ครม.ประชุมร่วม คสช. ถกร่างรัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. – “ประยุทธ์” ยันคาร์บอมบ์สมุยไม่กระทบโรดแมป – ออกมาตรการภาษีกระตุ้นเขต ศก. พิเศษ

ครม.-คสช.นัดถกให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ 19 พ.ค.นี้ “พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยันคาร์บอมบ์สมุยไม่สะเทือนโรดแมป ปัดย้ายข้าราชการระดับสูง ศธ. เพราะทุจริต แค่ให้เกิดความเหมาะสมในการปฏิรูป ด้าน ครม. ออกมาตรการภาษีกระตุ้นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ่วงไฟเขียวร่าง กม. ควบคุมขอทาน

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/government-th1/item/91352-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5.html
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าในการโยกย้ายข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ภายหลังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 6/2558 และ 7/2558 ย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 6 คนไปแล้วว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อจากหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบ หลายแห่งมีการชี้มูลความผิดแล้วซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวน และขบวนการพิจารณา

“เราต้องให้ความเป็นธรรม และต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการทำงาน หากยังไม่จบสิ้นคดีความก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต แต่ผลไม่ละเว้นอยู่แล้ว ฉะนั้น ต้องมองว่าที่ผมเคยพูดตั้งแต่แรกแล้วว่าการที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการกับใครก็ตามต้องมีหลักฐานครบถ้วน และเปิดโอกาสให้เขาได้ชี้แจง” นายกฯ กล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องการทำผิดของข้าราชการอยู่ที่ไม่มีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการ เมื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการในตอนนี้จึงกลายเป็นประเด็นว่ามีการกลั่นแกล้ง ซึ่งตนยืนยันว่าจะไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน

อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 6 คน ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการทุจริต ไม่มีความผิดใดๆ การปรับเป็นไปตามความเหมาะสม เนื่องจากต้องการปฏิรูป

เมื่อถามว่าจะมีการออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงใดอีกบ้าง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี ต้องรอให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงรายงานมาก่อน กรณีของกรมที่ดินที่มีปัญหาในการออกเอกสารสิทธิ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ แม้แต่ข้าราชการที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากมีความผิดก็ต้องดำเนินการไปตามความผิด ถ้าคดียังไม่สิ้นอายุความก็สามารถดำเนินการได้ จะต้องตรวจสอบย้อนไปถึงไหนก็ต้องนำมาลงโทษทั้งหมด

ยันคาร์บอมบ์สมุยไม่กระทบโรดแมป

สำหรับความคืบหน้าในการนำตัวผู้กระทำผิดวางระเบิดคาร์บอมบ์ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ข้อมูลเบื้องต้น มีความเกี่ยวข้องกับคนในวงการเมืองตามที่สื่อลงข่าวไป แต่ต้องไปดูอีกครั้งว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และต้องไปดูสาเหตุว่ามาจากอะไร ต้องการสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล เป็นเรื่องของอิทธิพล หรือเรื่องของธุรกิจส่วนตัว เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ อย่างเพิ่งไปลงว่ามาจากอะไร แต่อย่างน้อยควรดีใจว่า สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้บ้างแล้ว และเป็นคนที่ยอมรับว่าทำจริง มีการสารภาพว่าไปนำรถยนต์จากที่นั่นที่นี่มา ซึ่งลักษณะการนำรถยนต์มาก่อเหตุไม่เหมือนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีการวางแผนซับซ้อนกว่า ต้องมีคนไปรับรถยนต์ในจุดต่างๆ แล้วมีการสับเปลี่ยนรถยนต์

เมื่อถามว่า เหตุคาร์บอมบ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการเดินหน้าตามโรดแมปหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกแยะ ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไร ก็ต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

เมื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลมีการขยายตัวหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การขยายตัว เป็นเพียงการดิ้นรนต่อสู้ในทางการเมืองของเขา โดยอาจลืมไปว่าต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

“ใครก็ตามที่จะมาเป็นนักการเมือง มาปกครอง ท่านต้องเคารพกฎหมาย ท่านจะเอากฎหมายอะไรอีก เอากฎหมายที่แรงกว่านี้หรือไม่ พอกฎหมายแรงท่านก็บอกว่าไม่ได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพ พอมีกฎหมายเบาๆ ก็ไม่ฟังไม่เชื่อ ทั้งที่ผมบอกแล้วว่าวันนี้ประเทศชาติต้องการการปฏิรูป ไม่ให้เกิดความขัดแย้งอีก รัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่พิเศษหน่อยหนึ่ง ที่จะต้องมีกระบวนการปฏิรูปใส่เข้าไป หากปฏิรูปแล้วใช้กฎหมายเดิม คนเดิมๆ เข้ามาในการเลือกตั้ง ก็เหมือนเดิมหมด ถามให้ผมหน่อยสิ ที่เขาว่าผมอยู่อย่างนี้วันหน้าถ้าเขาไปเป็นนักการเมืองจะทำอะไรบ้าง เอามาเทียบกับของผมเลยจะได้เข้าใจเสียที” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

นักการเมืองติ รธน. ได้ แต่ห้ามป่วน – โยนประชามติเรื่องอนาคต

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ นายกฯ กล่าวว่า หากตนใช้อำนาจในมือทั้งหมด ก็มั่นใจ แต่คำถามคือจะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นหรือไม่ อย่าให้ตนใช้อำนาจแบบนั้น เพราะยังมีวิธีแก้ปัญหาอีกหลายวิธี

“ยังไม่มีการใช้อำนาจเต็มที่ในเร็ววันนี้ ผมก็ไม่อยากให้มี สื่อก็เหมือนเป็นกรรมการ นอกจากมาถามผมแล้ว ต้องไปถามอีกข้างบางสิ ว่าจะเล่นตามกติหารือไม่ วันนี้ฝ่ายผมเล่นตามกติกา แต่อีกฝ่ายยังเล่นนอกกติกา มันถึงต้องมีวันนี้ไง เพราะทุกอย่างมันรวนไปหมด” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝ่ายการเมืองเริ่มออกมาแสดงความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า แสดงความเห็นได้ แต่อย่าทำอะไรนอกกรอบ ทำอะไรให้เกิดความวุ่นวาย หากตำหนิรัฐบาลมากเกินไปในเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ต้องมีการปราม

เมื่อถามว่าร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับการยอมรับหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคงไปบังคับให้ยอมรับไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรักประเทศไทยหรือไม่ ต้องการลดความขัดแย้งลงหรือไม่ ถึงจะไปสู่เรื่องอื่นได้ หากบอกว่าจะต้องนิรโทษกรรมก่อนถึงจะไปได้ ตนก็อยากถามว่าจะนิรโทษกรรมได้อย่างไร เพราะยังไม่มีใครยอมรับความผิดกันเลย

“อย่าลืมว่าปัญหามีจากเดิมที่ผ่านมา หากวิเคราะห์จริงๆ มีคนที่ขัดแย้งกับเราประมาณ 10 ล้านคน ประเทศไทยมีคนเกือบ 70 ล้านคน คนตรงกลางไปไหน ถามเขาหรือยังว่าจะเอาอย่างไร จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง จะปฏิรูปหรือไม่ปฏิรูป แล้วหากเกิดความขัดแย้งแบบเดิมจะว่าอย่างไร ใครจะแก้ปัญหาให้” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะถึงขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำความเห็น พร้อมเสนอคำแปรญัตติขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ก็ฟังความเห็น สปช. ไปก่อน จากนั้นค่อยมาฟังความเห็น ครม. และ คสช. แล้วค่อยส่งความเห็นกลับไปยัง กมธ. ยกร่างฯ จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข จะได้รับการยอมรับแค่ไหน ค่อยมาว่ากันอีกทีตรงนั้น

สั่งแยกแก้ปัญหาสายการบิน 2 ระยะ – “บิ๊กจิน” บินกล่อม ICAO 15 มิ.ย.

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาการบิน หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization – ICAO) ให้กรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทยสอบตกมาตรฐานระดับสากล ส่งผลให้หลายประเทศจำกัดสายการบินจากไทย ว่า ตามแผนปฏิบัติจะมี 2 ระยะ ระยะแรก กำลังทำอยู่ จะให้รัฐมนตรีไปชี้แจงกับ ICAO ที่ต่างประเทศ เพราะขณะนี้ไทยมีสายการบินกว่า 70 สายการบิน มีกติกากว่า 500 ข้อ ที่สงสัยว่าอาจไม่ปลอดภัย ถามว่าใครทำมา ได้มอบหมายให้ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปดูว่าสายการบินใดที่ทำไม่ถูกต้องจะให้ระงับการบิน เขาจะได้มั่นใจ ส่วนที่ผ่านมาตรฐานจะให้แบ่งเกรด 1-3 เพื่อให้สามารถบินต่อไปได้ โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมารับรอง หรือจ้างคนข้างนอกมาอยู่ในคณะทำงานแก้ปัญหาเฉพาะกิจ เพื่อแก้ปัญหากว่า 500 ข้อ นี่คือระยะแรก ที่ทำเพื่อให้อย่างน้อย ICAO ยอมยืดเวลาออกไป ส่วนการปรับโครงสร้างของ บพ. ค่อยไปดำเนินการในระยะที่สอง เพราะต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ทำให้บินได้ สร้างความเชื่อมั่นได้

“เรื่องนักบินไม่ค่อยมีปัญหา จะมีก็เรื่องเดียวคือหน่วยงานกำกับดูแลมีคนไม่พอ ยืนยันว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว อย่าแก้ปัญหาด้วยการถามว่าเมื่อไรจะเสร็จ เพราะส่วนตัวอยากให้เสร็จเร็วอยู่แล้ว ถ้าสั่งวันนี้ เสร็จพรุ่งนี้ได้เลย ยิ่งดี แต่มันทำไม่ได้ เพราะมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

ด้าน พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.อ. ประจิน ได้รายงานในที่ประชุม ครม. ว่าขณะนี้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นระยะ แต่เบื้องต้นทาง ICAO ยังไม่พอใจ นายกฯ จึงสั่งให้ปรับวิธีแก้ปัญหาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน กับระยะยาว เพราะ ICAO มีข้อห่วงใยถึง 560 ข้อ ทั้งเรื่องการบรรทุกสินค้าอันตราย การออกใบอนุญาต AOC การอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ จึงต้องแยกสิ่งที่ต้องดำเนินการแก้ไขออกเป็น 2 ระยะ ทั้งนี้ พล.อ.อ. ประจิน จะเดินทางไปชี้แจงกับ ICAO ด้วยตัวเอง ในวันที่ 15 มิถุนายน 2558 เพื่อให้เห็นความจริงใจของรัฐบาลไทย ว่ามีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ตามขั้นตอน และหวังว่าการชี้แจงครั้งนั้นจะช่วยให้มาตรการในการแก้ไขปัญหา ที่อาจล่าช้ากว่ากำหนดเดิม ประมาณ 30-45 วัน จะได้รับการยอมรับจาก ICAO

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th

ครม.-คสช.ถกให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. นี้

ส่วนวาระการประชุม ครม. อื่นๆ ที่สำคัญ

พล.ต. สรรเสริญ เปิดเผยว่า นายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงไปศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญก่อนทำความเห็นมาใน 3 ประเด็น คือ 1. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะแก้ปัญหาในแต่ละกระทรวงได้หรือไม่ 2. การมีส่วนร่วมของประชาชนจะให้เป็นไปในขั้นตอนใดจะเหมาะสมที่สุด และ 3. ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อนรวบรวมความเห็นเสนอต่อคณะทำงานที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นประธาน ภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ก่อนมีการนัดประชุมร่วมกันระหว่าง ครม. กับ คสช. ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 เพื่อทำความเห็นเสนอต่อ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ และทำเป็นคำเสนอแปรญัตติต่อไป

คตร. เผยโครงการลงทุน 50 ล. ขึ้นไป คืบหน้าเกือบครึ่ง

พล.ต. สรรเสริญ เปิดเผยว่า หลังจากนายกฯ ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการรายงานความคืบหน้าโครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกินกว่า 50 ล้านบาท ให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธาน ในวันนี้ พล.อ. อนันตพร ได้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม ครม. โดยเน้นไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณ พบว่า ขณะนี้ ในโครงการลงทุนมูลค่าเกินกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3,112 โครงการ มีถึง 905 โครงการ หรือ 29.08% ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว อีก 591 โครงการ หรือ 18.99% ที่อยู่ระหว่างทำสัญญา และ 241 โครงการ หรือ 51.93% ยังไม่ได้ดำเนินการ

“โครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเกิดความล่าช้า แต่วงเงินทั้งหมดเป็นงบลงทุนทั้งปี จึงถือว่าไตรมาสที่หนึ่งและสองของปีงบประมาณ 2558 ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่ยังคั่งค้างอีก 51.93% จะดำเนินการต่อในไตรมาสที่สามและสี่ โดยคาดว่าในไตรมาสที่สาม จะสามารถทำสัญญาได้อีก 20-30% หลังจากนี้จึงน่าจะไม่มีเสียงบ่นว่างบลงทุนของรัฐบาลเบิกจ่ายช้า เพราะตัวเลขทั้งหมดชัดเจนว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้” พล.ต. สรรเสริญกล่าว

พล.ต. สรรเสริญ ยังกล่าวว่า ข้อมูลที่ประธาน คตร. รายงานในวันนี้ เป็นเพียงความคืบหน้าในการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ในขั้นต่อไปจะมีการตรวจสอบเรื่องความสุจริตหรือไม่ในโครงการต่างๆ

ใช้ ม.44 ไม่ตั้งกรรมการ กสทช. คนใหม่

ส่วนความคืบหน้าในการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แทนนายสุทธิพล ทวีชัยการ ที่ขอลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่เห็นชอบรายชื่อผู้สมัครเป็นกรรมการ กสทช. ทั้ง 4 คน ที่ผ่านคุณสมบัติ พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า เดิมมีวิธีแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ 2 แนวทาง คือ 1. แก้กฎหมายให้ที่ประชุม ครม. สรรหากรรมการ กสทช. แทนที่ประชุม สนช. ได้ แต่หากใช้วิธีนี้อาจมีปัญหา จนต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือ 2. ให้หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ตั้งบุคคลใดก็ได้มาเป็นกรรมการ กสทช. แต่วิธีนี้อาจถูกครหาได้ว่าตัวคนใกล้ชิดมารับตำแหน่ง ดังนั้น ที่ประชุม ครม. จึงมีมติว่าจะใช้มาตรา 44 ไม่สรรหาบุคคลใดเข้ามารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. แทนนายสุทธิพล และให้กรรมการ กสทช. ที่ยังเหลืออยู่ 10 ทำงานต่อไป จบครบวาระการดำรงตำแหน่งใน 1 ปีเศษข้างหน้า

ตั้ง คกก. ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการให้เท่าเทียมกัน

พล.ต. สรรเสริญ ยังกล่าวว่า นายกฯ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า จะจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เนื่องจากฐานเงินเดือนข้าราชการขณะนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะฐานเงินเดือนขั้นสูงสุด ของทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ อัยการ ฯลฯ ทำให้แม่ทัพมีเงินเดือนเทียบเท่านายอำเภอ นายกฯ มีเงินเดือนน้อยกว่าศาล จึงต้องมีการปรับฐานเงินเดือนต่างๆ ให้มีความเหมาะสมเทียบเคียงกันในสัดส่วนของเงินเดือนข้าราชการทุกประเภท รวมถึงองค์กรอิสระและองค์กรมหาชนทั้งหมด โดยจะไม่ใช้ฐานเงินเดือนใหม่ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาจากคนในสังคม

คลอดมาตรการภาษีกระตุ้นเขต ศก. พิเศษ ลดภาษี 10 รอบบัญชี

ด้าน ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พรฎ. ออกตามประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ) โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจาก 20% เหลือเพียง 10% ของกำไรสุทธิ เป็นระยะเวลา 10 รอบบัญชีต่อเนื่องกัน เฉพาะกิจการที่ตั้งขึ้นใหม่หรือกิจการที่ขยายอาคารถาวรเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะลดภาษีจากรายได้ที่เกิดจากการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นหลัก และการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มจะสูญเสียการแข่งขันในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือรายได้ที่เกิดจากการให้บริการและมีการใช้บริการนั้นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

“การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยส่งเสริมให้มีการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญและรายได้ให้แก่ท้องถิ่น รวมถึงลดปัญหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ความกังวลว่ารัฐบาลจะสูญเสียรายได้จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับกิจการที่ตั้งใหม่หรือเป็นส่วนขยายใหม่ของกิจการเท่านั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อรายได้ภาษีเดิม” ร.อ. นพ.ยงยุทธ กล่าว

ไฟเขียวร่าง กม. ควบคุมขอทาน – เล่นดนตรีเปิดหมวกต้องแจ้ง จนท. ก่อน

ร.อ. นพ.ยงยุทธ ยังกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดห้ามมิให้บุคคลใดทำการขอทาน ส่วนการเล่นดนตรีหรือแสดงความสามารถอื่นใดในที่สาธารณะโดยขอรับทรัพย์สินจากผู้ชมหรือผู้ฟัง มิให้ถือเป็นขอทานแต่ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ส่งตัวผู้ขอทานที่เป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพ ผู้เจ็บป่วยไม่สามารถประกอบอาชีพได้ คนไม่มีผู้อุปการะและไม่มีการเลี้ยงชีพอย่างอื่น ไปรับการสงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์และให้พ้นความผิด ที่สำคัญ ยังมีการกำหนดโทษทางอาญากับผู้ใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาใช้ประโยชน์ในการขอทาน ทั้งนี้ ให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ที่ประชุม สนช. พิจารณาเพื่อออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป.