ขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงหวี่แมลงวันของ “สี จิ้นผิง” (1)

อิสรนันท์

ผ่านพ้นวันปีใหม่ได้เพียงวันเดียว ผู้นำจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งก็มอบของขวัญชิ้นใหม่ให้กับลูกหลานแดนมังกรด้วยการสั่งจับกุมและสั่งปลดจาง คุนเซิง รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศควบตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการทูต ในข้อหาทุจริตรับสินบนและใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ นับเป็นเจ้าหน้าที่คนแรกของปีแพะและเป็นนักการทูตระดับสูงสุดของกระทรวงต่างประเทศที่ถูกสอบสวนในคดีร้ายแรงนี้

ถัดจากนั้นเพียงสัปดาห์ดียว ทางการยังได้สั่งปลดหยาง เว่ยเจ๋อ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาเมืองนานกิงวัย 52 ปี ในข้อหาทำผิดวินัยและฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง ซึ่งหมายถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ตามด้วยการรวบตัวหม่า เจี้ยน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นลูกหม้อเก่าของกระทรวงนี้มานานถึง 3 ปี กระทั่งได้ควบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติของสำนักงานต่อต้านการจารกรรมของจีน ฐานมีพฤติกรรมละเมิดวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์ อันเป็นศัพท์ที่รัฐบาลปักกิ่งใช้สื่อถึงการคอร์รัปชัน ขณะที่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของหม่าอีกหลายสิบคนถูกควบคุมตัวไปทำการสอบปากคำ

การประเดิมศักราชใหม่ด้วยการจับกุมข้าราชการกังฉินทั้ง 3 คนนี้ โดยเฉพาะหม่า ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลิง จี้หัว อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา เท่ากับตอกย้ำสัจธรรมข้อหนึ่งที่ถือเป็นรอยด่างพร้อยหรือความอัปยศของแดนดินถิ่นมังกรอันกว้างใหญ่ไพศาลว่า สาเหตุหนึ่งที่ไม่เคยก้าวขึ้นมาเป็นมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงสักทีไม่ว่าจะผ่านมากี่พันปีแล้วก็ตาม สืบเนื่องจากอุดมไปด้วยคนพันธุ์พิเศษกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในชื่อของ “กังฉิน” ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกช่วงทุกตอนของประวัติศาสตร์กระทั่งถึงยุคปัจุุบัน ในฐานะเป็นตัวการโกงกินชาติ ถึงขั้นยอม “ขายชาติ” แลกกับเงินทองหรือสาวงาม จนสิ้นราชวงศ์หรือสิ้นชาติ

ที่น่าอัปยศที่สุดก็คือ คนพันธุ์พิเศษนี้ไม่เคยสูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินนี้ ทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุทำให้จีนพ่ายศึกเผ่าอนารยชนนอกด่านหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นมองโกล แมนจู นักล่าอาณานิคมตะวันตก และท้ายสุดพ่ายต่ออดีตสลัดเตี้ยหรือแดนซามูไรญี่ปุ่น จนถูกดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นยักษ์หลับหรือยักษ์ป่วย แม้จะมีความพยายามปราบปรามในทุกยุคทุกสมัยแล้วก็ตาม

ในบรรดากังฉินคนโกงกินชาติที่ขึ้นชื่อลือเลื่องที่สุดในประวัติศาสตร์แดนมังกร เห็นจะไม่มีใครเกินอภิมหากังฉินนาม “ฉินไขว้” มหาเสนาบดีในสมัยราชวงศ์ซ้องที่โกงกินชาติซ้ำยังรับสินบนจากพวกจินหรือกิม บรรพบุรุษของแมนจู จนกล้าปลอมราชโองการหลอกให้แม่ทัพงักฮุยหรือเยว่เฟยกลับเมืองหลวงแล้วหาเหตุฆ่าตายในคุก สร้างความเคียดแค้นให้กับประชาชน ซึ่งได้ล้างแค้นด้วยการปั้นแป้งตัดเป็นท่อนๆ แล้วจับเป็นคู่ติดกัน แทนสัญลักษณ์ของฉินไขว้และภรรยา จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันเดือด ก่อนจะเคี้ยวกินให้หายแค้น กลายเป็นตำนานอาหารยอดฮิตจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือ “โหยวจ๋ากุ่ย” หรือ “อิ่วจาก้วย” แปลว่า “ผีทอดน้ำมัน” แล้วเพี้ยนกลายเป็น”ปาท่องโก๋” นั่นเอง

อีกคนหนึ่งก็คือ “เหอเซิน” อัครมหาเสนาบดีจีนสมัยปลายรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ ผู้ร่ำรวยล้นฟ้ามากกว่าราชสำนักไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า แค่ช่วง 15 ปีเท่านั้น อดีตพลทหารหนุ่มผู้จับพลัดจับผลูขึ้นมาเป็นใหญ่แบบก้าวกระโดดถึงขั้นได้เป็นราชบุตรเขย จากความเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ ได้ทุจริตฉ้อฉลจนสามารถสะสมเงินทองและทรัพย์สินต่างๆ ถึง 1,100 ล้านตำลึง เทียบกับราชสำนักที่มีงบประมาณแค่ 2 ล้านตำลึง ในจำนวนนี้มีทั้งเงินสด 10 ล้านตำลึง ทองคำ 84,000 ตำลึง เครื่องเพชรมูลค่า 8 ล้านตำลึง ไม่นับรวมที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก รวมทั้งคฤหาสน์กงหวังฝู่ ซึ่งถูกยึดหลังสิ้นรัชสมัยเฉียนหลง และขณะนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่่อดังในกรุงปักกิ่ง อันเนื่องจากคงสถาปัตยกรรมจีนโบราณอันงดงาม นอกเหนือจากเป็นสัญลักษณ์การคอร์รัปชันครั้งใหญ่สุดในสมัยราชวงศ์ชิง

แม้ว่าแดนมังกรจะเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่กังฉินที่โกงกินชาติบ้านเมืองก็ยังไม่หายไป ยังคงแทรกอยู่ในทุกวงการโดยเฉพาะในระบบราชการที่ฟอนเฟะเปิดช่องให้ร่วมกันโกงกินชาติอย่างขว้างขวางและยาวนาน จนบ่อนเซาะประเทศให้อ่อนแอลง แม้ว่าผู้นำพรรคและรัฐบาล 4 ชุดที่ผ่านมา รวมไปถึงอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทาและอดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า จะประกาศนโยบายคล้ายคลึงกันว่าจะเร่งปราบการทุจริตคอร์รัปชัน แต่คำมั่นสัญญานั้นก็เป็นเพียงลมปากที่ปลิวหายไปกับสายลม เพราะจนถึงทุกวันนี้ การทุจริตคอร์รัปชันยังคงระบาดไปทั่วทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในหมู่ญาติโกโหติกาและคนสนิทของผู้นำจงหนานไห่หลายต่อหลายคน อย่างดีก็แค่จับปลาซิวปลาสร้อยได้บ้างพอเป็นกระษัย แต่ไม่เคยจับปลาตัวใหญ่ได้แม้แต่ตัวเดียว

“ปู่เวิน” อดีตนายกรัฐมนตรีสายปฏิรูป ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้นำมือสะอาด เคยแถลงยอมรับก่อนจะถอดหัวโขนทิ้งหลังจากหมดวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2556 ว่า การแพร่ระบาดของคอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศและเป็นภัยคุกคามพรรค แม้รัฐบาลจะลงมือกวาดล้างมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่แล้วปู่เวินกลับเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้แม่ ลูกเมีย และญาติพี่น้อง ร่วมกันทุจริตคอร์รัปชันจนร่ำรวยผิดปรกติและซุกซ่อนทรัพย์สินมากถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 81,000 ล้านบาท)

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ซึ่งเป็นคนจุดพลุข่าวนี้ยังให้รายละเอียดว่า มารดาวัย 90 ปีของเวินได้ลงทุนในบริษัทประกันผิงอัน อินชัวแรนซ์ กรุ๊ป มากถึง 120 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเวินได้ถือครองหุ้นในบริษัทนี้รวมมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์ แต่ทนายของเวินได้ปฏิเสธข่าวนี้ ด้านทางการได้เซ็นเซอร์ข่าวนี้ทันที อย่างไรก็ดี เวินกลับเดินเรื่องขอให้คณะโปลิตบุโรหรือคณะกรมการเมืองไต่สวนอย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง จากนั้นข่าวนี้ก็เงียบหายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง

สี จิ้นผิง ที่มาภาพ :  http://www.inpraiseofchina.com/wp-content/uploads/2014/07/Xi-Jinping.jpg
สี จิ้นผิง ที่มาภาพ : http://www.inpraiseofchina.com/wp-content/uploads/2014/07/Xi-Jinping.jpg

เมื่อ สี จิ้นผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำจงหนานไห่รุ่นที่ 5 เมื่อปลายปี 2555 นอกจากจะเดินตามผู้นำรุ่นพี่ด้วยการลั่นกลองรบทำสงครามปราบปรามเหล่า “พยัคฆาและแมลงหวี่แมลงวัน” หรือนัยหนึ่งหมายถึงเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตคอร์รัปชัน ยักยอกเงินหลวง หรือผลาญเงินงบประมาณในโครงการที่เปล่าประโยชน์ ในทุกระดับชั้นและในทุกท้องที่ โดยไม่เห็นแก่หน้าค่าตาว่าเป็นใครหรือเป็นเด็กเส้นของใคร

แถมยังได้รื้อฟื้นการปกครองภายใต้หลักนิติรัฐของขงจื่อ เม่งจื๊อ หานเฟยหรือแมคเคียเวลลีแห่งแดนมังกร ที่เน้นว่า “ใครทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน” ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ปานไหนก็ตาม นั่นหมายความว่า ไม่ว่าใครจะยิ่งใหญ่เยี่ยงเสือร้าย อันหมายถึงข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือนและทหาร ตลอดจนผู้นำระดับสูงภายในพรรค ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักการเมืองทั้งดาวรุ่ง-ดาวร่วง หรือตัวเล็กจ้อยดุจแมลงวันแมลงหวี่ ซึ่งก็คือข้าราชการระดับล่างทั่วไปที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เมื่อทำผิดก็จะถูกลงโทษหนักหน่วงมากขึ้น ไม่ใช่แค่ปลดจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงอาจต้องโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่ไว้หน้าใครๆ ทั้งสิ้น

ที่ผิดไปจากอดีตผู้นำรุ่นก่อนๆ ก็คือ สี จิ้งผิง ไม่ได้พูดแค่ปากแต่ลงมือทำอย่างจริงจัง โดยวางแผนล้อมปราบเป็นขั้นตอนครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตคอร์รัปชันแล้วหนีไปเสพสุขในต่างประเทศ เพียงแค่ 2 ปีที่ขึ้นมาเป็นผู้นำจง หนานไห่ สี จิ้นผิง ก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแห่งชาติจีนเผยว่า ปีที่แล้ว มีข้าราชการราว 10,840 ราย ถูกสอบสวนในข้อหาทุจริต เพิ่มขึ้นถึง 19.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันรวม 8,222 คดี มากกว่าเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 24 เปอร์เซ็นต์ โดย 82 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ถูกตรวจสอบเกี่ยวข้องกับการรับสินบนเป็นเงินกว่า 50,000 หยวน (ราว 265,000 บาท) หรือยักยอกเงินหลวงเป็นเงินกว่า 100,000 หยวน (530,000 บาท) และผลการตรวจสอบพบว่ามีข้าราชการที่ทำผิดจริงจนถูกดำเนินคดีจำนวน 3,095 ราย เพิ่มจากปีก่อนหน้า 7.4 เปอร์เซ็นต์

ก่อนจะถึงขั้นตอนของการลงดาบฟันข้าราชการทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร สี จิ้นผิง ได้ทะยอยออก “บัญญัติ 100 ประการ” เพื่อเป็นแนวทางให้ข้าราชการทุกระดับนำไปปฏิบัติ จะได้เป็นเกราะป้องกันการทุจริตไปในตัว อาทิ ห้ามจัดงานเลี้ยงหรูหรา งดรับของขวัญราคาแพง ห้ามมีเมียน้อย ยกเลิกระบบอภิสิทธิชน ด้วยการจัดระเบียบการใช้รถประจำตำแหน่ง ปฏิรูประเบียบว่าด้วยการคัดเลือกคนไปฝึกอบรมหรือเดินทางดูงานในประเทศและต่างประเทศ ตรวจสอบการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และการปฏิบัติงานในฐานะผู้บริหาร อาทิ ค่าสมาชิกคลับ ค่าสันทนาการและการดูแลสุขภาพ

อาศัยจังหวะเหมาะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมังกรเมื่อปี 2554 เริ่มหดตัวมากที่สุดในรอบ 23 ปี ขณะที่หนี้รวมของรัฐบาลท้องถิ่นสูง 13 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 12 ล้านล้านหยวน ผู้นำหมายเลข 1 ในจงหนานไห่จึงได้โอกาสสั่งปรับลดเงินเดือนและอภิสิทธิ์ของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจราว 30 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่มีรายได้สูงสุดไม่เกินปีละ 6 แสนหยวน (ราว 3.1 ล้านบาท) ทั้งยังสั่งตัดลดงบประมาณฟุ่มเฟือย ตลอดจนสั่งระงับแผนก่อสร้างหรือซ่อมแซมบูรณะสถานที่ราชการ โรงแรมสำหรับข้าราชการ สถานที่จัดการประชุม ตลอดจนการก่อสร้างสถานีรถไฟ เป็นเวลา 5 ปี หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งได้ใช้งบอีลุ่ยฉุยแฉกไปกับการตกแต่งอาคารสถานที่อย่างสุดแสนวิจิตรอลังการเกินตัว ดังกรณีของเมืองฟู่หยาง มณฑลอานฮุย หนึ่งในมณฑลยากจนที่สุดในประเทศ ซึ่งได้ผลาญงบประมาณกว่า 30 ล้านหยวน (ราว 152 ล้านบาท) ก่อสร้างศูนย์ราชการขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างหรูหราประดับผนังด้วยทองคำและโคมไฟระย้า เลียนแบบพระราชวังแวร์ซายส์ของฝรั่งเศส จนมีการเรียกขานในเชิงประชดประชันว่าเป็น “ทำเนียบขาวของจีน” ฯลฯ คำสั่งห้ามก่อสร้างนี้คลุมไปถึการงุบงิบก่อสร้างโดยอ้างว่าได้รับบริจาคหรือมีผู้ให้การสนับสนุน หรือร่วมมือกับบริษัทเอกชนในโครงการก่อสร้าง

ข้าราชการคนใดกล้าฝ่าฝืน “บัญญัติ 100 ประการ” นี้ก็จะถูกลงโทษหนักถึงประหารชีวิต หรือเบาลงมาหน่อยก็แค่จำคุกตลอดชีวิต ปรากฎว่าตลอดช่วง 2 ปีนี้มีข้าราชการระดับสูงหลายคนรวมไปถึงรัฐมนตรีถุูกประหารชีวิตเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้ใครทำตาม

หลังจากใช้มาตรการค่อยๆ ล้อมคอก ตะล่อมจับปลาซิวปลาสร้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น ท้ายสุด สี จิ้นผิง ผู้สวมวิญญาณเป็นบู๊สี เจ้าตำหนักจงหนานไห่ แข่งกับบู๊สง ผู้เยี่ยมยุทธ์และมีขวัญกล้าสะกดคำว่าหวาดกลัวไม่เป็น กระทั่งสามารถฆ่าเสือด้วยมือเปล่า จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานวีรบุรุษผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน ก็สามารถพิชิตเสือร้ายตัวเป้งที่สุดในประวัติศาสตร์รอบร้อยปี

โดยอภิมหาหัวโจกการทุจริตคอร์รัปชันไร้เทียมทานที่ฉาวโฉ่ที่สุดแห่งยุคที่ถูกสี จิ้นผิง พิชิตได้ด้วยกลยุทธ์ค่อยๆ โอบล้อมทีละนิดๆ เหมือนยุทธวิธี “ป่าล้อมเมือง” จากวงนอกกระทั่งสามารถทะลวงถึงหัวใจได้ก็คือ โจว หย่งคัง อดีตผู้นำหมายเลข 3 แห่งทำเนียบจงหนานไห่ ที่ถูกจับ จากนั้นถูกขับออกจากพรรคและถูกฟ้องเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2557 ที่ผ่านมาในสารพัดข้อหาตั้งแต่ทำผิดวินัยพรรคอย่างร้ายแรงซึ่งหมายถึงการคอร์รัปชัน ใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อหาประโยชน์ให้ครอบครัวและคนสนิทอย่างน้อย 300 คน รับสินบนก้อนใหญ่โดยตรงหรือผ่านครอบครัว ชู้รัก และคนสนิท ทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์และทรัพย์สินมหาศาล ผิดศีลกาเมฯ กับผู้หญิงหลายคนผ่านการใช้อิทธิพลอำนาจและเงิน ที่สำคัญก็คือเปิดเผยความลับของพรรคและรัฐ พร้อมกันนี้ ทางการยังได้อายัดทรัพย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในชื่อของคนในครอบครัวและคนสนิทรวมแล้วกว่า 90,000 ล้านหยวน หรือกว่า 450,000 ล้านบาท ได้ด้วยมือเปล่า