ไทยพาณิชย์จับมือ “จูเลียส แบร์” ตั้งบริษัทร่วมทุน เจาะมหาเศรษฐีไทย 30,000 ราย 9 ล้านล้านบาท บริหารความมั่งคั่งแบบไร้พรมแดน

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)(ขวา)และนายเบอร์นฮาร์ด โฮดเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จูเลียส แบร์ กรุ๊ป(ซ้าย)

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 ธนาคารไทยพาณิชย์จัดแถลงข่าว “กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์สู่ปี 2020” โดยประกาศจับมือ “จูเลียส แบร์” (Julius Bear) กลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงกิ้งชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำธุรกิจบริการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยสู่บริการระดับโลก เตรียมตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากทั่วโลกด้านการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยลูกค้าผู้ที่มีความมั่งคั่งระดับสูง ) ของธนาคารต่อยอดความมั่งคั่งแบบไร้พรมแดนด้วยบริการที่ยังคงรักษาความอบอุ่นแบบไทยๆอย่างเต็มที่

ทั้งนีิ้ บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัท จูเลียส แบร์ จะก่อตั้งในปี 2561 โดยไทยพาณิชย์จะถือหุ้น 60% ขณะที่จูเลียส แบร์จะถือหุ้น 40% มีเงินทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1.8 ล้านบาท และมีขอบข่ายการดำเนินธุรกิจการให้คำปรึกษาและการบริหารความมั่งคั่งครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนทั้งในและต่างประเทศแก่ลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงหลัก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป พร้อมนำเสนอการบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและการบริหารความมั่งคั่งในระดับโลกตามความต้องการเฉพาะด้านการลงทุนของลูกค้าแต่ละบุคคล

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวแรกภายใต้กลยุทธ์ Going Upside Down (กลับหัวตีลังกา) ซึ่งเราจะสร้างแพลตฟอร์มบริการรูปแบบใหม่และเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว โดยที่จูเลียส แบร์จะนำความเชี่ยวชาญ บริการ และความสามารถด้านการบริหารความมั่งคั่งระดับโลกมาเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ในประเทศไทย ขณะเดียวกันธนาคารจะสามารถขยายการให้บริการด้านไพรเวทแบงกิ้งของเราในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ในส่วนของลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ก็จะมีโอกาสได้รับข้อมูลเชิงลึกจากจูเลียส แบร์ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย บริการด้านการลงทุนต่างๆ ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนและการลงทุนจากทีมงานมืออาชีพระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถลงทุนในต่างประเทศได้เต็มที่ตามที่กฎหมายอำนวยผ่านบริการต่างๆ เราเชื่อมั่นว่าบริการจากบริษัทร่วมทุนนี้จะเปิดมิติใหม่ในตลาดบริการบริหารความมั่งคั่งและไพรเวทแบงกิ้งของไทย จากเดิมที่จะเป็นการขายผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆทั้งในและต่างประเทศ แต่ครั้งนี้จะเป็นบริหารบริหารความมั่งคั่งจากผู้ให้บริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก ซึ่งแง่หนึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะโลกไม่เคยจนลง จะเห็นว่าหลังจากวิกฤตการเงินโลกหลายธุรกิจถูกกำกับดูแล มีการปิดตัวไป แต่ส่วนบริหารความั่งคั่งไม่ลดลง ขณะเดียวกัน การตั้งบริษัทจะเป็นการก้าวข้ามความกลัวที่หลายคน” นายอาทิตย์กล่าว

นายอาทิตย์กล่าวสรุปว่าการเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนนี้เป็นอีกก้าวที่สำคัญที่ธนาคารจะช่วยให้ลูกค้าคนพิเศษของเราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากโอกาสในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ความสำเร็จของลูกค้าคือความสำเร็จของธนาคาร ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำรวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ธนาคารไทยพาณิชย์ และช่วยขับเคลื่อนธนาคารของเราให้ก้าวสู่ความสำเร็จในยุคธุรกิจไร้พรมแดนตามกลยุทธ์ Going Upside Down (กลับหัวตีลังกา) อีกทั้งยังช่วยผลักดันการเติบโตและสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของธุรกิจไพรเวทแบงกิ้งของเราเป็น 2 เท่าหรือเพิ่มเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (900,000 ล้านบาท) ภายใน 3 – 5 ปีตามที่วางแผนไว้

ทั้งนี้กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 30,000 ราย และมีมูลค่ารวมประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราสูง โดยมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 12.7 ในปี 2559 เพิ่มเป็นร้อยละ 13.3 ในปี 2560

สำหรับจูเลียส แบร์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2433 ปัจจุบันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดำเนินธุรกิจบริการด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารความมั่งคั่งใน 25 ประเทศทั่วโลก โดยเมื่อสิ้นปี 2560 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทมีมูลค่ารวม 388,000 ล้านสวิสฟรังก์ บริษัทให้บริการโดยให้คำปรึกษาที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า โดยไม่จำกัดเฉพาะการพิจารณาการลงทุนในผลิตภัณฑ์ด้านการเงินการธนาคารที่บริษัทเป็นเจ้าของเท่านั้น

นายเบอร์นฮาร์ด โฮดเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จูเลียส แบร์ กรุ๊ป กล่าวว่าเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงมากและเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกของประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของจูเลียส แบร์ที่จะดำเนินธุรกิจในเอเชีย ซึ่งเราถือว่าเป็นบ้านแห่งที่สองของเรา

ส่วนนายจิมมี่ ลี คอง เอง ประธานประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จูเลียส แบร์ กล่าว “เราเล็งเห็นว่าตลาดผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ในประเทศไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น และลูกค้าเหล่านี้ต่างก็มองหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศและขยายพอร์ตการลงทุนใหม่ๆ การผสานกำลังระหว่างผู้นำธนาคารพาณิชย์ของไทยและผู้เชี่ยวชาญจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ประสบความสำเร็จด้านการบริหารความมั่งคั่งมานานจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินและการลงทุนให้แก่ลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าตนคิดไม่ออกถึงสถานที่ดีกว่าที่อื่นที่จะจัดงานครั้งนี้ ตลาดน้อยเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของไทยพาณิชย์และเป็นหนึ่งในมรดกที่ทรงคุณค่าที่สุดของเรา ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มต้นของก่อนตั้งเมื่อ 111 ปีก่อนหน้านี้ในปี 1907 และในปี 1910 ตลาดน้อยกลายเป็นสำนักงานใหญ่แห่งแรกของเรา และเป็นกว่า 60 ปีจนถึงปี 1970 การเดินทางของเราเริ่มต้นที่นี่

นอกจากเป็นธนาคารไทยแห่งแรก ตลอด 111 ปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์เป็นที่รู้จักของนักบุกเบิกในอุตสาหกรรมธนาคารไทย ตัวอย่างเช่น เราเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกก่อนหน้าธนาคารไทยจะเข้าสู่ตลาด เราเป็นธนาคารแห่งแรกในประเทศที่ยกระดับความทันสมัยและเริ่มต้นให้บริการลูกค้ารายย่อยเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัจจุบันเราเข้าสู่ยุคของดิจิทัลแบงก์กิ้งด้วยก้าวยาวๆของการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆในอุตสาหกรรม รวมไปถึงการปรับโฉมวิถีชีวิตดิจิทัลผ่านมือถือและแพลตฟอร์ม การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ผ่านการใช้บล็อกเชน และแพลตฟอร์มการบริหารความมั่งคั่งแบบดิจิทัล

วันนี้ ปักอีกหมุดในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของไทยพาณิชย์ ด้วยการประกาศหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับจูเลียส แบร์ ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ที่จะเสนอบริการบริหารความมั่งคั่งสำหรับลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในไทยและภูมิภาค การบริหารความมั่งคั่งเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชียอย่างจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ขณะที่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในไทยยังคงอยู่ในช่วงตั้งไข่เทียบกับตลาดที่เติบโตแล้วหลายแห่ง อุปสงค์ของการให้บริการบริหารความมั่งคั่งในไทยชัดเจนและยังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คาดว่าจะมีกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงประมาณ 30,000 รายในไทยด้วยมูลค่าสินทรัพย์กว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม มีเพียงกลุ่มน้อยของความมั่งคั่งนี้ที่ได้รับการตอบสนองจากธนาคารท้องถิ่น สิ่งนี้มีแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจากขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ที่จำกัด การเข้าถึงแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งระดับโลก การบริการให้คำปรึกษา และความรู้โนวฮาวของธนาคารท้องถิ่นร่วมกัน ไทยพาณิชย์และจูเลียส แบร์ ตั้งใจจะเปลี่ยนสิ่งนั้นและช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงคือตอนนี้

“ความร่วมมือแบบนี้เป็นครั้งแรกจะช่วยปักหมุดยุคใหม่ของการบริหารความมั่งคั่งในไทย ชื่อของไทยพาณิชย์และจูเลียส แบร์ จะสร้างความเชื่อใจ ความเชื่อมั่น และเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของสัญญาต่อผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง ที่พวกเขาจะได้รับคำปรึกษาและการบริการบริหารความมั่งคั่งดีที่สุดและมีคุณภาพที่สุด”

พวกเราทุกคนที่ไทยพาณิชย์เป็นเกียรติอย่างสุดซึ้งและรู้สึกได้รับอภิสิทธิที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับจูเลียส แบร์ หนึ่งในผู้ให้บริการ private bank ที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติที่สุดในโลก ด้วยประวัติศาสตร์กว่า 128 ปี ในการบริหารความมั่งคั่งทำให้จูเลียสแบร์ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งหนึ่งสัญลักษณ์และตัวแทนของไพรเวทแบงค์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับจากกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงจากทั่วโลก

เมื่อมองกลับมาพิจารณาความสำเร็จในการสร้างพันธมิตรในครั้งนี้ระหว่างไทยพาณิชย์และจูเลียส แบร์ต้องนับว่ามีความพิเศษที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ที่ 2 สถาบันอันทรงเกียรติและมีประวัติศาสตร์อย่างอย่างนานจะได้มาทำงานร่วมกันและรวมเป็นหนึ่ง เราทั้ง 2 สถาบันนับได้ว่ามีการมองคุณค่าและมีความเชื่อหลายอย่างที่เห็นพ้องต้องกัน ด้วยปรัชญาที่ว่า เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรกซึ่งเรายึดเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในครั้งนี้

เช่นเดียวกับการสร้างความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบเรามองว่าเรื่องความเข้ากันได้ทางเคมีระหว่าง 2 ฝ่ายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างที่จะเป็นตัวระบุคุณภาพความยาวนาน และความสุขของความสัมพันธ์ ซึ่งเม่อมองย้อนกลับไปจริง ๆ แล้วเราใช้เวลาเพียงน้อยกว่า 6 เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ในการสนทนาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างพันธมิตรร่วมกันจวบจนเดินทางมาถึงวันนี้ที่เราได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งหากตัวชี้วัดนี้คือความหมายของคุณภาพความสัมพันธ์ก็นับได้ว่าเราสามารถมองในด้านบวกและมั่นใจได้ถึงอนาคตของบริษัทร่วมทุนของเราพวกเรารู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณที่เลือกพวกเราเป็นพันธมิตรในการเดินทางครั้งสำคัญนี้