สำรวจ 9 โรงเรียนกวดวิชาดัง รายได้ขั้นต่ำเกือบ 20 ล้านบาทต่อเทอม

ไทยพับลิก้าสำรวจ 9 โรงเรียนกวดวิชาที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย พบโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่เน้นการสอนผ่านคอมพิวเตอร์มากกว่าการสอนสดหรือคอร์สดีวีดี ทั้งนี้ จากการสำรวจประมาณการณ์รายได้ของโรงเรียนทั้ง 9 แห่ง โดยคำนวณจากจำนวนคอร์สที่เปิดสอนทั้งหมดคูณด้วยราคาคอร์ส และคูณจำนวนผู้เรียนจากสมมติฐานโดยกำหนดให้แต่ละคอร์สมีผู้เรียน 30 คน พบว่า โรงเรียนกวดวิชากลุ่มนี้มีรายได้ประมาณ 20 ล้านบาทต่อเทอม เป็นอย่างต่ำ

 

หลังจากที่สำนักข่าวไทยพับลิก้านำเสนอข่าวการจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา และสำรวจ 9 โรงเรียนกวดวิชาที่มีสาขามากที่สุดของไทยในตอนที่แล้ว ครั้งนี้ไทยพับลิก้าได้สำรวจรายได้เบื้องต้นของโรงเรียนกวดวิชาทั้ง 9 แห่ง ที่มีมากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ คือ นวศึกษาหรือ JIA 43 สาขา, Enconcept 35 สาขา, ดาวองก์ 34 สาขา, เดอะเบรน 33 สาขา, รัชดาวิทยา (RAC) 30 สาขา, วรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊) 27 สาขา, เดอะติวเตอร์ (พลัส) 26 สาขา, แอพพลายด์ฟิสิกส์ 26 สาขา และครูสมศรี 21 สาขา โดยคำนวนจากจำนวนคอร์สกวดวิชาที่ปรากฏในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่คือคอร์สเรียนที่จะเปิดสอนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนและภาคเรียนที่ 1/2558

สำหรับการคำนวณรายได้ของโรงเรียนกวดวิชาในข่าวชิ้นนี้ จะคำนวณจากจำนวนคอร์สที่เปิดเรียนทั้งหมดในทุกสาขาคูณด้วยค่าเรียนต่อคอร์ส ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เท่ากับรายได้ขั้นต่ำที่สุดในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ในทุกสาขาที่เปิดสอน หลังจากนั้นจะคูณด้วย 30 ซึ่งเป็นสมมติฐานที่คาดว่าจะมีผู้เรียนต่อคอร์ส เพื่อคาดการณ์รายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทั้ง 9 แห่ง (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

9 โรงเรียนกวดวิชาดัง

โรงเรียนกวดวิชานวศึกษา หรือ JIA ซึ่งเปลี่ยนแบรนด์ใหม่เป็นสถาบันเคพีเอ็นสมาร์ทนั้น ไทยพับลิก้าได้สำรวจคอร์สเรียนช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน 2557 และเปิดภาคเรียนที่ 1/2558 พบว่ามีวิชาเรียนที่เปิดสอน ทั้งหมด 16 กลุ่ม รวม 369 ประเภทวิชา ซึ่งสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ ฯลฯ รวมแล้วมีจำนวนคอร์สทั้งหมด 688 คอร์ส คิดเป็นรายได้ขั้นต่ำในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ประมาณ 45,466,910 บาท

ดังนั้น เมื่อนำรายได้ขั้นต่ำข้างต้นคูณด้วยจำนวนสมมติฐานว่ามีนักเรียน 30 คนต่อคอร์ส จะทำให้เคพีเอ็นสมาร์ทมีรายได้ขั้นต่ำบนสมมติฐานเท่ากับ 900 ล้านบาทในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน 2557 และเปิดภาคเรียนที่ 1/2558

