ปราบคอร์รัปชัน…ได้อย่าง อย่าให้เสียหลายอย่าง

หางกระดิกหมา

ตอนนี้สื่อนอกกำลังพยายามหาสาเหตุว่า ทำไมสี จิ้นผิง จึงได้เป็นที่นิยมในหมู่พ่อยกแม่ยกชาวจีนกันนัก ทั้งๆ ที่ความจริงนี่คือประธานาธิบดีที่ปากว่ามือถึงที่สุดคนหนึ่ง [เข้าใจว่าไม่แพ้ คสช. ซึ่งโพลสำรวจออกมาได้คะแนนแปดเกือบเก้า (เต็มสิบ) ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา]

เมื่อเดือนที่แล้ว งาน Beijing Independent Film Festival เพิ่งถูกปิดไป และผู้จัดงานก็ถูกจับ ทั้งๆ ที่ฝ่ายผู้จัดยืนยันว่าปีนี้ไม่ได้กะจะฉายหนังที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือวอนหาโพเดียมใดๆ เลย ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่สี จิ้นผิง รับตำแหน่งมาเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลนี้ก็ทำแต่เรื่องหนักๆ ไม่ว่าจะคุมการแสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต เซ็นเซอร์ข่าว หรือแม้กระทั่งคนที่เรียกร้องให้มีระบบคานและดุลอำนาจรัฐก็ถูกโยนให้เข้าไปนอนตกผลึกในซังเต

ถามว่า แล้วทำไม ชาวบ้านร้านตลาดถึงยังเชียร์พ่อเจ้าประคุณกันได้ลงคอ

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เหตุผลสำคัญที่สุดเหตุหนึ่งก็คือนโยบายอันดุดันของสี จิ้นผิง เรื่องการกวาดล้างคอร์รัปชัน เพราะนี่คือต้นเหตุของความคับแค้นใจอย่างที่สุดของชาวจีนในปัจจุบัน

มีตัวเลขบอกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คอร์รัปชันในจีนพุ่งสูงขึ้นในระดับที่ต้นตำรับคำว่าจิ้มก้อง ต๋ง แป๊ะเจี๊ยะ ยังรับไม่ได้ ข้าราชการสะสมเงินสด บ้านตากอากาศ หรือแม้กระทั่งเมียน้อยได้เป็นว่าเล่น งานศึกษาในปี 2008 ของ People’s Bank of China ระบุเลยว่า เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจรวมกว่า 18,000 คน ได้หนีหายออกจากประเทศไปพร้อมกับเงิน 123,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมๆ แล้วเท่ากับร้อยละสองของจีดีพีปีก่อนหน้า ดังนั้น พอพวกทำนาบนหลังคนเหล่านี้ถูกเช็คบิลเสียได้ จึงเป็นธรรมดาที่สามัญชนจะถูกใจ

อันที่จริงต้องบอกว่าถูกใจมากเลยทีเดียว เพราะในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ สี จิ้นผิง จับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีส่วนพัวพันในคดีคอร์รัปชันไปได้กว่า 25,000 คน แถมยังไม่ใช่มีแต่พวกปลาซิวปลาสร้อยด้วย แต่รวมไปถึงระดับโคตรมัจฉาอย่างเช่นโจว หย่งคัง อดีตคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ซึ่งเพียงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ถือเป็นหนึ่งในเก้าบุคคลผู้ครองแผ่นดินจีน และด้วยเหตุนี้ ก็เลยครองตำแหน่งผู้ใหญ่ที่สุดเท่าที่ ป.ป.ช. จีนเคยดำเนินคดีมาด้วย

สี จิ้นผิง ที่มาภาพ : http://i1.ytimg.com/vi/0-sePoQnx_A/0.jpg
สี จิ้นผิง ที่มาภาพ : http://i1.ytimg.com/vi/0-sePoQnx_A/0.jpg

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองจีนบอกว่า ตามความเห็นของคนทั่วไป สี จิ้นผิง ถือเป็นยอดผู้นำ ทั้งนี้ เพราะสี จิ้นผิง จับเส้นได้แม่นเสียยิ่งกว่าหมอแมะว่าประชาชนจีนส่วนมากยังห่วงเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องประชาธิปไตย ดังนั้นตราบใดที่ยังเล่นเรื่องนี้อยู่ แรงสนับสนุนก็จะไม่ตก ยิ่งกว่านั้น พอถูกใจเข้าแล้ว ก็เลยพาเห็นดีเห็นงามไปหมด ไม่เฉพาะแต่เรื่องต้านคอร์รัปชันอย่างเดียว แต่เรื่องการแผ่แสนยานุภาพไปอ้างสิทธิเหนือเกาะหรือน่านน้ำชายแดนทั้งหลายกับเพื่อนบ้านอย่างเช่นญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์ ก็พลอยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนไปด้วย

มีผลการสำรวจออกมาว่า ชาวจีนร้อยละ 92 เชื่อว่าสี จิ้นผิง จะ “ทำสิ่งที่ถูกต้องในกิจการระหว่างประเทศ” ทั้งนี้ เพราะแม้มองจากภายนอก ประเทศจีนจะเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในเวทีโลก แต่สำหรับคนจีนซึ่งส่วนใหญ่จำได้แต่เรื่องเสียดินแดนสมัยซูสีไทเฮาหรือสมัยญี่ปุ่นบุกนานกิงแล้ว ประเทศจีนถือเป็นฝ่ายเหยื่อซึ่งต้องคอยต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองอยู่ตลอด การได้ผู้นำแข็งแกร่งอย่างสี จิ้นผิง จึงเป็นเรื่องน่าอุ่นใจ

แต่นี่ก็เป็นเพียงเหรียญด้านเดียวเท่านั้น เพราะการสำรวจนั้น ต่อให้ทำดีอย่างไร แต่ในเมื่อทำในประเทศที่เผด็จการ ก็จะให้น้ำหนักมากนักไม่ได้ นักข่าวไปลองสำรวจความเห็นของคนอีกหลายๆ คนพบว่าที่ไม่ให้ค่าแก่นโยบายปราบคอร์รัปชันของสี จิ้นผิง เลยก็มี โดยบอกว่าเป็นเพียงข้ออ้างปราบศัตรูทางการเมือง และสร้างฐานอำนาจของตัวเอง หนักเข้าไปกว่านั้นก็บอกว่า การต้านคอร์รัปชันในจีนนั้นไร้ความหมาย เพราะตัวพรรคคอมมิวนิสต์นั้นคือ “ซ่องโจร” โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

ทนายคนหนึ่งในจีนบอกกับนักข่าวว่า ลูกความของเขาหลายคนถูกจับ เพราะเรียกร้องให้มีการออกแบบระบบคานและดุลอำนาจในรัฐบาลจีน อย่างในเรื่องต้านคอร์รัปชันนี้ ง่ายที่สุดก็คือการให้เปิดเผยทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐให้หมด แต่สุดท้ายรัฐบาลจีนก็ไม่ยอมทำ แถมยังจับตัวคนที่เสนอมาตรการนี้อีกต่างหาก โดยโดนโทษจำคุกคนละสองถึงหกปี เขาอธิบายว่าที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ก็เพราะคนส่วนใหญ่ชอบแต่ความถึงอกถึงใจของขบวนการกวาดล้าง แต่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการวางระบบที่จะช่วยปฏิรูปปัญหาของการเมืองจีนในระยะยาว

เมื่อปี 2012 สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เปิดเผยว่าสมาชิกครอบครัวห่างๆ ของสี จิ้นผิง มีทรัพย์สินรวมกว่า 327 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ปรากฏว่าเปิดเผยมาปุ๊บ รัฐบาลก็ปิดเว็บบลูมเบิร์กในประเทศทันที นอกจากนั้นพวกนักวิชาการใจกล้าทั้งหลายก็ถูกกันไม่ให้สามารถเขียนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ บนเว็บไซต์ได้ จึงมีคนสรุปว่าปัญหาของเมืองจีนคือข้อมูลสองด้านเกี่ยวกับรัฐบาลได้พื้นที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น ที่เห็นว่าคนส่วนมากยังเชียร์รัฐบาลอยู่ ไม่ใช่เพราะว่าคนเหล่านั้น “ไม่เชื่อ” นักวิชาการ แต่เป็นเพราะ “ไม่ได้ยิน”

สำหรับเมืองไทย คงไม่ต้องเอากันถึงขนาดเมืองจีนหรอกมั้ง

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์โกงกินสิ้นชาติ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 29 กันยายน 2557