40, 50 มาจากบริการที่ไม่ใช่เกษตร  ก็ต้องถือว่า structure ก้าวหน้า ยกเว้นกระบวนการ R&D  เพราะว่ากรณีของผมก็คือ ไม่อยากให้ไทยเป็นแหล่งผลิตที่คนอื่นคิดใหญ่ที่สุดในโลก

    วันนี้เครื่องบินผ่าน เรือแล่นอยู่ใกล้  จีนจะไปยุโรปต้องผ่าน อะไรพวกนี้ แล้วเรารับจ้างทำของเท่านั้นเอง ไม่อยากเป็นอย่างนั้น เราต้องคิดค้นคว้าทำของเราเอง จะทำยังไง ทีแรกผมคิดว่าเราไม่เดินเลยเรื่องนี้ แต่พอเอาตัวเลขมาดูตอนนี้ เรามาไกล ยังไม่ถึง 2% แต่มันขึ้นเร็วมาก แต่ไม่ได้ขึ้นโดยคนที่เรานึก

    เพราะว่าที่เมืองนอกมันขึ้นด้วยมหาวิทยาลัย ของเราขึ้นด้วยธุรกิจ ธุรกิจที่ไหนผมก็ไม่รู้นะ สงสัยจัง เดี๋ยวค่อยๆ แกะ เพราะเราให้หักลดหย่อนได้สามเท่า แล้วตอนนี้ไปนับค่าลดหย่อนหรือเปล่า ไม่ใช่นับการค้นคว้าวิจัย เดี๋ยวต้องไล่ตัวเลขให้แม่น แต่กำลังขึ้นเร็วดีมาก

    แม้กระนั้น ก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ผมชอบ ผมคิดว่าศึกษาค้นคว้าวิจัยน่าจะอยู่ที่มหาวิทยาลัย เพราะมันสร้างแนวความคิดให้คนอื่นที่ไม่ได้ค้นคว้าวิจัยด้วย แต่เดี๋ยวคงค่อยๆ ทำเปเปอร์ออกมา

    หลังจากนี้เราจะได้เห็นคุณชายลงพื้นที่หาเสียงอีกไหม

    ก็ยังต้องลงพื้นที่ ขึ้นเวที ปราศรัยจังหวัดต้องไป แต่ในกรุงเทพฯ ยังไม่แน่ใจ แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะพูด 2 เรื่อง คือเรื่องพรรคการเมืองของประชาชนคืออะไร กับอีกเรื่อง …ลืมไปแล้ว (หัวเราะ) แต่กำลังทำอยู่

    ส่วนเคาะประตูบ้าน ผมก็พึ่งไปเคาะมา อย่างตระกูลผมมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งที่สระบุรี มีคนเช่าห้องแถวอยู่ 50 คน 100 คน ผมก็ให้คนเรียกมาว่าผมจะไปพูดสักครึ่งชั่วโมง อยากทดสอบดูว่าเป็นยังไง ก็ไปพูดเรื่องพรรคการเมืองของประชาชน

    คนมาฟังไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายคืออยากรู้ว่าพูดแล้วคนเข้าใจมั้ย แล้วกี่คนเข้าใจ แล้วทำ ซึ่งผมก็ไม่ให้ ส.ส. มาพูดด้วยนะ ผมก็ไปพูด ปรากฏว่ามีคนมาฟัง 40 คน พูดเสร็จมีคนสมัครสมาชิกพรรค 23 คน จากที่ไม่เคยคิดที่จะยุ่งกับการเมือง แสดงว่าที่ผมพูดเรื่องพรรคการเมืองของประชาชนนั้นพอใช้ได้  ส.ส. ก็มาขอบคุณที่ไปพูดให้ แต่ที่อื่นผมยังเรียกไม่ได้ ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะทำอย่างนั้น

    คุณชายมีเทคนิคการพูดหาเสียงยังไง ให้คนฟังรู้เรื่องแล้วเข้าใจ

    ไม่หรอก เริ่มด้วยเราคิดรู้เรื่อง ถ้าเราเองสับสนก็เสร็จ ฉะนั้นเราต้องคิดรู้เรื่อง

    ตอนนี้คุณชายมุ่งทำงานการเมืองอย่างเดียวแล้วใช่ไหม ไม่ทำธุรกิจแล้ว

    ธุรกิจก็ยังทำอยู่ แต่ก็เตรียมตัวอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ให้นักกฎหมายดูอยู่ เตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่พร้อม แต่ว่าการปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ  มันต่อเมื่อเป็นตำแหน่งนั้นแล้ว ชนะแล้ว ซึ่งยังอีกนาน แต่ผมทำอะไร ผมเตรียมพร้อมไว้ก่อนนานมาก

    “เมื่อมีการเลือกตั้ง ผมทำตัวอยู่ว่าจะเอาอะไรออกบ้าง ผมบอกทุกคนว่าผมทำแบบคนอื่นไม่ได้นะ ผมทำแบบเก๊ไม่ได้ เพราะผมพูดมาก อวดดี แล้วทำเองไม่ได้ ถ้าผมทำเองมันตาย ผมตายไม่เป็นไร พรรคตาย ประเทศมันตาย ถ้าผมจะเข้าไป ผมต้องเข้าไปคลีน มันก็ยาก เพราะว่าธุรกิจอันหนึ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ ทำธุรกิจไฟฟ้าจากขยะ ตอนนี้ยังไม่ดีนัก มันขายยาก ผมพยายามเจรจาอยู่ ผมจะทำเก๊ก็ได้ ให้คนถือหุ้นแทน แต่ผมทำเก๊มันเสียหาย ผมจึงพยายามที่ทำให้ขายได้ราคาดี ทำให้มันไมเก๊ ก็ยาก ตอนนี้ก็เตรียม อ่านข่าวหุ้นเมื่อเช้า จะซื้อหุ้นอะไรดี ก็ไม่รู้จะอ่านไปทำไม เพราะอีก 2 แต่อีกสองเดือนก็เลือกตั้งแล้ว ตอนนี้ผมก็โอนหุ้นเข้ากองทุนที่ถูกต้องตามกฏหมาย และบางส่วนก็ขายหุ้นออกไป ก็ซวย…ขายตอนที่หุ้นมันตก ขายเสร็จก็เอาไปลงทุนตามกฏหมายที่กำหนดให้ถือได้ก็ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่หุ้นนอกตลาด มันอีกเรื่องต้องรีบเจรจาขาย”

    ตอนนี้เตรียมพร้อมแล้ว

    ไม่พร้อม แต่เตรียมแล้ว แต่การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายรัฐธรรมนูญต่อเมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว คนสมัครส.ส.หมื่นคน คุณจะให้ขายหุ้นเสร็จได้ยังไง เสร็จแล้วแพ้… ก็ต้องเป็นแล้วชนะแล้วค่อยขาย แต่ผมทำอะไร ผมเตรียมก่อนนานมาก”

    ที่แล้วมาเหมือนตอนที่รับราชการ เวลาคนมาขอให้ทำอะไร ปึ้งเดียวเดินได้เลย อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ผมนั่งเก็บข้อมูล ใครทำอะไรบ้าง ผมเก็บมาตลอดทุกปี พอวันที่คุณสรรเสริญ(วงศ์ชะอุ่ม)โทรมาบอกว่าช่วยหน่อย ผมก็โอเค ใช้เวลาสองเดือนก็เดินหน้าได้เลย เพราะผมรู้เงื่อนไขว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ และคิดว่าจริงๆ เราเก่งแบบนี้ ดูๆกลับไปในชีวิตแต่ที่ทำได้สำเร็จเพราะผมไม่ได้เรียกเงิน เวลาตกลงเสร็จ เขามักจะถามว่า เอาอะไรอีกไหมครับ (หัวเราะ)..

    แล้วตอบว่าอย่างไร

    ก็คิดๆเหมือนกัน(หัวเราะ) แล้วก็บอกกับตัวเองว่าอยู่ดีๆสบายดีแล้ว หาเรื่องใส่ตัว มีข้าวกินอยู่แล้ว เราก็แก้เรื่องพวกนี้ ให้เกิดขึ้นได้(โครงการ) คนทุกฝ่ายอาจจะได้เงินเยอะแยะระหว่างทาง ซึ่งผมไม่รู้ ก็น่าจะได้

    คุณชายมองเรื่องคอร์รัปชันในประเทศไทยอย่างไรบ้าง

    คอร์รัปชันมันมีมากกว่าที่นึกนะ เคยแกล้งพูดว่าคอร์รัปชันทำให้เจริญเร็ว ถ้าไม่คอร์รัปชัน เจริญช้า เพราะถ้าไม่ทำงานมันก็คอร์รัปชันไม่ได้ ส่วนทำความดี อยู่เฉยๆก็ทำความดีได้ ไม่ต้องทำงานเลยก็เป็นคนดีได้ ความจริง ไม่จริง เพราะถ้าคอร์รัปชันแล้ว ส่วนใหญ่ก็เรียกตามน้ำ อยากให้น้ำเชี่ยวก็ต้องกั้นเขื่อนให้ทัน คอร์รัปชันมันเสียหายมาก ทำให้ประเทศเจริญช้า

    แล้วจะแก้อย่างไร

    เงินเดือนราชการ ผมว่าสำคัญนะ จะแก้การทุจริต เงินเดือนมัน ต้องอยู่ได้ก่อน

    ผมไม่อยากพูดว่าที่ไหนคอร์รัปชันมากที่สุด คุณไม่ค่อยเห็นว่าใครคอร์รัป แต่ประเทศเสียหายมากสุด คุณไปดูกระทรวงที่ได้งบประมาณเยอะสุดอันดับหนึ่งอันดับสอง

    เอาง่ายๆ เงิน 20 ล้าน ทอน 18 ล้าน เงียบไปเลย เกิดมา 20 ปีแล้ว นั่นแหละคอร์รัปชัน 90% ถามว่าทำไม เพราะไม่ได้เป็นจุดที่ประชาชนเดือดร้อน แต่ประเทศเสียหาย

    ประเทศที่เจริญไม่ค่อยคอร์รัปชัน แล้วต้องจัดระบบให้ได้ มีการลงโทษ อย่างจีนประหารชีวิต ต้องทำให้ระบบดี ง่ายขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือไม่เสร็จเร็วหรอก เพราะว่าคอร์รัปชันเป็นของที่อยู่ใต้ดิน มันไม่ได้อยู่บนดิน และคอร์รัปชันเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ให้นั่งพูดเป็นนโยบาย พูดจนตาย คนที่ทำอยู่(คอร์รัปชัน)ก็หัวเราะชอบใจ มึงไม่มีปัญญาหรอก เป็นเรื่องส่วนตัวที่จะต้องพยายาม

    แล้วแต่ว่ามีอำนาจแค่ไหน ก็ทำได้แค่ระดับหนึ่ง หากอยู่ระดับสูงสุด ข้อดีคือเราเลือกจุดที่จะทำได้ว่าอันนี้เสียหายมากต้องทำอันนี้ก่อน ก็จะมีปัญหาอันเดียวว่า รัฐบาลมีรัฐมนตรีรับผิดชอบอยู่ จะพูดกับเขาอย่างไร ต้องพูดกับคนเป็น อาจจะขอรัฐมนตรีว่าขอจุดนี้จุดเดียว เพราะสำคัญจริงๆ จะทำต้องพูดเป็นทำเป็น ไม่ใช่คิดเลขออก คูณแล้วก็เสร็จ ไม่ใช่

    ถามว่า คิดว่าจะได้เป็นนายกฯไหม ก็ไม่ได้คิด ไว้เป็น ถึงจะต้องคิด รู้ปัญหาของนายกฯคืออะไร ถามว่าถ้าเป็นแล้วทำอะไรได้มากไหม โฮ..ในจุดแรกอาจจะพูดกับคนผิดเรื่อง รัฐบาลแตกใครจะไปรู้… ตกลงต่อรองพรรคละเรื่อง ที่เหลือคุณจะทำอะไรก็ทำ พูดอย่างนั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นยุให้ทำแยะ แต่ผมมีสมมติฐานว่าทุกคนรักประเทศไทยนะ รักต่างกันเท่านั้นเอง …ต้องพูดเป็นทำเป็น นี่คุยโม้นะ ถึงเวลาอาจจะทำอะไรไม่ได้เลย แค่ทำเพจได้ก็ดีใจ(ชิบ..ย…หัวเราะ)

    อายุของคุณชาย ไม่ได้เป็นปัญหาที่จะเข้ามาทำงานการเมืองใช่ไหม

    ไม่ใช่หรอกครับ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องอันเดียว คือ “ทำเป็น”  ดูมหาเธร์ (มหาเธร์ โมฮัมหมัด) สิ คือคนทำการเมืองมันต้องมีความคิด  แล้วต้องหาคนที่ทำได้  คิดไม่ออกต้องหาคนมาช่วยคิดทำได้ ทุกอย่างในโลกก็เป็นอย่างนั้น ถ้าจะเป็นใหญ่นะ