นายกฯ ยันทุกอย่างยังตามโรดแมป-มติ ครม. จัดของขวัญ 18 กระทรวง กว่า 150 รายการ รับปี’61 เล็งปรับรถไฟความเร็วสูงเป็นเร็วปานกลาง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดสุโขทัย ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ธันวาคม 2560 ซึ่งถือเป็น ครม.สัญจรส่งท้ายปี ที่ตลอดระยะเวลา 2 วันการลงพื้นที่เป็นไปอย่างชื่นมื่น จนควักกระเป๋าซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วถึง 3 ตัวในการลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม สำหรับการตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้อวยพรปีใหม่พร้อมสัญญาว่าในปี 2561 ตนจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อารมณ์ดีขึ้น

“รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการทำอะไรให้กับประชาชน จะเรียกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ก็ได้เพราะบางกิจกรรมเริ่มในช่วงนี้และจะเกิดขึ้นหลังปีใหม่ก็ตาม จริงๆ แล้วไม่อยากจะใช้คำว่าของขวัญปีใหม่ เป็นการที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้กับประชาชน และทำเพื่ออนาคตไปด้วย หลายอย่างก็คือการปฏิรูปในด้านต่างๆ ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญที่ทำให้ ซึ่งปีใหม่นี้อยากให้ทุกอย่างในปีหน้าเป็นปีแห่งความสำเร็จ เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นปีแห่งการเตรียมการไปสู่ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ตรงนี้ผมทำเองไม่ได้ หวังว่าทุกคนคงจะร่วมกันอวยพร และร่วมกันกระทำปฏิบัติ ลดความขัดแย้งสร้างความปรองดองกันให้ได้ อย่าให้ผมต้องบังคับใช้กฎหมายมากเกินไป ขอให้ทุกคนมีความสุข คิดหวังสิ่งใดให้สมปรารถนา ให้มีความปลอดภัยในการเดินทาง และผมไม่ต้องการอะไรตอบแทน อย่างไรก็ตาม สัญญาว่าในปี 2561 จะเป็นนายกรัฐมนตรีอารมณ์ดี ยิ้ม หัวเราะ พูดจาไพเราะและไม่โมโห ตามที่ประชาชนต้องการ แม้จะมีความพยายามทำให้หงุดหงิดก็ตาม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ยังไม่คุย “แก่งเสือเต้น” ละเอียดอ่อน แนะดู “บางระกำโมเดล”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ในช่วงการลงพื้นที่ที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย รัฐบาลได้รับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมถึงได้รับทราบข้อเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัดสุโขทัยจากฝ่ายการเมือง เรื่องของปัญหาการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรอบแผนงานและนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่แนวทางที่เสนอมานั้นรัฐบาลจะขอนำไปศึกษาว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ วันนี้ไม่ว่าใครเสนออะไรมาตนพร้อมรับฟังทั้งหมดและนำไปสู่การพิจารณาเพื่อจัดการ รวมถึงการกำหนดความเร่งด่วนของแต่ละโครงการด้วย

“ในเรื่องการจัดการน้ำ วันนี้เราทำให้เกิดความยั่งยืนขึ้น จากการหารือกับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น ก็ได้รับหลักการทั้งหมดในการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพราะจะเกี่ยวข้องกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงความเกี่ยวพันกับหลายๆ จังหวัด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและฝนแล้ง ก็จะเร่งดำเนินการตามลำดับความเร่งด่วน โดยขั้นตอนแรกจะจัดสรรงบประมาณให้ไปทำประตูน้ำ 4 ประตูเพื่อกั้นน้ำไม่ให้ลงไปข้างล่าง ตลอดจนถึงเรื่องเส้นทางคมนาคมที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการบริการงานแบบกลุ่มจังหวัด และการเชื่อมโยงกับระบบขนส่งต่างๆ ซึ่งได้สั่งการให้มีการปรับแผนการทำงานโดยเริ่มดำเนินการเป็นช่วงๆ คำนึงถึงความคุ้มค่า เพื่อจะได้ใช้งบประมาณน้อยลง โดยส่วนที่จะสามารถดำเนินการได้เร็วคือรถไฟความเร็วมาตรฐาน ขณะที่ในบางโครงการอาจต้องปรับการลงทุนให้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี)” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ต่อคำถามจุดยืนของรัฐบาลต่อการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ในวันนี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม ครม. เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งที่ทำวันนี้ คือการทำอ่างเก็บน้ำและขยายปริมาตรการกักเก็บน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำต่ำและการเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับน้ำนองในลักษณะแก้มลิง ซึ่งปีที่ผ่านมาจากการทำโครงการ “บางระกำโมเดล” ก็ทำให้ลดปัญหาน้ำท่วมใน จ.สุโขทัย ได้ ซึ่งจากนี้ต้องไปดูการขยายคลองลัด ทางระบายน้ำให้กว้างขึ้น

ยันทุกอย่างยังตามโรดแมป-ขอช่วยลดแรงกดดัน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามในการประเมินสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในปี 2561 ว่า ตนคาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปีหน้าจะดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งหลายอย่างรัฐบาลสามารถปลดล็อกในเรื่องที่ผิดพลาดจากอดีตได้แล้ว เช่น การค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการบินพลเรือน ตลอดจนปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ซึ่งตนคาดหวังว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขออย่ามองเพียงว่าแต่เพียงการที่มีรายได้มากขึ้น เพราะเรื่องเศรษฐกิจไม่ได้มีเพียงแค่จุดนี้แต่เป็นสภาวะแวดล้อมทั้งหมด ทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไปจนถึงการมีรายได้เพิ่มขึ้นของประชาชน

“เป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเข้าใจเพราะหลายคนได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจไม่ดี มีรายได้ลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับปรุงการประกอบการให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนด แม้จะมีการให้เคลื่อนไหวอะไรบ้างก็ตาม โดยการปลดล็อกพรรคการเมืองด้วยการใช้มาตรา 44 ก็ถือเป็นการให้พรรคการเมืองได้ดำเนินการทางธุรการ ขอให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เราทำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็กก็มีสิทธิ์ที่จะหาสมาชิกพรรคหรือตรวจสอบสมาชิกพรรคได้ ในจำนวน 500 คน ตามกฎหมาย ยืนยันว่าแนวทางนี้คือการสร้างความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงให้กับทุกพรรค และสมาชิกพรรคนั้นต่อไปก็สามารถหาเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ขอร้องว่าอย่าไปอะไรกันนักเลย ผมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เดินหน้าไปได้ และทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมปนั่นแหละ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้โรดแมปที่สำคัญที่สุดคือการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง วันนี้มีเหลือกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับยังไม่ได้ประกาศใช้ โดยทั้ง 2 ฉบับได้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว จึงต้องไปดูว่ากำหนดเวลานั้นมีขั้นตอนอย่างไร ย้ำว่าวันนี้ทุกอย่างยังไม่เคลื่อนอะไรทั้งสิ้น ขอให้ช่วยลดแรงกดดันลง เพราะตนต้องรักษาสถานการณ์บ้านเมือง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งประชาชนต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย

ไม่ขอเถียง “มาร์ค” ชี้นักการเมืองอย่ากังวล หากมีอุดมการณ์ ปชช. ยังนิยม

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า หาก คสช. มีความกล้าหาญแบบทหาร ให้ประกาศมาเลยว่าจะรีเซตพรรคการเมืองและเลื่อนการเลือกตั้งว่า ตนไม่ขอไปเถียงกับเขา ประชาชนก็ฟังเอาเอง อย่างไรก็ตาม คนที่จะเข้ามาสู่การเมือง ตนอยากให้พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติด้วย ตนไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ขอให้ทำยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้ประชาชน

“เรื่องกำหนดเวลาการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ในการให้พรรคการเมืองปรับปรุงทะเบียนสมาชิกภายใน 30 วันนั้น ขอให้ดูคำสั่งให้ดีๆ อย่าไปหาจุดอ่อน หรือจุดแข็ง แต่ทุกอย่างต้องการทำให้เกิดความเรียบร้อย พักใจสักนิดนึง ไม่ต้องคิดมากไม่ต้องกังวล ถ้าตัวเองยังมีอุดมการณ์อยู่ ประชาชนก็ยังคงนิยมท่านอยู่ ไม่ต้องไปกังวลหรอก” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ส่วนข้อเสนอในการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อจัดการเลือกตั้งในปีแรกนั้น ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ตนไม่ได้รับข้อเสนอนี้ ขอให้ไปดูว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเขาว่าไว้อย่างไร

ขออย่าขยายพื้นที่ข่าวไฟใต้ เกรงกระทบการลงทุน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อเหตุหลายจุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ว่า สื่อก็ทราบอยู่แล้วว่าเขาต้องการขยายพื้นที่ข่าวเพื่อกดดันรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญคือ ทำให้เกิดผลเสียต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน อย่าไปขยายข่าวให้เขาเลย มันไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ส่วนมาตรการด้านความมั่นคงก็จะเพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือจะได้เกิดความปลอดภัย

จัดกำลังพลพร้อมดูแลอุบัติเหตุปีใหม่

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงมาตรการการเดินทางในช่วงปีใหม่ว่า ในที่ประชุมได้หารือกับทุกหน่วยงานได้มีการประชุมกับทุกหน่วยงานเรื่องการเตรียมกำลังพล เครื่องมือให้พร้อม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยเร็วเพื่อช่วยชีวิตคน ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุ 90% ล้วนอยู่ที่คนขับรถ ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการในการดูแลรถของตนเองไม่ว่าจะรถโดยสารหรือรถส่วนตัว การดูแลตนเองให้พักผ่อนให้เพียงพอ โดยขอร้องไปยังเจ้าของผู้ประกอบการรถโดยสาร และเจ้าของรถส่วนตัวทั้งหมดให้รับผิดชอบตัวเอง หากมีความยับยั้งชั่งใจไม่คึกคะนอง ไม่เมา ไม่ง่วง ไม่ขับรถเร็วจนเกินกฎหมายกำหนด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้วางประจำการในจุดต่างๆ ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา จะต้องระดมสรรพกำลังทั้งหมดในการดูแล โดยเฉพาะเส้นทางรอง ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดอุบัติเหตุมากกว่า เนื่องจากเส้นทางรองไม่มีการจราจรที่ติดขัดคอยขวาง และมีมาตรการเสริม คือการเปิดช่องทางพิเศษ ให้บางช่วงสามารถสวนเลนได้บ้างในจุด ที่เป็นคอคอดต่างๆ เพื่อย่นระยะเวลาในการเดินทาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเตือนไปถึงเรื่องการจอดรถบริเวณข้างทาง โดยให้จอดให้อยู่ในแนวไม่ล้ำเส้นออกมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ รวมไปถึงการประชุมหารือให้แต่ละฝ่ายระดมสรรพกำลัง เครื่องมือ ให้พร้อมในการกู้ภัย ส่วนการนั่งหลังกระบะท้ายที่วันนี้มีการขออนุโลมก็ระวังอย่าไปนั่งบนขอบ และคนขับต้องระวังในการขับขี่เบรก กฎหมายมีถ้าบังคับใช้ประชาชนจะเดือดร้อนให้ระมัดระวังตัวเอง ขณะที่จุดตรวจต่างๆ ต้องมีการบูรณาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันให้ได้

มติ ครม. มีดังนี้

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา) พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซ้าย)
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/

เปิดมาตรการภาษี หนุนบริษัทจัดสัมนาเมืองรอง

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. …) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร “มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดอบรมสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวรอง” ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

“โดยยกเว้นภาษีเงินได้จำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าการเดินทาง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนา ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม หรือค่าที่พักในโฮมสเตย์ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโฮมสเตย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยตามที่กรมการท่องเที่ยวกำหนด สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง หรือจากจังหวัดท่องเที่ยวรองต่อเนื่องไปถึงจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยวรอง ตามเส้นทางท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561”พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

เมืองท่องเที่ยวรอง (สีเขียว) เมืองท่องเที่ยวหลัก (สีขาว)

สำหรับจังหวัดที่อยู่ในมาตรการภาษีสนับสนุนการท่องเที่ยวและอบรมฯ ได้แก่ นครศรีธรรมราช อุดรธานี เชียงราย ลพบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี อุบลราชธานี นครนายก หนองคาย สระแก้ว เลย ตาก ตราด เพชรบูรณ์ จันทบุรี มุกดาหาร นครสวรรค์ ราชบุรี สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ พัทลุง ตรัง ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี สตูล ชุมพร สุโขทัย สุรินทร์ สกลนคร ลำพูน นครพนม อุตรดิตถ์ ระนอง ลำปาง ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ ชัยนาท น่าน อ่างทอง มหาสารคาม กำแพงเพชร อุทัยธานี นราธิวาส ยะลา พะเยา บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และปัตตานี หรือเขตพื้นที่อื่นใดที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำหนด

อย่างไรก็ตาม นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังประเมินว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 200 ล้านบาท คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 150 ล้านบาท แต่จะส่งผลดี คือ ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้คึกคัก โดยเฉพาะเมืองรองที่เป็นจังหวัดเล็กๆ

ของขวัญปีใหม่ลูกหนี้ชั้นดี ธ.ก.ส. คืน ดบ. 30% – ธอส. จ่าย 1,000 บาท

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบโครงการของขวัญปีใหม่ปี 2561 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการของขวัญปีใหม่ 2561 1) เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผู้มีรายได้น้อย 2) โครงการชำระดีมีคนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) และ 3) โครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

สำหรับโครงการของขวัญปีใหม่ 2561 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินฯ ธอส. จะจ่ายเงินจำนวน 1,000 บาทให้กับลูกค้ารายย่อยที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน ที่ไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดเรายได้ (NPL) และมีวงเงินกู้รวมทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกันไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยต้องเป็นผู้กู้ที่มีการชำระเงินงวดของเดือนธันวาคม 2560 ในช่วงระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2560 โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญประมาณ 165,107 ราย

ด้านโครงการชำระดีมีคืน ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงิน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ไม่เกิน 300,000 บาท คาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

และโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธอส. ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไปและบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืนสูงสุดถึง 40 ปี และมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนดเวลาขอยืนคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธันวาคม 2561 หรือเมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว ได้แก่ โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนผู้มีรายได้น้อย วงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับบุคลากรภาครัฐ (ตามที่ธนาคารกำหนด) วงเงินโครงการรวม 30,000 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐในพื่นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อย และบุคลากรภาคารัฐ (ตามที่ธนาคารกำหนด) วงเงินรวม 1,000 ล้านบาท

ประเดิมของขวัญปีใหม่ 18 กระทรวง กว่า 150 รายการ

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบโครงการและกิจกรรมที่จะดำเนินการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชนประจำปี 2561 จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมกว่า 150 โครงการ/กิจกรรม

ที่มาภาพ: กระทรวงแรงงาน

โดยมีโครงการ/กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น โครงการชื่นใจค่าเลี้ยงดูบุตร ด้วยการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแก่ผู้ประกันตน จาก 400 เป็น 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ 1.2 ล้านราย โครงการชื่นบาน บ้านประชารัฐ โดยการให้ผู้ประกันตนกู้เงินซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 3 คงที่ 3 ปี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โครงการชื่นชอบ ช่างแรงงาน ด้วยการบริการตรวจสภาพ-ซ่อมบำรุง รถยนต์รถจักรยานยนต์ 77 จุดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2561 หรือโครงการชื่นจิต สิทธิผู้ประกันตน ด้วยการเพิ่มสิทธิผู้ประกันตนแบบสมัครใจ 2.4 ล้านรายในส่วนของเงินทดแทนขาดรายได้และเงินสงเคราะห์กรณีตาย ซึ่งทั้ง 5 โครงการข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “9 ชื่นบาน แรงงานชื่นใจ” ของกระทรวงแรงงาน

โครงการ “ปีใหม่ ข้าวใหม่…อิ่มท้อง อิ่มใจ ช่วยชาวนา” ของกระทรวงพลังงาน โดยมอบข้าวใหม่ 1 ถุง ขนาดบรรจุ 500 กรัม รวมทั้งสิ้น 1 ล้านกิโลกรัม หรือ 2 ล้านถุง เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด โครงการมอบบ้านพอเพียงชนบท 2,561 หลัง โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการการพัฒนาระบบบริการการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One Day Surgery: ODS) ของกระทรวงสาธารณสุข หรือกิจกรรมจากกระทรวงมหาดไทย ที่ให้สถานธนานุบาลทั่วประเทศลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นต้น

รายละเอียดของขวัญปีใหม่เพิ่มเติม ของขวัญปีใหม่ 2561 จาก 18 กระทรวง

รับทราบแผนคมนาคมภาคเหนือ – เล็งปรับรถไฟความเร็วสูงเป็นความเร็วปานกลาง

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคเหนือของกระทรวงคมนาคม เพื่อกระจายความเจริญและการพัฒนาและเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ใน  4 ด้าน ได้แก่

  • การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางบก ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนนในพื้นที่ภาคเหนือรวมระยะทาง 25,506 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณรวมระหว่างปี 2554-2561 รวม 115,178 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของงบประมาณในการก่อสร้างถนนทั้งประเทศ เพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนเป็น 4 ช่องจราจร เช่น ทางหลวงหมายเลข 12 แม่สอด-มุกดาหาร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง, ก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองสันป่าตอง-หางดง, พัฒนาระบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ซึ่งขณะนี้ได้มีการศึกษาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก และการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้าสู่ตลาดการค้าทั้งในและนอกประเทศ
  • การพัฒนาการคมนาคมทางราง ได้แก่ การก่อสร้างรถไฟทางคู่ ในช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ซึ่งคาดว่าจะลงนามในสัญญาจ้างได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 และช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอ ครม. พิจารณาได้ในไตรมาสแรกของปี 2561, การก่อสร้างรถไฟสายใหม่ (ทางคู่) สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) โดยคาดว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาได้ในต้นปี 2561, โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยจะเริ่มดำเนินการระยะที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กิโลเมตร ทั้งหมด 7 สถานี ขณะนี้คณะทำงานฝ่ายญี่ปุ่นได้ส่งรายงานการศึกษาความเหมาะสมให้แก่ฝ่ายไทยแล้ว

ทั้งนี้ ในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นในที่ประชุมว่า เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างสูงกว่า 4 แสนล้านบาท จึงต้องพิจารณาในเรื่องของความคุ้มค่าว่าสมควรปรับจากรถไฟความเร็วสูงมาเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพราะเส้นทางดังกล่าวมิได้มีการเชื่อมโยงต่อไปยังประเทศเพื่อบ้าน ดังเช่นเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยตนคาดหวังให้เริ่มการก่อสร้างในปีหน้า อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาเงื่อนไขว่าจะเปิดแบบให้เอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) ได้หรือไม่ เพราะโครงการนี้คุยกับญี่ปุ่นว่าเป็นโครงการรัฐต่อรัฐ

  • การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร เช่น ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานแม่สอด แพร่ และเพชรบูรณ์, มีแผนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่จากเดิมรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 8 ล้านคนต่อปี รองรับเที่ยวบินได้ 24 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 20 ล้านคนต่อปี รองรับเที่ยวบินได้ 34 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ในปี 2578 และแผนสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 (บริเวณ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการดำเนินโครงการ
  • การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำ โดยกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาแม่น้ำที่สำคัญในภาคเหนือ ในช่วงระหว่างปี 2557-2561 รวมทั้งสิ้น 98 ร่องน้ำ วงเงินงบประมาณรวม 597 ล้านบาท

รับทราบแผนอนุรักษ์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบรายงานการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ในการจัดการ กำกับดูและการใช้พื้นที่ และโครงการจัดทำร่างแผนแม่บทโครองการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว โดยให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 เรื่องแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2561-2564 ในวงเงินงบประมาณ 1,115 ล้านบาท

ทั้งนี้ในการดำเนินการจะมุ่งเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) การศึกษาวิจัยด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ 2) การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถาน โดยการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติทั้ง 3 แห่ง และ 3) ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยพัฒนาเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงเมืองประวัติศาสตร์ทั้ง 3 เมือง การประดับไฟเวลากลางคืน การจัดตลาดวัฒนธรรมและการพัฒนารูปแบบสินค้าและของที่ระลึกให้มีความหลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดในเขตภาคกลาง

“จากการสำรวจในปี 2559 นักท่องเที่ยวใน จ.สุโขทัย และ จ.กำแพงเพชร มีจำนวน 1.9 ล้านคนต่อปี มีรายได้จากการท่องเที่ยว 4,559 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากการดำเนินงานโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคนต่อปี และทำให้จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

เยียวยา 3 คนสุดท้าย ผลกระทบเหมืองแม่เมาะ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิให้แก่ราษฎรในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเสนอ จากกรณีโยกย้ายประชาชนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เพื่อใช้พื้นที่สำหรับทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ มีประชาชนส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาได้แก้ไขมาเป็นระยะโดยการย้ายประชาชนไปอยู่ในที่แห่งใหม่ทั้งสิ้นกว่า 2,600 ราย 3,819 แปลง

“สำหรับที่ดินอยู่อาศัยได้ทำการออกเป็นโฉนดให้ ขณะที่ที่ดินทำกินให้เป็นที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 2,600 รายมี 3 รายที่มีปัญหา โดย 2 รายแรกที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยไปอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในรอบที่ 2 จัดที่อยู่ใหม่ ให้ค่าขนย้ายประมาณ 5 ล้านบาท และอีก 1 รายมีที่อยู่อาศัยบางส่วนไปทาบทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยให้ขยับออกมา รัฐบาลยืนยันว่าสิ่งที่มีผลกระทบกับประชาชน รัฐบาลไม่ได้ละเลยไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายน้อย และพร้อมเยียวยา” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

ต่อเวลามาตรการภาษีส่งเสริม New Startup อีก 1 ปี

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ (New Startup) ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากยังมีจำนวนผู้ประกอบการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนน้อยเกินไป โดยเรื่องนี้ ครม. เคยอนุมัติไปแล้ว ครั้งแรกเมื่อปี 2558 และขยายครั้งที่ 2 เมื่อปี 2559 ขณะนี้โครงการดังกล่าวจะหมดระยะเวลาในเดือนธันวาคม 2560 จึงจำเป็นต้องขยายต่อไปอีก 1 ปี

“เนื่องจากที่ผ่านมายังมีผู้ประกอบการ ที่ขอยื่นจดทะเบียนเป็น Startup ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายมีเพียง 92 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยไป ครม. จึงเห็นชอบให้ขยายเวลาการจดทะเบียนต่ออีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2561 และต้องได้รับการรับรองจาก สวทช. ว่าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยรายได้ร้อยละ 80 หรือราว 24 ล้านบาท ต้องมาจากการประกอบกิจการ ไม่ใช่จากการขายสินทรัพย์ และมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

ไฟเขียว SMART VISA เริ่ม ม.ค. 61

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินการ SMART VISA ให้เป็นไปในลักษณะศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ตามมติคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (บยศ.) โดยให้ศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการดำเนินงาน SMART Visa

ทั้งนี้ ในระยะแรกจะดำเนินงานด้วยระบบปฏิบัติการที่มีอยู่ในปัจจุบันไปพลางก่อน และบีโอไอจะพัฒนาระบบเพื่อรองรับการยื่นขอ SMART Visa ผ่านระบบออนไลน์ภายใน 8 เดือน นับจากวันเริ่มให้บริการ รวมทั้งบีโอไอได้กำหนดกระบวนการให้ชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย ด้วยวีซ่าประเภทอื่นๆ ซึ่งสามารถยื่นขอ SMART Visa ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมกราคม 2561

คลังจัดมาตราการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ช่วยลูกหนี้ “พิษณุโลก”

นอกจากนี้เมือวันที่ 25 ธันวาคม 2560 กระทรวงการคลังได้เปิดตัว “โครงการนำร่องเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบสำหรับผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดพิษณุโลก” โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ยังมีหนี้นอกระบบที่ต้องอาศัยการเจรจาเพื่อลดเงื่อนไขต่างๆ จะมีการนำลูกหนี้นอกระบบแต่ละรายมาเข้าสู่กลไกการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ประกอบด้วย การให้คำปรึกษาไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบ พิจารณาช่วยเหลือด้านสินเชื่อและดูแลฟื้นฟูศักยภาพการหารายได้  และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจำจังหวัด

“จากการที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงการคลังจึงได้ออกแบบกลไกการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ครบวงจร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วนรวมถึงจะมีการเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์ดำรงธรรมอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ในการขจัดหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเร่งด่วนให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยการใช้กฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมายและเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้ การสร้างให้มีคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบในทุกจังหวัด การจัดให้มีแหล่งเงินทุนทดแทนการกู้ยืมนอกระบบจากธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ตลอดจนการดูแลฟื้นฟูศักยภาพของลูกหนี้ โดยในเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะมีมาตรการดูแลเพิ่มเติมให้ผู้มีรายได้น้อยตามโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐได้รับการฝึกทักษะอาชีพและสร้างโอกาสการทำงานให้อย่างต่อเนื่องต่อไป” นายอภิศักดิ์กล่าว

อนึ่ง ที่ผ่านมาในการดำเนินโครงการ กระทรวงการคลังได้นำส่งรายชื่อผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้นอกระบบในจังหวัดพิษณุโลก จากฐานข้อมูลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ซึ่งมีจำนวน 14,883 คน และมีมูลหนี้นอกระบบรวมเป็นเงิน 880.76 ล้านบาท หรือมีมูลหนี้เฉลี่ย 59,178.67 บาทต่อคน ส่งให้กับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้ติดต่อนำลูกหนี้นอกระบบแต่ละรายมาเข้าสู่กลไกการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบต่อไป ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของจุดให้คำปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบประจำจังหวัดพิษณุโลก

อ่านมติ ครม. วันที่ 26 ธันวาคม 2560ที่นี่