ป.ป.ช. มติเอกฉันท์ 7:0 ชี้มูล “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ร่ำรวยผิดปกติ ชงศาลยึดทรัพย์ 346 ล้าน – อดีตอธิบดีดีเอสไอเตรียมตั้งทนายสู้

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มาภาพ: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=9357&t=news
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มาภาพ: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=9357&t=news

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 ราวเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่า จะมีการแถลงข่าวด่วนเกี่ยวกับคดีของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใน 1 ชั่วโมงเศษ

ต่อมา เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีกล่าวหาว่านายธาริตร่ำรวยผิดปกติ พร้อมด้วยนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงมติที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ 7:0 ชี้มูลความผิดนายธาริตในคดีดังกล่าว พร้อมส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดให้ยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้พิพากษาให้ทรัพย์สินของนายธาริต คู่สมรส และผู้เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 346,652,588 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

นายวรวิทย์กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีประชาชนเข้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบกรณีข้าราชการระดับสูงสร้างบ้านบนเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา รุกล้ำที่สาธารณะหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยาของนายธาริต เป็นผู้ครอบครอง ป.ป.ช. จึงตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายธาริตที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่ามีบ้านหลังดังกล่าวหรือไม่ ผลปรากฏว่าไม่พบรายการดังกล่าว จึงมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีความพยายามในการยักย้าย แปรสภาพ ซุกซ่อน ทรัพย์สินต่างๆ ป.ป.ช. จึงออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ 2 ครั้ง (เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558  และวันที่ 30 ธันวาคม 2558) รวมจำนวน 90,260,687 บาท

“ต่อมา ที่ประชุม ป.ป.ช. ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งนายธาริตก็มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่ยอมมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่เข้าใจข้อกล่าวหาของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ และอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้เปรียบเทียบรายได้ของนายธาริต และพบว่าทรัพย์สินหลายรายการไม่มีที่มาที่ไป ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่จึงมีมติชี้มูลความผิดนายธาริต ฐานร่ำรวยผิดปกติ” นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับรายการทรัพย์สินของนายธาริต คู่สมรส และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ มีมติให้ตกเป็นของแผ่นดิน มีจำนวน 20 รายการ ประกอบด้วย

  1. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในชื่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 1,254,673.52 บาท
  2. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 236,827.91 บาท
  3. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในชื่อนายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์ จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 2,010,350.03 บาท
  4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท กรรมสิทธิ์ในชื่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์
  5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28532 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี พร้อมบ้านเลขที่ 414 ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี
  6. ที่ดินโฉนดเลขที่ 8078 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 9326 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  8. ที่ดินโฉนดเลขที่ 9917 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  9. บ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น เลขที่ 444 และสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่จำนวน 5 หลัง ในชื่อ “ฟิออเร่ ปาร์ค” หมู่ที่ 11 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 8078, 9326 และ 9917 กรรมสิทธิ์ในชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  10. รถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ รุ่น E 250 เลขทะเบียน ญฉ 414 กรุงเทพมหานคร ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  11. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD เลขทะเบียน ฆฐ 515 กรุงเทพมหานคร ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์
  12. ที่ดินโฉนดเลขที่ 8139 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  13. ที่ดินโฉนดเลขที่ 71289 ต.คลองม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  14. ที่ดินโฉนดเลขที่ 69674 ต.คลองม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  15. ที่ดินโฉนดเลขที่ 9327 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  16. ที่ดินโฉนดเลขที่ 9328 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  17. ที่ดินโฉนดเลขที่ 16529 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  18. ที่ดินโฉนดเลขที่ 21038 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  19. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28765 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายสนชัย ศรีทองกุล
  20. โฉนดเลขที่ 8090 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กรรมสิทธิ์ในชื่อนายปิยฤกษ์ อรรถกานต์รัตน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติชี้มูลความผิดนายธาริต มีกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 2 คน ที่ไม่ได้ร่วมลงมติด้วย ประกอบด้วยนางสุวณา สุวรรณจูฑะ ที่ติดภารกิจ และ พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง ที่ขอไม่เข้าร่วมประชุม เนื่องจากมีนามสกุลเดียวกับทนายความของนายธาริต เกรงว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสีย

“ธาริต” โต้อนุ ป.ป.ช. รวมทรัพย์สินผิดหลักบัญชี เตรียมตั้งทนายความสู้คดี

หลังจากทราบผลการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ในคดีกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ นายธาริตก็ได้ส่งคำชี้แจงมาให้กับสื่อมวลชนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ มีข้อความดังนี้

ข้อ 1 อนุกรรมการไต่สวนฯ ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อข้าพเจ้าถึง 2 ครั้ง ทั้งนี้ อนุกรรมการได้นำเอาเงินฝากหมุนเวียน ผ่านบัญชีของข้าพเจ้าและภรรยา ที่เปิดไว้กับธนาคารต่างๆ ซึ่งเป็นการฝากและใช้จ่ายตามปกติทุกรายการที่ปรากฏในบัญชีธนาคาร ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ (พ.ศ. 2552-2557) และย้อนหลังไปก่อนดำรงตำแหน่งหลายปีบวกทบๆ กัน โดยไม่ได้พิจารณาว่าเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเป็นการคิดคำนวณที่ไม่เป็นตามหลักบัญชี รวมทั้งทรัพย์สินอื่นมาบวกรวมกันให้เห็นว่า ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินที่มากเกินความเป็นจริง แล้วกล่าวหาข้าพเจ้าว่าร่ำรวยผิดปกติ ทั้งทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็ไม่มีอยู่จริงและทุกรายการก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การมีหรือได้มาซึ่งทรัพย์สินตามที่กล่าวหานั้น เป็นการไม่ชอบหรือไม่มีเหตุอันควร หรือมีพฤติการณ์ที่ร่ำรวยผิดปกติอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น บัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง ภรรยาของข้าพเจ้าใช้ฝากเงิน เพื่อหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 6 ล้านบาท ตลอดเวลา 5 ปี ที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่ง ย่อมมีการถอนออกแล้วฝากเข้าเป็นปกติของการซื้อขายหุ้น แต่อนุกรรมการ ป.ป.ช. ใช้วิธีนำเอาเฉพาะรายการฝากทุกๆ ครั้งบวกทบๆ กัน จึงทำให้ยอดบัญชีสูงถึง 86 ล้านบาท ทั้งที่ตัวเงินจริงมีเพียง 6 ล้านบาทที่หมุนเวียน เป็นต้น

การกล่าวหาว่าข้าพเจ้าร่ำรวยผิดปกติ จึงมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้เข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี และไม่อยู่ในวิสัยที่วิญญูชนจะสามารถจดจำนำหลักฐานมาชี้แจงข้อกล่าวหาได้ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบตามข้อ 37 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 47 และมาตรา 125

ประการสำคัญ อนุกรรมการ ป.ป.ช. ใช้วิธีคิดคำนวณรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนเฉพาะการรับราชการของข้าพเจ้าและภรรยาเท่านั้น ไม่ได้ตรวจสอบถึงรายได้จากการทำธุรกิจ เช่น การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การซื้อขายที่ดิน และการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ทองคำ และอัญมณี ซึ่งในปัจจุบันการมีรายได้จากธุรกิจต่างๆ ของข้าราชการเป็นเรื่องปกติ ที่กระทำได้โดยชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์ใดๆ เลยที่แสดงว่า ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินเหล่านั้น หรือได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือโดยไม่ถูกต้อง

ข้อ 2 ข้าพเจ้าขอตั้งคำถามต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังต่อไปนี้

(1) วิธีคิดคำนวณทรัพย์สินของข้าพเจ้าเป็นไปตามหลักการทางบัญชีที่คนปกติเขาใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันหรือไม่

(2) การปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

(3) ได้ปฏิบัติกับข้าพเจ้าเท่าเทียมกับปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ หรือไม่

ข้อ 3 ข้าพเจ้าจะได้แต่งตั้งทนายความขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลยุติธรรมต่อไป และหากในที่สุดศาลตัดสินว่า ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำผิดตามที่ ป.ป.ช. มีมติแล้ว ถึงตอนนั้น ป.ป.ช. จะรับผิดชอบต่อความไม่เป็นธรรมที่ได้กระทำกับข้าพเจ้าหรือไม่ อย่างไร