บล.ภัทรเปิดตัว “Phatra Egde” ตัวช่วยบริหารความมั่งคั่ง เจาะคนรุ่นใหม่รายได้สูง มีความรู้การลงทุน

Phatra Edge กุลนันท์ ซานไทโว
นางกุลนันท์ ซานไทโว (กลาง) กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 นางกุลนันท์ ซานไทโว กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร แถลงข่าวเปิดตัวการให้บริการใหม่ “Phatra Edge” ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าในธุรกิจการจัดการความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management ไปสู่กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งขนาดกลาง ตั้งแต่ 2-30 ล้านบาท (Mass Affluent) โดยอาศัยเทคโนโลยีในปัจจุบันและประสบการณ์กว่า 15 ปีที่ภัทรเคยให้บริการลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงมากกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไป หรือ High Net Worth เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่

นางกุลนันท์อธิบายต่อว่า บริการนี้เกิดจากภาพรวมของตลาดการเงินและเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีศักยภาพมากขึ้นและภัทรมีช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งปัจจุบันอาจจะไม่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง โดยจากการศึกษาของ Datamonitor ระบุว่า ทรัพย์สินจำนวนทั้งหมดในโลกถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1) บุคคลที่มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.2% ของประชากรโลก ถือครองทรัพย์สินรวมกัน ประมาณ 34% 2) บุคคลที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 2–30 ล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 7.8% ของประชากรโลก โดยมีทรัพย์สินภายในการครอบครองราว 53% และ 3) บุคคลที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า 2 ล้านบาท มีจำนวน 92% ของประชากรทั้งหมด แต่มีทรัพย์สินในการครอบครองราว 13%

ขณะเดียวกัน เมื่อเจาะลงไปถึงพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ในการลงทุน โดยเฉพาะในการลงทุนในกองทุนที่หลากหลาย โดยมีเงินเริ่มต้นลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท มักจะหาข้อมูลข่าวสารและตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเองผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมดังกล่าวของคนกลุ่มนี้ยังพบว่ามีข้อจำกัดอีกหลายประการ เช่น ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารตลอดเวลา หรือได้รับข้อมูลมากเกินไปจนรู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้ลงทุน ไม่มีแผนการบริหารการจัดการเงิน รู้สึกวุ่นวายกับการจัดสรรการลงทุนต่างๆ ขาดความมั่นใจแม้จะมีความรู้ในการลงทุน

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบว่าคนกลุ่มนี้ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเงินหลายมิติ เช่น 72% ให้ความสำคัญกับการติดตามค่าใช้จ่ายและรายได้ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ, 67% ให้ความสำคัญกับเรื่องการออมเพื่อการเกษียณ และ 63% ให้ความสำคัญกับสมดุลของการใช้จ่ายเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ประเด็นข้อกังวลทางการเงิน 76% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล, 67% กังวลเกี่ยวกับการมีเงินเกษียณเพียงพอตลอดชีวิต และ 58% กังวลเรื่องการจะมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมก่อนเกษียณ

“จากขนาดและพฤติกรรมของกลุ่มคนประเภทที่สองนี้ เราจึงเล็งเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้และตอบสนองด้วยการนำความรู้และประสบการณ์เรื่องการบริหารความมั่งคั่งมาประกอบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยให้บริการ ซึ่งเราจะไม่ได้ไปบริการถึงที่แบบคนกลุ่มแรก เนื่องจากจำนวนที่เยอะขึ้นมากของคนกลุ่มที่สอง ในไทยรวมแล้วประมาณ 3-5 แสนคน เป็นของภัทรที่ให้บริการมาประมาณ 2 ปี ประมาณ 6,000 ราย มูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 1 หมื่นล้าน ซึ่งถูกส่งมาจากธนาคารเกียรตินาคินในเครือเดียวกัน ขณะที่กลุ่มแรกที่ภัทรให้บริการแค่หลัก 1,000 รายเท่านั้น เราจึงไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปหาได้แบบนั้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีสร้าง platform ขึ้นมาให้สามารถบริการกลุ่มลูกค้านี้ได้อย่างทั่วถึงแทน เนื่องจากคนกลุ่มนี้ก็มีความรู้ทางการเงินและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีพวกนี้อยู่แล้วระดับหนึ่ง ส่วนเป้าหมาย 3 ปี เราอยากจะเห็นมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท ลูกค้าประมาณ 10,000 ราย”

Phatra Edge

โดยรูปแบบของการให้บริการจะเริ่มต้นจากการทำแบบสอบถามผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ที่ปรึกษาทางการเงินทราบถึงข้อมูลทางการเงินเบื้องต้นต่างๆ ตัวอย่างเช่น เป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ ระยะเวลาที่จะลงทุน ฯลฯ ก่อนจะนัดพบที่ปรึกษาทางการเงินที่สาขาของธนาคารเกียรตินาคิน 65 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเริ่มต้นวางแผนทางการเงินขั้นแรก หลังจากนั้นนักลงทุนจะสามารถติดตามและบริหารการลงทุนของตนเองได้ผ่านระบบออนไลน์ทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผลิตภัณฑ์อย่างอิสระและหลากหลาย การติดตามการลงทุนผ่านระบบ One-Report ที่จะแสดงภาพรวมการลงทุนทั้งหมดตามแผนการลงทุน ติดตามข่าวสารจากนักวิเคราะห์ด้วยบทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพและเป็นกลางผ่านระบบ Message Center นอกจากนี้ ยังสามารถปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินได้เพิ่มเติมกรณีที่ต้องการปรับแผนการลงทุนผ่านทางโทรศัพท์หรือนัดหมายแบบส่วนตัว

ขณะที่ประเด็นของแนวโน้มการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการเงิน นางกุลนันท์กล่าวว่า ในส่วนของภัทรยังเป็นเครื่องมือหรือองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็มให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น แต่จุดแข็งและจุดยืนของภัทรหลักๆ ยังคงเป็นเรื่องของความรู้และการให้คำปรึกษาตามความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ที่มีอยู่ ส่วนในอนาคตอาจจะต้องไปในทิศทางนี้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาตลาดการเงินเองได้พัฒนามาเรื่อยๆ โดยตลอดอยู่แล้ว นอกจากนี้ การจะไปสู่เทคโนโลยีอีกระดับที่มากกว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เร็ว เข้าถึงได้ และสะดวก ยังต้องคำนึงถึงประเด็นความรู้ทางการเงินของคนไทยด้วยว่า เข้าใจการลงทุน เข้าใจผลิตภัณฑ์ต่างๆ แค่ไหน ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน