วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในสภาวะ ‘Brexit’

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้เผยแพร่ Krungsri Research’s Economic Intelligence – Brexit and its implications on Thailand เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การทำประชามติของสหราชอาณาจักร สาเหตุเกิดมาจากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ความน่าจะเป็นในการออกจากสหภาพยุโรปหรือ ‘Brexit’ มีความเป็นไปได้มากขึ้น ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ความเชื่อมโยงต่อไทยที่อาจเกิดขึ้นมีมากน้อยหรือไม่ เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

วิจัยกรุงศรีได้รวบรวมผลการศึกษาจากงานวิจัยเชิงวิชาการ รวมถึงข้อมูลความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และได้นำเสนอข้อสรุปดังนี้

1. ระยะสั้น สหราชอาณาจักรอาจประสบกับสภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจจากความผันผวนทางการเงินที่เกิดขึ้น จากนั้น ผลที่เกิดจากการสูญเสียความได้เปรียบทางการค้าจะทำให้ระบบเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าในภาวะปกติถึง 3.7% ในระยะยาว 2. การส่งผ่านผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นผ่านความผันผวนในตลาดการเงินระหว่างประเทศในระยะสั้น และจากความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลงในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ระบบเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงค่อนข้างมากต่อความผันผวนของตลาดเงินตราระหว่างประเทศ นอกจากนั้น ความเชื่อมโยงทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสหราชอาณาจักรที่อยู่ในระดับไม่สูงมาก ทำให้การส่งออกไทยอาจลดลง 0.45% เพิ่มเติมจากภาวะปกติ

สิ่งชี้วัดหลายตัวสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ความเสี่ยงมีเพิ่มขึ้น’

แม้ผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจะเป็นตัวแปรหลักในสรุปผลการทำประชามติ แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนกังวลใจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสืบเนื่องมาจากผลการสำรวจโพลที่ชี้ว่าแนวโน้มผลจะออกมาในทาง Brexit มากขึ้น นอกจากนั้น อัตราต่อรองการพนันที่รวบรวมโดย University of Stirling พบว่า โอกาสของ Brexit เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (รูปที่ 1)

มีงานศึกษาอื่นที่เผยแพร่ใน VOX CEPR’s Policy Portal พบความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราต่อรอง 1% จะทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงได้ 0.2% และหากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปจริง ค่าเงินปอนด์อาจอ่อนค่าลงได้ถึง 14.8% (เทียบกับวันที่ 20 พ.ค. 2559 ขณะที่ทำการศึกษา) ในทางตรงกันข้าม ค่าเงินปอนด์ก็อาจแข็งค่าขึ้นได้ถึง 5.2% หากสหราชอาณาจักรยังคงอยู่ในยุโรปต่อไป

รูปที่ 1 ผลการสำรวจโพลและอัตราต่อรองผลการทำประชามติสหราชอาณาจักร  (ข้อมูลการสำรวจจนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2559)
รูปที่ 1 ผลการสำรวจโพลและอัตราต่อรองผลการทำประชามติสหราชอาณาจักร
(ข้อมูลการสำรวจจนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2559)

ผลกระทบต่อประเทศสหราชอาณาจักรจะเป็นอย่างไร?

งานศึกษาจาก National Institute of Economic and Social Research (NIESR) หากค่าเงินปอนด์อ่อนลง 20% เทียบกับค่าเงินเงินอื่นๆ ในตระกร้าสกุลเงิน ความผันผวนจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ค่าเงินที่อ่อน เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการตึงตัวในภาคการเงิน อาจทำให้สหราชอาณาจักรประสบกับภาวะ Stagflation (NIESR) มีการประมาณการเอาไว้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะลดลงจากที่ควรจะเป็นถึง 1% ในปี 2017

ในระยะยาว สหราชอาณาจักรอาจสูญเสียความได้เปรียบทางการค้าจาก FTA ที่มีกับกลุ่มประเทศยุโรป ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด GDP Growth อาจลดลงถึง 3.7% ในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจน้อยกว่าที่ประมาณการเอาไว้หากรูปแบบการค้าปรับเปลี่ยนมาคล้ายกับที่นอร์เวย์หรือสวิตเซอร์แลนด์มีกับกลุ่มประเทศยุโรป กล่าวคือ ยังคงมีสิทธิพิเศษทางการค้าในระดับทวิภาคีกัน

ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร
ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

Brexit จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทางการค้า และช่องทางการเงิน ในทางการค้า พบว่าสัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหราชอาณาจักรมีเพียง 1.8% ของการส่งออกรวมทั้งหมด หากนำผลการศึกษาจาก NIESR ที่ว่าการนำเข้าของสหราชอาณาจักรจะลดลงได้เฉลี่ย 25% มาร่วมวิเคราะห์ ดังนั้น ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะอยู่ในราว -0.45% นอกจากนั้น หากรวมผลจากการค้าทางอ้อม ข้อมูลยังชี้ว่า ผลกระทบก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลกระทบจากช่องทางการเงินจะเกิดจากความผันผวนของการไหลของกระแสเงินระหว่างประเทศ จากข้อมูลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนเงินสำรองต่อหนี้ต่างประเทศค่อนข้างสูง ปัจจุบัน สัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มีค่าเป็นบวกค่อนข้างมาก ดังนั้น เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานค่อนข้างดี และน่าจะยังคงผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นได้

สัดส่วนทุนสำรองต่อหนี้นอกประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัด
สัดส่วนทุนสำรองต่อหนี้นอกประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัด

ไม่ว่าผลการทำประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนจะออกมาเป็นเช่นไร ผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดขึ้นแล้ว ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนได้ส่งผลต่อความมั่นใจของคนในระบบเศรษฐกิจ และมีผลต่อเนื่องไปยังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางมากขึ้น เราคงจะประมาทไม่ได้ การทำนโยบายทางเศรษฐกิจคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป