ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : ฉาวข่าวแฉปลื้ม-ทับทิม ออกโต้ “มีขบวนการล้ม VRZO” – นครชัยแอร์เปิดตัวแท็กซี่สีเหลือง ใช้โตโยต้าพริอุสทั้งหมด

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2558

  • ฉาวข่าวแฉปลื้ม-ทับทิม ออกโต้ “มีขบวนการล้ม VRZO”
  • รถเมล์ขึ้นราคา 1 บาท ปลาย ก.พ. เตรียมขึ้นอีก
  • อ.เจษฎา เปิดกลลวงนั่งกระทะน้ำมันเดือด
  • คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นแอบขึ้นรถไฟ ชาวเน็ตจวกยับ
  • นครชัยแอร์เปิดตัวแท็กซี่สีเหลือง ใช้โตโยต้าพริอุสทั้งหมด

ฉาวข่าวแฉปลื้ม-ทับทิม ออกโต้ “มีขบวนการล้ม VRZO”

Screen Shot 2558-02-13 at 5.28.19 PM
คลิปเต็ม https://www.youtube.com/watch?v=qlRUVDR0vWo

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสประเด็นฮอตกระหึ่มโลกโซเชียลตกเป็นของ “ปลื้ม-ทับทิม” แห่งรายการวัยรุ่น “VRZO” โดยก่อนหน้านี้มีคนไปตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ชื่อดัง ถึง “ครีมเซเลบ” ที่มีพิธีกรสาว ทับทิม มัลลิกา หลีกภัย เป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ ว่าอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง อีกทั้งยังขุดคุ้ยลงไปอีกว่า ความจริงแล้ว ทับทิมไม่ใช่แค่พรีเซ็นเตอร์ แต่เป็นถึงเจ้าของแบรนด์เลยทีเดียว เพราะครีมเซเลบนั้น เป็นธุรกิจในครอบครัวของตนเองที่มีคุณแม่ของทับทิมเป็นคนดูแลอยู่ จึงทำให้สามีของทับทิม ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย ต้องออกโรงปกป้องภรรยา โดยได้มีการโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม และภายหลังมีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไปแล้ว

นอกจากรณีครีมดังกล่าวแล้ว ในโลกโซเชียลมีการโจมตีเรื่องการทำงานของบริษัท วีอาร์โซ จำกัด เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน และเรื่องส่วนตัวอย่างนับกรณีได้ไม่หมด หลังจากเก็บตัวเงียบอยู่นาน ล่าสุดทาง “ปลื้ม-ทับทิม” และทีมงาน VRZO ได้ออกมาชี้แจงผ่าน Youtube ทาง “VRZOchannel

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า การชี้แจงดังกล่าวเริ่มที่ 3 หนุ่ม ปลื้ม และทีมงาน คือ หลุยส์ และ อิส พูดถึง 3 ประเด็น คือ เรื่องที่โดนแฉว่ารับงานซ้อน ในงานอีเวนต์สงกรานต์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แถมยังทำงานไม่เป็นมืออาชีพ เหยียบข้าวกล่อง และขโมยเสื้อคลุมอาบน้ำ โดยทั้ง 3 ยืนยันไม่มีเจตนาพังงานใคร ไม่ได้ตั้งใจขโมยของใครเพราะคิดว่าทีมงานจัดไว้ให้ พร้อมขอโทษในการทำงานไม่เป็นมืออาชีพ ส่วนเรื่องเหยียบข้าวกล่องทั้ง 3 ขอปฏิเสธ

อีกประเด็นกับภาพยนตร์ VRZO MAFIA ที่ได้มีการออกมาเรี่ยไรเงินจากโลกออนไลน์ แต่หนังยังไม่มีวี่แววสร้าง ทั้ง 3 ยืนยันว่าหนังยังอยู่ในกระบวนการสร้าง เขียนบท หาทุนเพิ่ม ซึ่งเงินที่เรี่ยไรมายังอยู่ทุกบาททุกสตางค์

จากนั้นใบมีดโกนน้อย ปลื้ม หลีกภัย ชี้แจงถึงกรณี แชมป์ VRZO อดีตตากล้องรายการ ปลื้ม ยืนยันว่าไม่สามารถติดต่อแชมป์ได้ ตกใจมากที่ทราบว่าแชมป์กำลังเดือดร้อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคุยกันดีๆ โดยลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรีพบว่า จากการตรวจสอบ มีขบวนการที่จะล้ม VRZO ปลื้มกล่าวด้วยว่ารู้สึกเสียใจที่แชมป์ทำลายกันแบบนี้ ยืนยันว่าตลอดเวลาที่ร่วมงานกันดูแลอย่างดี ไม่เคยหลอกใช้อย่างที่ถูกกล่าวหา

จากนั้น ทับทิม มัลลิกา ภรรยาสาวของ ปลื้ม รวมทั้งทนายความส่วนตัว ได้ออกมาแถลงร่วมกัน โดยทาง ปลื้ม เปิดเผยว่ามีกลุ่มคนเข้ามาปลุกปั่นใส่ร้ายตัวเองและภรรยา ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริง พร้อมใช้กฎหมายเข้าสู้ โดยเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกลุ่มคนและเว็บไซต์ที่ทำให้ปลื้มและทับทิมเสียชื่อเสียง

ส่วนทับทิมกล่าวสั้นๆ ด้วยเสียงสั่นเครือจะร้องไห้ ขอบคุณทุกกำลังใจจากแฟนคลับ และประกาศปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เพื่อตัดปัญหาความขัดแข้งทั้งหมด ปิดท้าย ปลื้ม ร้องขอความเป็นธรรมและให้คนเสพข่าวอย่างมีสติ เป็นกลาง พร้อมยืนยันว่าตัวเองและภรรยาไม่ได้ทำอะไรผิด

หลังจากปล่อยคลิปออกมาก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่า ทำไมทางปลื้ม ทับทิม และทีมงาน VRZO จึงเลือกแถลงผ่าน youtube ที่เป็นการสื่อสารฝ่ายเดียว ไม่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน หรือต้องการจะเลี่ยงการตอบคำถามที่สังคมสงสัย

จากการติดต่อไปยัง ปลื้ม และ ทับทิม ของบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ทั้งคู่ก็ยังไม่รับสาย ขณะที่ทางแชมป์ ทีมข่าวสามารถติดต่อได้ผ่านทางช่องทางการสนทนาทางเฟซบุ๊ก แต่เมื่อทราบเจตนาว่าผู้สื่อข่าวจะขอสัมภาษณ์กรณีข่าวที่เกิดขึ้น ทางแชมป์ก็เพียงอ่านข้อความแต่ไม่ตอบอะไรอีกเลย

รถเมล์ขึ้นราคา 1 บาท ปลาย ก.พ. เตรียมขึ้นอีก

bus
ที่มากภาพ: http://www.thairath.co.th/content/478974

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารประจำทางอีก 1 บาท โดยรถธรรมดา หรือรถร้อน ค่าบริการเพิ่มจาก 8 บาท เป็น 9 บาท รถปรับอากาศจาก 11-23 บาท เป็น 12-24 บาท

สำหรับการปรับราคาค่าโดยสารครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ปรับขึ้นค่าโดยสารอัตรา 1 บาท ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ส่วนการปรับค่าโดยสารในระยะที่ 2 จะมีการเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เบื้องต้นมีการศึกษาไว้ว่าราคาที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่ 1 บาท เมื่อรวมกับระยะแรกจะอยู่ที่ 2 บาท แต่คงจะไม่ถึง 3 บาท ตามที่ผู้ประกอบการรถร่วมบริการต้องการ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาต้นทุนเสียก่อน เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้บริการรถร่วมจะอยู่ได้หากค่าโดยสารรถร้อนอยู่ที่ราคา 10 บาทต่อคนต่อเที่ยว

แต่รถธรรมดา (รถเมล์แดง) ยังราคา 6.50 บาท เท่านั้น เช่นเดียวกับรถปรับอากาศ (รถเมล์ส้ม) ยังเริ่มต้นที่ 12 บาท ซึ่งหากจะมีการปรับค่าโดยสาร ต้องรอนโยบายจากกระทรวงคมนาคมเสียก่อน

นอกจากนี้ยังมี “การยกเลิกรถเมล์-รถไฟฟรี” แก่บุคคลทั่วไป โดยจะให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีรายได้เท่ากับ 2,422 บาทต่อคนต่อเดือน ใช้ได้เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากการเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรกับเส้นความยากจน ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2554

“จากการปรับปรุงเทคนิควิธีการจัดทําเส้นความยากจนใหม่ ได้ส่งผลให้เส้นความยากจนมีค่าสูงขึ้น และส่งผลให้สัดส่วนคนจนสูงขึ้นด้วย โดยปี 2554 เส้นความยากจนใหม่เท่ากับ 2,422 บาท/คน/เดือน และสัดส่วนคนจนร้อยละ 13.2 ของประชากรทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนทางการชุดเดิม เท่ากับ 1,781 บาท/คน/เดือน และสัดส่วนคนจนร้อยละ 5.5 ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้เส้นความยากจนใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.0 สาเหตุเกิดจากการปรับเส้นความยากจนในหมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร 23.2% การปรับเส้นความยากจนด้านอาหาร 10.4% และการเปลี่ยนค่าถ่วงน้ําหนักประชากรใหม่ 2.4%”

โดยเบื้องต้นได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ใช้บริการฟรี ได้แก่ ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ทหารผ่านศึก พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี และ 2. กลุ่มผู้ใช้บริการที่ได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย นักเรียน นิสิตนักศึกษา และกลุ่มคนว่างงาน

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาอีก 5 เดือนที่เหลือจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมก็จะนำเรื่องไปหารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือรูปแบบเกี่ยวกับการจัดทำบัตรสำหรับผู้มีรายได้น้อยใช้เป็นบัตรแสดงตนว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยแสดงสิทธิ์ส่วนค่าโดยสารลด 50% รวมไปถึงการคำนวณจำนวนผู้มีรายได้น้อยในระบบทั้งหมดที่อยู่ในข่ายใช้สิทธิ์ว่ามีจำนวนเท่าใด

อ.เจษฎา เปิดกลลวงนั่งกระทะน้ำมันเดือด

Screen Shot 2558-02-13 at 5.33.59 PM
ที่มาภาพ: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1423552963

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ประชาชาติออนไลน์ รายงานว่า เพจเฟซบุ๊กของ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียนแห่งวัดสร้อยทอง ได้โพสต์ภาพพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งปลุกเสกเครื่องรางของขลังในกะทะใบใหญ่ที่ต้มน้ำเดือดปุดๆ โดยมีญาติโยมนั่งรายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความว่า “อากาศมันหนาวจนถึงขั้นต้องต้มน้ำอาบเชียวหรือหลวงพ่อ”

Screen Shot 2558-02-13 at 5.35.32 PM
ที่มาภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=JlDE5uN5e10

ต่อกรณีนี้ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยได้อธิบายแล้วว่า พิธีกรรมพระนั่งในน้ำเดือดนั้น เป็นแค่กลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำน้ำมันผสมน้ำในภาชนะ และเมื่อมีการจุดไฟและวัดอุณหภูมิพบว่าน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำมัน เพราะน้ำมีค่าความจุความร้อนสูงกว่าน้ำมัน ส่งผลให้น้ำมันที่อยู่บนผิวน้ำด้านบนไม่ร้อนอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ และหากเราจุ่มนิ้วลงไปก็จะไม่รู้สึกร้อนเช่นเดียวกัน

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นแอบขึ้นรถไฟ ชาวเน็ตจวกยับ

Screen Shot 2558-02-13 at 5.37.11 PM
ที่มาภาพ: http://pantip.com/topic/33232181

เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา เว็บไซต์สนุกรายงานถึง หัวข้อที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ตอนนี้ คือ กระทู้ “แชร์ประสบการณ์ แอบขึ้นรถไฟ Yufuin No Mori” เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองและครอบครัว รวม 4 คน ไปเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา

เนื่องจากเกิดพลาดรถไฟ Yufu 4 ที่จะเดินทางกลับไป Fukuoka ตอน 14.13 และ 14.16 น. โดยรอบต่อไปมี Yufuin No Mori ตอน 15.48 น. แต่ไม่สามารถขึ้นได้ เพราะเป็นรถไฟที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น แม้พวกเขาจะมีบัตร JR Pass ก็ตาม โดยรอบต่อไปที่สามารถขึ้นได้คือรอบ 18.43 น. อีกราว 3 ชั่วโมงกว่า

ขณะที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว แนะนำว่ามีรถบัสเดินทางจาก YuFuin ไป Fukuoka แต่ตั๋วรถบัสราคาแพงมาก และใช้เวลาเดินทางนาน และไปถึงพร้อมรถไฟรอบ 18.43 น. ทั้งครอบครัวจึงได้ปรึกษากัน และตกลงกันว่าจะแอบขึ้นรถไฟกลับ