ทั้งนี้ JIA เป็นโรงเรียนกวดวิชาที่มีรูปแบบการสอนแบบเดียว คือ เรียนผ่านคอมพิวเตอร์ ณ สถาบันตามสาขาต่างๆ ในระบบ “J Bloc” ซึ่งเป็นระบบการเรียนที่สถาบันกล่าวว่า “เป็นระบบการเรียนแบบอิสระ ทันสมัย ตรงใจวัยทีน ให้บริการด้านการเรียนการสอนแบบ E-Learning เข้าถึงเนื้อหาได้รวดเร็วทันใจ ผ่านระบบดีวีดีบนคอมพิวเตอร์ 1 คน ต่อ 1 เครื่อง เสมือนนั่งเรียนกับอาจารย์แบบตัวต่อตัว ช่วยเพิ่มคะแนนสอบในทุกระดับชั้นเรียน รวมถึงพิชิตทุกสนามสอบแบบฉลุย” ทำให้ผู้เรียนสามารถกำหนดว่าจะมาเรียนเมื่อใด โดยเนื้อหาการสอนจะนำมาจากสถาบันต่างๆ ในวิชาที่หลากหลายซึ่งเป็นกลุ่มภาคีเดียวกัน ส่วนผู้เรียนคนใดที่ต้องการเรียนคอร์สสดหรือดีวีดีต้องไปเรียนที่สถาบันเจ้าของวิชานั้นๆ เองโดยตรง

สำหรับเดอะเบรน มีการเรียน 2 ระบบ คือ we can ซึ่งเป็นการเรียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ we live ซึ่งเป็นคอร์สสอนสด ซึ่งจากการคำนวณรายได้ขั้นต่ำของคอร์สเรียนประเภท we can ที่กำหนดใช้ในช่วง 23 ตุลาคม 2557 – 17 กุมภาพันธ์ 2558 พบว่าประกอบด้วย 5 กลุ่มวิชา คือ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และสอบเข้ามหาวิยาลัย ซึ่งรวมแล้วเปิดสอนทั้งหมด 156 วิชา ในทั้ง 33 สาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น จึงมีรายได้ขั้นต่ำจากการสอนระบบ we can ในช่วงเวลาดังกล่าวประมาณ 11,361,900 บาท ในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

ส่วนระบบ we live จากการสำรวจคอร์สที่เปิดสอนช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน 2558 พบว่า เปิดสอนสดที่สาขางามวงศ์วานทั้งหมด 20 วิชา ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเปิดสอนที่สาขาเชียงใหม่ 2 วิชา ซึ่งรวมแล้วมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 47,700 บาท ในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

ดังนั้น หากคูณจำนวนผู้เรียนบนสมมติฐาน 30 คนต่อคอร์สจะทำให้เดอะเบรนมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 41 ล้านบาทในช่วงเวลาเวลาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เดอะเบรนเป็นโรงเรียนสอนกวดวิชาที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเปิดสอนกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์มากที่สุด โดยมีโฆษณาสถาบันในโบรชัวร์ว่า “เป็นสถาบันกวดวิชาคณิตฯ-วิทย์ อันดับหนึ่งของประเทศ”

ด้านโรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ หรือเคมี อ.อุ๊ เปิดสอนเฉพาะวิชาเคมีในระดับมัธยมปลายเท่านั้น ซึ่งมีรูปแบบการเรียน 2 ระบบ คือ คอร์สสดหรือดีวีดี และเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ แต่จะเน้นการสอนคอร์สสดและดีวีดีเป็นหลัก และจะมีรายได้สูงสุดสำหรับการสอนในช่วงปิดเทอม ซึ่งจากการสำรวจคอร์สเรียนภาคการเรียนที่ 2/2557 และคอร์สปิดภาคเรียนฤดูร้อน พบว่า จำนวนวิชาที่เปิดสอนสดและดีวีดีในแต่ละภาคเรียนมีทั้งหมด 21 วิชา แต่ในช่วงภาคเรียนที่ 2 จะเปิดสอนจำนวน 556 คอร์ส ในขณะที่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเปิดสอนมากถึง 1,730 คอร์ส ซึ่งรายได้ขั้นต่ำเฉพาะคอร์สสดและดีวีดีใน 2 ภาคเรียนนี้รวมประมาณ 4.7 ล้านบาทในกรณีที่มีผู้เรียน 1 คนต่อคอร์ส

นอกจากนี้ ยังมีการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งเปิดสอนทั้งหมด 25 วิชา ใน 27 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 2.1 ล้านบาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ดังนั้นจึงมีรายได้ขั้นต่ำจากการเปิดสอนในช่วงภาคเรียนที่ 2/2557 และปิดภาคเรียนฤดูร้อน รวมกัน 6,835,600 บาทในกรณีที่เรียนคอร์สละ 1 คน

แต่เมื่อคูณจำนวนผู้เรียนจำนวน 30 คนต่อคอร์สบนสมมติฐานที่ตั้งไว้ พบว่า วรรณสรณ์มีรายได้รวม 2 เทอม อยู่ที่กว่า 200 ล้านบาท

โรงเรียนกวดวิชาเดอะติวเตอร์แบ่งเป็น 2 แบรนด์รวมกัน โดยเดอะติวเตอร์คือกลุ่มสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะสอนทั้งคอร์สสดและดีวีดี และมีเรียนผ่านคอมพิวเตอร์บ้างในบางวิชา ส่วนเดอะติวเตอร์พลัสนั้นเป็นกลุ่มสาขาในต่างจังหวัดที่เรียนเฉพาะดีวีดีเท่านั้น

สำหรับสถาบันนี้เปิดสอนครบในทุกวิชาหลักตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้นจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ ซึ่งมีทั้งคอร์สสด คอร์สดีวีดี และเรียนผ่านคอมพิวเตอร์

จากการสำรวจคอร์สเรียนที่เปิดสอนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน 2557 และเปิดภาคเรียนที่ 1/2558 พบว่า รายได้จากการสอนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมากกว่ารายได้จากการสอนในต่างจังหวัด และรายได้จากช่วงเปิดเทอมจะมากกว่าช่วงปิดเทอม โดยเดอะติวเตอร์ช่วงปิดเทอมเปิดสอนทั้งหมด 55 วิชา รวม 327 คอร์ส มีรายได้ประมาณ 1.5 ล้านบาท ส่วนช่วงเปิดเทอมเปิดสอน 74 วิชารวม 519 คอร์ส ส่วนติวเตอร์พลัสเปิดสอน 11 วิชา รวม 125 คอร์ส

ดังนั้นจึงมีรายได้ขั้นต่ำรวมประมาณ 2,614,610 บาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน แต่เมื่อคูณจำนวนผู้เรียน 30 คน ตามสมมติฐานแล้วพบว่ามีรายได้กว่า 78 ล้านบาท

ด้านโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษครูสมศรี เปิดสอนเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีการเรียนทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ สอนสด ดีวีดี และเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งจากการสำรวจคอร์สเรียนที่เปิดสอนสดและดีวีดีในภาคการเรียนที่ 2/2558 พบว่า มีวิชาที่เปิดสอนทั้งหมด 16 วิชา รวม 236 คอร์ส คิดเป็นรายได้ขั้นต่ำประมาณ 658,300 บาท กรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

ส่วนการสอนผ่านคอมพิวเตอร์นั้น มีจำนวน 16 วิชา รวม 320 คอร์ส คิดเป็นรายได้ขั้นต่ำที่ประมาณ 1 ล้านบาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ทั้งนี้ ทางสถาบันจะกำหนดระยะเวลาเรียนคอร์สเรียนผ่านคอมพิวเตอร์นี้ไว้ 5 เดือนหลังจากลงทะเบียน ซึ่งผู้เรียนสามารถกำหนดตารางเรียนได้เอง

รวมแล้วโรงเรียนกวดวิชาครูสมศรีมีรายได้ขั้นต่ำเฉพาะภาคการเรียนเดียวประมาณ 1,648,300 บาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ดังนั้นเมื่อคูณจำนวนผู้เรียนตามสมมติฐานที่ 30 คน จะพบว่าครูสมศรีมีรายได้กว่า 48 ล้านบาทเฉพาะช่วงเทอม 2 ที่ผ่านมา

สำหรับโรงเรียนกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์นั้น เปิดสอนเฉพาะวิชาฟิสิกส์ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย แบ่งเป็นการเรียนแบบคอร์สสด คอร์สดีวีดี และการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ การเรียนผ่านคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบ iSLS หรือ Self Learning System ซึ่งมีเฉพาะที่สาขา พญาไท งามวงศ์วาน และวงเวียนใหญ่ และการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย Aurum ของ Pure Chem Center เคมี อ.อุ๊ ที่สาขาวิสุทธิกษัตริย์ บางกะปิ ศรีนครินทร์ และต่างจังหวัดอีก 21 สาขา

โดยจากการสำรวจคอร์สเรียนที่เปิดสอนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน 2557 และภาคการเรียนที่ 1/2558 พบว่า เปิดสอนมีคอร์สดและดีวีดีน้อยมาก โดยเปิดสอนเฉพาะสาขาพญาไทเท่านั้น ซึ่งในช่วงปิดเทอมเปิดสอนทั้งหมด 6 วิชา ส่วนช่วงเปิดเทอม 1/2558 เปิดสอนเพียง 3 วิชา ส่วนที่เหลือจะเปิดสอนผ่านคอมพิวเตอร์รวม 28 วิชา

รวมแล้วแอพพลายด์ฟิสิกส์มีรายได้จากการเรียนทั้ง 4 รูปแบบจากทั้ง 2 ภาคการศึกษาที่ประมาณ 1,669,960 บาทในกรณีมีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ดังนั้น เมื่อคูณด้วยจำนวนผู้เรียนตามสมติฐานที่ 30 คนแล้วจะพบว่า แอพพลายด์ฟิสิกส์มีรายได้ขั้นต่ำตามสมติฐานถึงกว่า 48 ล้านบาท

ด้านโรงเรียนกวดวิชาดาวองก์ เปิดสอนเฉพาะวิชาภาษาไทยและสังคมในระดับมัธยมปลาย ซึ่งจากการสำรวจคอร์สที่เปิดสอนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนและภาคการเรียนที่ 1/2558 พบว่า เปิดสอนคอร์สสดและดีวีดีช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเปิดสอนทั้งหมด 7 วิชารวม 130 คอร์ส คิดเป็นรายได้ 5.5 แสนบาท ส่วนภาคการเรียนที่ 1 เปิดสอน 8 วิชารวม 259 คอร์ส คิดเป็นรายได้ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วดาวองก์จะมีรายได้ประมาณ 1,635,800 บาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

นอกจากนี้ ดาวองก์ยังมีเปิดสอนผ่านคอมพิวเตอร์ด้วย โดย 2 ภาคการเรียนที่ผ่านมาเปิดสอนรวม 3 วิชา รวม 3 คอร์ส ในวิชาภาษาไทยเทอม 1 + สังคมวิทยา, ภาษาไทยเทอม 1 + การเมืองและกฎหมาย และประวัติศาสตร์ ซึ่งมีรายได้ที่ 10,100 บาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

ดังนั้น เมื่อนำรายได้ขั้นต่ำจากข้างต้นมาคูณด้วยจำนวนผู้เรียนตามสมมติฐานที่ 30 คนแล้ว จะทำให้ดาวองก์มีรายได้กว่า 48 ล้านบาทต่อ 2 ภาคการศึกษา

ด้าน Enconcept นั้น เป็นโรงเรียนกวดวิชาที่สอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถมปลายจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย และยังเปิดสอนภาษาอังกฤษวัยทำงานด้วย เช่น การสอบ TOEFL นอกจากนี้ยังได้ขยายฐานการเรียนสู่วิชาภาษาไทยและสังคมในระบบการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์แบบ [email protected] ด้วย

ระบบการเรียนของ Enconcept แบ่งเป็นการสอนสดที่สถาบัน และ [email protected] ซึ่งเป็นการเรียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งจากการสำรวจคอร์สที่เปิดสอนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนและเปิดภาคการเรียนที่ 1/2558 พบว่า ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเปิดสอนสดจำนวน 8 วิชารวม 11 คอร์ส ส่วนช่วงเปิดภาคการเรียนที่ 1/2558 เปิดสอน 14 วิชารวม 20 คอร์ส ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นรายได้ประมาณ 1.6 แสนบาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน ส่วนที่เหลือจะเรียนผ่านระบบ [email protected] ซึ่งเปิดสอน 68 วิชารวม 76 คอร์ส คิดเป็นรายได้ประมาณ 5.2 แสนบาทในกรณีมีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน

ดังนั้น รวมแล้ว Enconcept มีรายได้ประมาณ 6.8 แสนบาทในกรณีที่มีผู้เรียนคอร์สละ 1 คน แต่หากคูณด้วยผู้เรียนจำนวน 30 คนตามสมมติฐานจะพบว่า Enconcept มีรายได้ประมาณ 20 ล้านบาท

ทั้งนี้ ระบบการเรียนแบบ [email protected] เป็นการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตส่วนตัว ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน เวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาเรียนที่สถาบันในสาขาต่างๆ เพียงแค่ใช้รหัสล็อกอินที่ลงทะเบียนเรียนไว้ก็สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นจึงเป็นระบบการเรียนรับผู้เรียนได้ไม่จำกัดจำนวน จึงยากที่จะประเมินว่ารายได้ขั้นต่ำที่แท้จริงของ Enconcept คือเท่าไหร่

สุดท้ายคือโรงเรียนกวดวิชารัชดาวิทยา หรือ RAC นั้น เป็นระบบการเรียนแบบเหมาจ่ายราคา 49,000 บาทต่อคอร์ส ซึ่งต้องเรียนยาวประมาณ 26 เดือน โดยเริ่มเรียนประมาณชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 เรื่อยไปจนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตามตารางที่สถาบันกำหนดดังนั้นเมื่อคำนวณจากจำนวนสาขาที่มีอยู่ 30 สาขา จะทำให้ RAC มีรายได้ขั้นต่ำที่ 1,470,000 บาทต่อเทอมในกรณีที่ผู้เรียนสาขาละ 1 คน ซึ่งเมื่อคูณจำนวนผู้เรียนตามสมมติฐานที่ 30 แล้ว ก็จะทำให้ RAC มีรายได้มากถึง 44.1 ล้านบาทต่อเทอม

สำหรับการเรียนของ RAC เรียกว่า หลักสูตร G-Student ซึ่งทางสถาบันโฆษณาว่า “เป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง พร้อมระบบการดูแลแบบรายบุคคล ที่จะช่วยน้องให้ไม่เพียงแค่สอบติดมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝัน แต่ยังได้เรียนในคณะที่เหมาะสมกับศักยภาพ ความชอบ ความถนัดของตัวเอง ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ข่าวสารโครงการรับตรง ทุนการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ และลดเวลาที่จะต้องสูญเสียไปกับการติวในวิชาที่ไม่จำเป็น โดยรับรองผลว่านักเรียนทุกคนในหลักสูตรสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หากสอบไม่ติดคืนเงินร้อยละ 50 ของค่าสมัคร”

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้อาจมีรายได้มากกว่านี้หลายเท่าตัวเนื่องจากเป็นสถาบันกวดวิชายอดนิยมของคนไทย ที่นักเรียนแทบจะทุกคนเคยเรียนในสถาบันเหล่านี้อย่างน้อย 1 แห่ง