ThaiPublica > Thaipublica Sustainability > เสนาดีเวลลอปเม้นท์วางเป้าติดโซลาร์รูฟท็อปทุกโครงการ มุ่งธุรกิจรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

เสนาดีเวลลอปเม้นท์วางเป้าติดโซลาร์รูฟท็อปทุกโครงการ มุ่งธุรกิจรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

9 ธันวาคม 2018


ผศ. ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ผศ. ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือเสนา เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งดำเนินธุรกิจสีเขียว หรือ Go Green โดยวางเป้าหมายที่ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย (Solar Roof Top) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger Station) ให้กับทุกโครงการของเสนา เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยรวมทั้งเสนาได้นำมาปรับใช้มากกว่า 10 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมาได้มีการวางผังการก่อสร้างโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางลม การรับแสง เพื่อให้ประหยัดพลังงานจากการใช้ไฟฟ้า

ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนานและความต้องการที่ให้การดำเนินธุรกิจมีส่วนในการลดโลกร้อน มาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ใช้พลังงานสะอาด โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสามารถเริ่มต้นติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย ในโครงการที่พัฒนาเมื่อปี 2556 พร้อมกับก่อตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์ขึ้นมารองรับ

“เสนายังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในโครงการ ซึ่งที่ผ่านมามีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 12 โครงการ หรือ กำลังการผลิตรวม 266 กิโลวัตต์ สามารถช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 44.7 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 26 ต้น หากมีการติดตั้งโซลาร์ฯ เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะมีส่วนช่วยในการรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอีกด้วย” ผศ. ดร.เกษรา กล่าว

ปัจจุบันมีโครงการที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และสถานีอัดประจุไฟฟ้าภายในโครงการของเสนาทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมเพื่อบริการให้กับลูกบ้านไปแล้ว ได้แก่ เสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา, เสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา-วงแหวน, เสนาวิลล์ ศาลายา, เสนาอเวนิว บางกะดี-ติวานนท์ ,เสนาช็อปเฮ้าส์ พหลโยธิน-คูคต, เสนาช็อปเฮ้าส์ ลำลูกกา-คลองสอง, เสนาช็อปเฮ้าส์ บางแค-เทอดไท และคอนโดมิเนียม ได้แก่ นิช โมโน สุขุมวิท 50, นิช โมโน พีค บางนา, และมีเป้าหมายที่จะขยายให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการบริการมากขึ้นในอนาคต

“โซลาร์รูฟท็อปนับเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานทดแทนที่เทรนด์ของโลกมาแรง และนับวันก็ยิ่งมีต้นทุนที่ต่ำลง เราตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า และที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ซื้อบ้านของเสนาทุกหลังจะได้ใช้ค่าไฟฟ้าที่ถูกลงตลอดระยะเวลา 25 ปีซึ่งคุ้มค่าอย่างมาก ขณะเดียวกัน เสนายังนำโซลาร์รูฟท็อปมาติดตั้งเพื่อใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมอีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมไทย”ผศ. ดร.เกษรากล่าว

ผศ. ดร.เกษรากล่าวว่า โซลาร์รูฟท็อปในโครงการของเสนามีตั้งแต่ 2.1-2.3 กิโลวัตต์ต่อหลัง สูงสุดไม่เกิน 3.5 กิโลวัตต์ ติดตั้งพร้อมกับ Inverter ที่ช่วยให้ปรับเพิ่มการใช้ไฟฟ้าแต่ละช่วงเวลาให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเองได้ เนื่องจากแต่ละบ้านมีจำนวนผู้อยู่อาศัยไม่เท่ากัน และบางบ้านยังมีผู้สูงวัยร่วมอยู่ด้วย ซึ่งต้องมีการใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ขณะที่บางบ้านมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นในบางช่วง เพียงแค่ผู้ต้องการซื้อบ้านในโครงการเสนาให้ข้อมูลประเมินการใช้ไฟฟ้าแต่ละวัน โครงการจะคำนวณให้ว่าควรจะติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปในขนาดเท่าไร

นอกจากนี้ เจ้าของบ้านสามารถบริหารจัดการผ่าน แอปพลิเคชัน เสนา 360 องศา ที่สามารถติดตามตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของบ้านตัวเองได้ โดยเมื่อเข้ามา แอปพลิเคชัน เสนา 360 องศา ซึ่งมีฟีเจอร์หลัก คือ Monitoring จะปรากฏข้อมูลของบ้านว่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในขนาดเท่าไร สามารถดูว่าแผงโซลาร์ของบ้านผลิตไฟฟ้าได้เท่าไร ประหยัดเงินได้เท่าไร สามารถดูได้แบบรายวัน รายเดือน และรายปี คำนวณสิ่งที่ประหยัดการใช้พลังงานออกมาเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไร จากนั้นส่งไปที่ Save Earth เพื่อเปรียบเทียบว่าปลูกต้นไม้ได้กี่ต้น

ผศ. ดร.เกษรากล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ทำหมู่บ้านโซลาร์เต็มรูปแบบ ในระยะต่อไปจะให้บริการผู้อยู่อาศัยในโครงการสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินจากที่ผลิตได้และเหลือจากการใช้ในตัวบ้าน ให้กับบ้านหลังอื่นในโครงการที่ต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการของเสนานอกจากจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้ไฟฟ้าได้แล้วยังมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้เสนาได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอให้นโยบายเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป กฎหมาย รูปแบบกำหนดราคามีความชัดเจน และเทคโนโลยี

“ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดที่เราจะประยุกต์ทำให้ที่อยู่อาศัยเราเป็นที่อยู่อาศัย green อย่างแท้จริง เพราะเรื่องพื้นฐาน เช่น มีพื้นที่สวนใหญ่เพื่อดูดอากาศ กระจกเขียวตัดแสง นั้นเราทำหมดแล้ว” ผศ. ดร.เกษรากล่าว

สำหรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) นั้น หลายฝ่ายเริ่มมองว่าอาจจะมาเร็วกว่าที่คิดไว้ โดยเชื่อว่าปริมาณรถยนต์อีวีจะมีเพิ่มขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ของผู้รักษ์สิ่งแวดล้อมเสนาจึงวางเป้าหมายที่จะติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าภายในโครงการของเสนาทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียมภายใต้ชื่อ EV ready รองรับยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าชนิดแบตเตอรี่ (BEV) ให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยได้เริ่มติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ามาแล้ว 1 ปี

“เราให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการพัฒนาโครงการตั้งแต่การออกแบบและการเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้าง โดยมีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สีเขียวภายในตัวโครงการ การจัดวางผังให้สามารถรับแสงสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และติดตั้งระบบระบายอากาศ รวมถึงการติดตั้งหลอดไฟ LED ทั้งโครงการ ซึ่งแนวทางพัฒนาดังกล่าวพบว่าผู้บริโภคมีความสนใจมากขึ้น และเชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าการพัฒนาบ้านจะรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ของรัฐบาล” ผศ. ดร.เกษรากล่าว

ผศ. ดร.เกษรากล่าวถึงนโยบายการสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทว่า เชื่อว่าบริษัทที่เป็นครอบครัวบริหารจะสร้างความยั่งยืนได้ง่ายกว่า เพราะโดยปกติแล้วผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพจะมีรอบระยะเวลาการทำงาน ส่วนใหญ่จะเป็น 4 ปีแล้วมีการเปลี่ยนตัว เมื่อมีผู้บริหารรายใหม่เข้ามา โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ก็ย่อมมีมุมมองที่เปลี่ยนไป แต่เหตุผลหนึ่งของการเป็นกิจการที่มีครอบครัวบริหาร เจ้าของบริหารเองจะมองระยะยาวได้ง่าย เพราะความเป็นเจ้าของ ที่แม้ไม่ได้บริหารด้วยตัวเจ้าของเองโดยตรง แต่มีสมาชิกอื่นในครอบครัวก็เข้ามาบริหารแทนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทที่เจ้าของไม่ได้บริหารจะไม่ดี

“ในมุมมองความยั่งยืน ถ้าเป็นเจ้าของทำจะง่ายกว่าในการเห็นความยั่งยืน ในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ถือหุ้น 60% บริหารทุกวัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่สร้างให้บริษัทยั่งยืน ก็ต้องถามตัวเองว่าทำอย่างไรให้ยั่งยืน ซึ่งมีหลายองค์ประกอบในแง่บริษัท เช่น อย่างเราเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตตามวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจขึ้นๆ ลงๆ ได้ หากปล่อยไปตามวงจรเศรษฐกิจ บริษัทก็อาจจะไม่ยั่งยืน หน้าที่เราคือ หาธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอมากขึ้น” ผศ. ดร.เกษรากล่าว

นอกจากนี้ ธุรกิจโซลาร์ที่บริษัทดำเนินการเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนประเภทหนึ่ง ธุรกิจขายบ้านมีมาเป็น 100 ปี นานมาก ตอนนี้แข่งขันสมบูรณ์แบบมาก เห็นได้ชัดจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีจำนวนมาก มีทั้งผู้พัฒนาโครงการบ้าน คอนโด ดังนั้นอุตสาหกรรมนี้เริ่มอิ่มตัว ก็ต้องหาธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้

“ความยั่งยืนของบริษัทมีหลายแนวคือ หนึ่ง ขยายได้สู่ธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ ขยายไปสู่ธุรกิจที่กำลังเติบโต แทนที่จะอยู่เฉพาะธุรกิจที่เริ่มอิ่ม โซลาร์เป็นธุรกิจที่โตได้อีก”