หลังจากทั้งครอบครัวขึ้นไปบนรถไฟดังกล่าว เจ้าของกระทู้และแม่ได้นั่งในเก้าอี้ที่ว่างอยู่ 2 ที่ ต่อมาก็มีพนักงานตรวจตั๋วมาขอดูบัตรจอง เมื่อไม่มีบัตรจอง พนักงานก็ไล่ให้ไปนั่งที่ตู้อาหาร ก็พบพ่อและน้องอยู่ที่ตู้อาหาร และเมื่อโดนตรวจตั๋วน้องชายก็ยื่น JR Pass ให้ดู เจ้าหน้าที่ก็ไม่ว่าอะไร

เจ้าของกระทู้ยังระบุอีกว่า ไม่มีบัตรก็ขึ้นขบวนได้ แต่ไม่มีเก้าอี้โดยสาร คาดว่าที่เจ้าหน้าที่บอกว่าขึ้นไม่ได้ เพราะกลัวว่าคนที่ไม่ได้จองจะขึ้นไปเยอะ และเบียดเบียนหรือขโมยเก้าอี้คนจอง ก่อนจะปิดท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จำเป็นอย่าขึ้นขบวนที่ไม่ได้จอง หรือจองล่วงหน้ามาก่อนเพื่อความสบายใจ

หลังจากกระทู้ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ทั้งยังตำหนิเจ้าของกระทู้ ที่กล้านำเรื่องดังกล่าวมาแชร์ข้อมูล อีกทั้งยังเป็นการทำให้ชื่อเสียงของนักท่องเที่ยวไทยในญี่ปุ่นเสียหาย นอกจากนี้ ยังมีการเข้าไปตำหนิถึงในเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เจ้าของกระทู้ได้ตั้งเอาไว้

Screen Shot 2558-02-13 at 5.38.13 PM
ที่มาภาพ: http://pantip.com/topic/33232181

ล่าสุด 13 กุมภาพันธ์ 2558 เฟซบุ๊กแฟนเพจ What if I live ซึ่งเป็นของเจ้าของกระทู้ดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความขอโทษแล้ว โดยยอมรับว่าการกระทำของตนและครอบครัวผิดจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ภูมิใจหรืออยากโอ้อวดการกระทำ หรืออยากให้ใครทำตาม

นครชัยแอร์เปิดตัวแท็กซี่สีเหลือง ใช้พริอุสทั้งหมด

nakhorn2-(1)
ที่มาภาพ: https://droidsans.com/all-thai-taxi-by-nakornchai-air

เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา นครชัยแอร์ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ในชื่อ All Thai Taxi ซึ่งเป็นความร่วมกันระหว่าง บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด และ กรมการขนส่งทางบก โดยรถที่ใช้จะเป็นรถ Toyota Prius Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการ 24 ชั่วโมง พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคมนี้

จุดเด่นของ All Thai Taxi คือรถทุกคันจะมีการติดตั้งระบบ GPS และ CCTV เพื่อใช้ในการติดตามพฤติกรรมของผู้ขับรถตลอดการเดินทาง ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดกรณีการปฏิเสธผู้โดยสารหรือการให้บริการโดยไม่กดมิเตอร์

10636087_10152782118765958_5369120177240647852_n
ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/positioningmag/photos/a.405627020957.182585.33391900957/10152782118765958/?type=1

ในด้านการใช้บริการนั้นผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการได้ผ่านแอปพลิเคชัน All Thai Taxi บนสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ตัวแอปพลิเคชันจะมีระบบ GPS Tracking ทำสามารถเรียกใช้บริการได้ในระยะเวลา 5-10 นาที โดยจะคิดค่าธรรมเนียมในการสมัครใช้บริการ 20 บาท หรือจะเรียกใช้บริการผ่านทางโทรศัพท์เบอร์โทร 1624 ก็ได้เช่นกัน

และยังคงสามารถโบกเรียกได้เช่นเดียวกับแท็กซี่ทั่วไปในกรณีที่รถคันที่เราโบกนั้นยังไม่ถูกจอง สำหรับอัตราค่าโดยสารนั้น จะใช้อัตราค่าโดยสารเดียวกับที่ทางราชการกำหนด เริ่มต้นที่ 35 บาท

ผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางการชำระค่าบริการได้ ไม่ว่าจะเป็น เงินสด บัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็ม และทุกครั้งที่ใช้บริการเมื่อถึงที่หมายแล้วจะออกใบเสร็จให้ โดยมีรายละเอียด ระยะทาง ราคา รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง