พนักงานสลากกินแบ่งถูกกินรวบ สรรพากรเตรียมเก็บภาษีย้อนหลังต้องจ่าย 204,000 บาทต่อคน – มูลนิธิฯ 50 ล้านบาท

ต่อกรณีที่นายชัยวัฒน์ พสกภักดี ประธานมูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าว่า วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ขึ้นมาก็เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างที่ส่วนราชการทั่วไปทำไม่ได้ โดยมูลนิธิแห่งนี้เข้าไปรับโควตาสลากกว่า 9 ล้านฉบับจากสำนักงานสลากฯ เพื่อนำมาจัดสรรต่อให้ตัวแทนจำหน่าย, ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว ตามรายชื่อที่อยู่ในใบสั่งนักการเมือง ทั้งนี้ มูลนิธิสำนักงานสลากฯ จะมีรายได้จากการจัดสรรสลากคู่ละ 1.60 บาท คิดเป็นเงิน 7 ล้านบาท/งวด หรือเดือนละ 14 ล้านบาท

จากนั้น มูลนิธิสำนักงานสลากฯ นำรายได้จากการขายสลากเดือนละ 7 ล้านบาท ส่งให้สำนักงานสลากฯ จัดสรรเป็นเงินเดือนพนักงานสลาก, ลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างของบริษัท (Outsource) ทั้งสำนักงานสลากฯ ทุกๆ วันที่ 15 ของเดือน ส่วนที่เหลืออีก 7 ล้านบาท โอนให้สำนักงานสลากฯ นำไปใช้จ่ายในรายการเบิกไม่ได้

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวกับผู้สื่อข่าว กรณีมูลนิธิสำนักงานสลากฯ นำรายได้จ่ายเป็นเงินเดือนให้พนักงานสลากเป็นประจำทุกเดือน โดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรว่าปัจจุบันกรมสรรพากรจำแนกประเภทมูลนิธิ-สมาคมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 มูลนิธิ-สมาคมทั่วไป กลุ่มนี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเหมือนบริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลทั่วไป โดยผู้ที่บริจาคเงินให้กับมูลนิธิ-สมาคมกลุ่มนี้นำยอดเงินบริจาคหักลดหย่อนภาษีไม่ได้ และกลุ่มที่ 2 มูลนิธิ-สมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษีทุกประเภท ตามรายชื่อมูลนิธิ-สมาคมที่ประกาศบนเว็บไซด์กรมสรรพากร ผู้ที่บริจาคเงินหรือสิ่งของให้มูลนิธิ-สมาคมกลุ่มนี้ สามารถนำยอดเงินหรือสิ่งของที่บริจาค มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ส่วนกรณีบริษัท นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ สำหรับมูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ในกลุ่มที่ 1 จึงไม่มีรายชื่ออยู่ในประกาศกรมสรรพากร มูลนิธิสำนักงานสลากฯ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับกรมสรรพากรเสมือนกิจการทั่วไป

หากมูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรรพากร ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ตัวมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ต้องจ่ายเงินเพิ่มรายเดือนให้กับกรมสรรพากร 1.5% ของค่าภาษีส่วนที่ไม่ได้หักนำส่งกรมสรรพากร นับตั้งแต่วันที่เริ่มจ่ายเงินเดือนพนักงานสลาก ส่วนพนักงานสลาก (ผู้รับเงิน) หากไม่นำรายได้ดังกล่าวมายื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มรายเดือน 1.5% พร้อมกับชำระค่าภาษีด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่า กรณีมูลนิธิสำนักงานสลากฯ นำรายได้จากการจัดสรรสลากเดือนละ 14 ล้านบาท ไปจ่ายเป็นเงินเดือนพนักงานสลากและค่าจ้างบริษัทเอาท์ซอร์ส รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน มูลนิธิสำนักงานสลากฯ หรือผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% นำส่งกรมสรรพากรเดือนละ 420,000 บาท หรือปีละ 5.04 ล้านบาท หากมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรมา 10 ปี ตามประมวลรัษฎากรให้อำนาจกรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บเงินเพิ่มรายเดือนได้ไม่เกิน 50.4 ล้านบาท

ส่วนกรณีพนักงานสลากรับเงินจากมูลนิธิสำนักงานสลากฯ เดือนละ 8,500 บาท หรือปีละ 102,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า คาดว่าพนักงานสลากส่วนใหญ่เสียภาษีเงินได้ที่อัตรา 10% คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระ 10,200 บาท/ปี หาก 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยนำเงินเดือนที่ได้รับจากมูลนิธิสำนักงานสลากฯนำมายื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลย พนักงานสลากต้องจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรย้อนหลังรายละ 102,000 บาท บวกเงินเพิ่มรายเดือนอีก 1.5% ของยอดภาษีที่ค้างชำระ (ทั้งนี้เก็บเงินเพิ่มรายเดือนได้ไม่เกิน 102,000 บาท)รวมค่าภาษีที่พนักงานสลากต้องจ่ายให้กับกรมสรรพากรย้อนหลังคนละ 204,000 บาท

นายประสงค์กล่าวต่อว่า สำหรับมูลนิธิ-สมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษี ตามระเบียบกรมสรรพากร มูลนิธิ-สมาคมกลุ่มนี้ต้องส่งรายงานผลการดำเนินงาน งบดุล บัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้กรมสรรพากรตรวจสอบภายใน 150 วัน โดยเจ้าหน้าที่สรรพากรจะทำการตรวจสอบว่ามูลนิธิ-สมาคมกลุ่มนี้ นำเงินบริจาคมาใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมสาธารณะกุศลอย่างน้อย 65% ของยอดเงินที่รับบริจาคหรือไม่ ปรากฏว่ามีมูลนิธิ-สมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษีหลายรายไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกรมสรรพากร บางกรณีผู้ก่อตั้งมูลนิธิ-สมาคม เสียชีวิต จึงไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ-สมาคม ขณะนี้กรมสรรพากรกำลังรวบรวมรายชื่อส่งให้นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามในประกาศเพิกถอนออกจากรายชื่อมูลนิธิ-สมาคมที่ได้รับยกเว้นภาษี

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นเดียวกันนี้ นายสมหมาย ตอบว่า “ตอนนี้ผมคงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว เพราะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมกับ พล.ต. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ท่านเข้ามารับงานนี้ไปแล้ว ผมมีภารกิจอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย แต่จริงๆ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่สำนักงานสลากฯ จัดตั้งมูลนิธิสำนักงานสลากฯ ขึ้นมา โอนโควตาสลากมาแขวนเอาไว้เพื่อนำไปจัดสรรต่อตามคำสั่งของนักการเมือง ซึ่งรวมทั้งอดีตผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังและสำนักงานสลากฯ ในอดีตด้วย ช่วงที่ผมดำรงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล แต่ผมไม่เคยเดินทางตรวจเยี่ยมสำนักงานสลากฯ และไม่เคยได้รับเงินใครแม้แต่บาทเดียว”