ส่องภาวะเศรษฐกิจไทย ในมือ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” กับวาทะราคายาง 80 บาท “อย่าฝัน ลมๆ แล้งๆ”

ทั้งในวงประชุม “มอร์นิ่งบรีฟ” ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล และที่ทำงานของคณะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีวาระสำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ถึงเศรษฐกิจในตึกสูงระฟ้า ตลาดหุ้น-ตลาดเงิน และปัญหา “การสื่อสาร” ของรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ

ทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ทีมที่ปรึกษา มักตั้งคำถาม ปรารภเสมอว่า รัฐบาลอนุมัติงบประมาณและมาตรการทางด้านเศรษฐกิจไปแล้วเป็นจำนวนมาก แต่เหตุใด “ผลงาน” และ “ข่าวสาร” ด้านเศรษฐกิจถึงไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม

คำตอบที่ห้องประชุม “มอร์นิ่งบรีฟ” พูดกับแบบเบาๆ ไม่ให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทางการเมือง คือคีย์เวิร์ดที่ว่า “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจสื่อสารน้อยเกินไป และครึ่งหนึ่งของการสื่อสารคือการตอบโต้ การบ่น การวิจารณ์คนในรัฐบาลกันเองและสื่อมวลชน ทำให้สาระของเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารหล่นหายไประหว่างทาง”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

ทั้งๆ ที่การดำเนินการตาม “แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2558” ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เสนอให้คณะรัฐมนตรี “รับทราบ” นั้น นับเป็นการรายงานสาระ-ฐานะเศรษฐกิจไทย ด้วยตัวเลขจริงครบทุกด้าน

แต่ด้วยลีลาและสไตล์การทำงานของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล สาระและฐานะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงเงียบงันจมหายไปในกระแสที่เป็นลบ ซึ่งมากลบไปทุกทิศทาง

ข่าวการปั่นราคายางให้ถึง 80 บาท/กิโลกรัม ที่ออกจากที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. ที่มี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เป็นประธาน ขับเคลื่อนคู่กับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดยประสานเสียงกับ “หลวงลุง” หรือพระสุเทพ เทือกสุบรรณ กลายเป็นข่าวใหญ่กลบเสียงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เคยรายงานกับคณะรัฐมนตรีไว้เสียสิ้น

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเคยรายงานต่อคณะรัฐมนตรีและพูดกับสื่อมวลชนว่า “ราคายางพารา ตั้งแต่รัฐบาลเรื่องผลักดันเมื่อเดือนกันยายน 2557 รัฐบาลสามารถใช้กลไกต่างๆ ดึงให้ราคายางดิบเพิ่มขึ้นจาก 48.42 บาท/กิโลกรัม เป็น 58.10 บาท/กิโลกรัม และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จาก 51.04 บาท/กิโลกรัม เป็น 62.70 บาท/กิโลกรัม การบอกประชาชนว่าจะทำราคายางให้ได้สูงๆ กว่าที่เป็นจริงนั้น เป็นการฝันลมๆ แล้งๆ”

“หากราคาน้ำมันไม่ลดลงมากถึงที่เป็นอยู่ ก็ยังมีโอกาสที่จะดึงราคายางให้สูงขึ้นได้อีก แต่เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงได้ทำให้ราคายางเทียมลดลงมากเช่นกัน ซึ่งมีผลกดราคายางพาราในตลาดโลก รัฐบาลคงต้องพยายามใช้กลไกต่างๆ เพื่อดูแลไม่ให้ราคายางพาราลดลงกว่าที่เป็นอยู่ ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังต่ำอยู่ แต่ไม่ควรตั้งเป้าหมายราคาสูงกว่าที่จะเป็นไปได้ในสภาวะและสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน”

แม้จะมี “พ่อค้ายาง” ไปนั่งประชุมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. แต่ข้อเสนอของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรก็มีแนวทางที่จะ “ช่วยอุ้ม” พ่อค้าให้สมน้ำสมเนื้อ โดยระบุในข้อเสนอว่า “รัฐบาลสามารถใช้วงเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อซื้อยางเข้าสต็อกมูลภัณฑ์กันชนได้อยู่ต่อไป และยังสามารถให้สถาบันการเกษตรใช้วงเงิน ธ.ก.ส. 1,000 ล้านบาท ช่วยซื้อยางดิบอีกแรงหนึ่ง นอกจากนี้ยังอาจชักจูงให้พ่อค้าเอกชนเข้าช่วยซื้อยางพาราเพื่อเก็บไว้ในสต็อก เพื่อรอให้ราคาในตลาดโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีก โดยอาจจะให้ความช่วยเหลือรับภาระดอกเบี้ยบางส่วน”

ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน หลังจากมีการล้างท่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยอนุมัติภายใน 30 วัน มีการออกใบอนุญาตไปแล้วถึง 3,815 โรง วงเงินลงทุน 456,963.8 ล้านบาท จ้างแรงงานได้ 149,883 คน เริ่มประกอบกิจการแล้ว 1,661 โรง มีสินเชื่อภาคธุรกิจ 313.8 พันล้านบาท

สำหรับประเด็นนี้ มีข้อสั่งการแนบท้าย เพื่อวัตถุประสงค์ตีข่าว ตอกย้ำ ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมอาจต้องติดตามความคืบหน้ามาชี้แจงกับสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมว่าการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องรวมถึงการเคลื่อนไหวของการลงทุนขนาดใหญ่ๆ”

ข้อกำชับเรื่อง “การเป็นข่าว” มีต่อด้วยว่า “สำนักงานส่งเสริมการลงทุน ก็จะต้องติดตามการก่อสร้างโรงงงานต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมเพื่อนำข้อมูลมาบอกเล่าให้สื่อมวลชนและคนทั่วไป ตลอดจนทำข่าวการเปิดกิจการของกิจการที่ของส่งเสริมเป็นประจำต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นบรรยากาศการฟื้นตัวของการลงทุนอย่างคึกคัก”

ข้อสั่งการจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เป็นเอกสารให้คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ประชุมเป็นครั้งแรกของปี 2558 ได้รับทราบ ยังแสดงเจตจำนงเรื่องการ “ลงข่าวอย่างครึกโครม” เพิ่มเติมเรื่องแผนการทำงานว่า “มีการกำหนดแผนให้บีโอไอไปทำโรดโชว์ในต่างประเทศเป็นระยะๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติตามแผนการส่งเสริมการลงทุนแผนใหม่ เรื่องที่นักลงทุนติดต่อเข้ามามากในระยะนี้คือเรื่องการจัดตั้ง International Headquarter และ International Trading Companies เมื่อพระราชกฤษฎีกาเรียบร้อย ก็สามารถจัดงานเพื่อประกาศเชิญชวนอย่างครึกโครมอีกครั้ง”

ทีมเศรษฐกิจที่ทำเนียบรัฐบาลเชื่อว่า การลดลงของราคาพลังงาน จะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในการจับจ่าย เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลมีการประกาศลดราคาพลังงานแล้วถึง 8 ครั้ง โดยมีตัวเลขยืนยันว่าประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ด้วยตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่อยู่ในระดับ 102,222.56 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2557

ด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในคำรายงานระบุว่า “รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถกำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนได้อย่างชัดเจน” เช่น เบิกจ่ายงบประมาณด้านการก่อสร้างทาง-บำรุงทาง ไปแล้ว 7,881.86 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 จะมีการเปิดประมูลงานรถไฟรางคู่ ขนาด 1 เมตร ใน ถึง 5 เส้นทาง เช่น ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ และมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ

ในขณะที่กระทรวงคมนาคม โดย พล.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการ กำลังมุ่งหน้าเจรจา ลงนามในเอ็มโอยูรถไฟไทย-จีน และรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ในรายงานของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รายงานความคืบหน้า รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณทล ถูกเตรียมนำประกวดราคาใน 2 สาย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 คือ ดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท และสายสีแดงอ่อน บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก, สีแดงเข้ม บางซื่อ-หัวลำโพง

ส่วนสายสีแดงบางซื่อ-รังสิต, สีน้ำเงินส่วนต่อขยาย บางซื่อ-ท่าพระ/หัวลำโพง-บางแค, สายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ, สายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ได้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว โดยสถานะของรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ มีรายงานว่าก้าวหน้าที่สุดถึง 97 %

ขณะที่โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่สอด และโครงการท่าอากาศยานภูเก็ต คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2558

ข้อสั่งการของถึงกระทรวงคมนาคม คือ “จะต้องเตรียมการกำหนดแผนเพื่อจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน โดยแผนการเปิดประมูลหาผู้เดินรถเอกชนให้เข้ามาเดินรถไฟฟ้ามวลชนในกรุงเทพฯ การประมูลดังกล่าวจะทำให้เอกชนเริ่มดำเนินการจัดหารถ อุปกรณ์ และเริ่มจัดหาเงินทุนประเภท infrastructure fund ซึ่งจะทำให้ตลาดเงินคึกคักขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อมีการประมูลหาผู้เดินรถเอกชนแล้ว นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็จะแน่ใจได้ว่า เมื่อใดจะเริ่มมีการเดินรถ ซึ่งจะดึงดูดให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บนสองข้างทางเริ่มขยับตัวทันที จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเริ่มกำหนดแผนการประมูลเสนอคณะรัฐมนตรีด้วย”

ทั้งหมดคือ สถานะทางเศรษฐกิจ แผนงาน โครงการ และแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล ในช่วงโค้งท้ายของโรดแมปทางการเมืองขั้นที่สอง ก่อนเข้าสู่โค้งที่สาม ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จ และเตรียมตัวสู่เส้นทางการเลือกตั้งอีกครั้ง

หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และหากข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างทีมที่ทำเนียบรัฐบาล กับทีมบ้านเกษะโกมล ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 1 ใน 15 คณะ คสช. ไม่สวนทาง-โต้แย้ง กันแหลมคมมากนัก อุบัติเหตุทางเศรษฐกิจก็คงไม่ทำให้รัฐบาลต้องพลิกคว่ำคะมำหงาย