ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: ผู้ชมตั้งคำถาม “ฮอร์โมน” แรงบันดาลใจหรือลอก “Skins” ทั้งดุ้น – แฟนการ์ตูนเดือด-คิดตี้ไม่ใช่แมว-โดราเอมอนไม่ใช่ทานูกิ

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 23-30 สิงหาคม 2557

– ผู้ชมตั้งคำถาม “ฮอร์โมน” แรงบันดาลใจหรือลอก “Skins” ทั้งดุ้น
– นักศึกษา มธ. โวย ข้าวมหา’ลัยแพง
– หนุ่ม 18 น้ำใจงาม วาดแผนที่เส้นทางรถเมล์
– แฟนการ์ตูนเดือด-คิดตี้ไม่ใช่แมว-โดราเอมอนไม่ใช่ทานูกิ
– ศาลยกฟ้องคดีอภิสิทธิ์-พระสุเทพ สลายม็อบปี 53

ผู้ชมตั้งคำถาม “ฮอร์โมน” แรงบันดาลใจหรือลอก “Skins” ทั้งดุ้น

ที่มาภาพ : ที่มาภาพ : http://pantip.com/topic/32487432
ที่มาภาพ: http://pantip.com/topic/32487432

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป ถึงเนื้อหาของซีรีส์ “ฮอร์โมน” ซึ่งเป็นซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดังในขณะนี้ที่ขึ้นชื่อในด้านเนื้อหาที่ล่อแหลม ว่าได้มีการลอกเนื้อหามาจากซีรีส์ดังจากต่างประเทศเรื่อง “Skins” (สกินส์) หรือไม่ โดยยกรายละเอียดว่าก่อนหน้านี้ผู้กำกับซีรีส์ฮอร์โมนเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์เรื่องดังกล่าวซึ่งนำเสนอเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งบทความจากนิตยสารบันเทิงที่ผู้กำกับฮอร์โมนแนะนำให้ดูซีรีส์เรื่องสกินส์เพราะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนบทและกำกับซีรีส์ฮอร์โมนส์นั่นเอง แต่ผู้ตั้งกระทู้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้กำกับไม่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่มันคือการลอกมาทั้งหมด ตั้งแต่โปสเตอร์ซีรีส์และโครงสร้างของเรื่อง

ทั้งนี้มีผู้เข้ามาแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดเป็นจำนวนมาก กระทั่งด้าน ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับซีรีส์ฮอร์โมนได้ออกมาชี้แจงว่ามีกระบวนการคิดมาก่อนที่จะเกิดซีรีส์ฮอร์โมนนี้ และพร้อมที่จะขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนหากผู้ชมสงสัยในข้อมูล

นักศึกษา มธ. โวย ข้าวมหา’ลัยแพง

gd1

tu1

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก “ธรรมศาสตร์ไหมล่ะมึง” เผยแพร่ข้อมูลเรื่องราคาอาหารภายในโรงอาหารธรรมศาสตร์ รังสิต ว่ามีราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมากหลังการปรับปรุงโรงอาหาร โดยมีนักศึกษาและบุคคลทั่วไปกล่าวถึงความไม่เหมาะสมของราคาอาหารที่สูงเกินไป

ต่อมา 28 ส.ค. เว็บไซต์มติชนรายงาน มีนักศึกษานำป้ายประท้วงเกี่ยวกับราคาอาหารของโรงอาหารกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไปติดไว้ ณ บริเวณ โรงอาหารกลาง ที่มีการปรับปรุงให้เป็น “กรีนแคนทีน” (Green Canteen) รายงานระบุว่า แต่เดิมมหาวิทยาลัยต้องการที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ประสบปัญหา เนื่องจากผู้รับเหมาเดิมทิ้งงานก่อสร้างไป ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการปรับปรุงแทน ซึ่งใช้เวลามากว่าเกือบ 2 ปีแล้ว ภายหลังการปรับปรุงใหม่ ได้ให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ รวมทั้งผลประโยชน์จากการบริหาร

โดยความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ ราคาอาหารที่แต่เดิมไม่กี่ปียังสามารถบริโภคได้ในราคาที่เหมาะสม กลับพุ่งขึ้นไปอย่างน่าตกใจ โดยมีการเปรียบเทียบว่า ราคาอาหารอย่างเช่น ข้าวราดแกง แต่เดิม ราดกับ 1 อย่าง ราคาเพียง 17 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาตั้งต้นพุ่งไปอยู่ที่ 1 อย่าง 25 บาท น้ำดื่มโดมเดิมราคา 5 บาท ปัจจุบันเริ่มต้นที่ 7 บาท และหากต้องการห่อกลับต้องเสียเพิ่มอีก 5 บาท

ทั้งนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายหนึ่ง ซึ่งอยู่กับมหาวิทยาลัยมาเป็นเวลานานาน ระบุว่า ราคาการเช่าที่สูงขึ้นจากเดิมมาก และยังไม่มีการจ้างพนักงานทำความสะอาดจานโรงอาหารเหมือนแต่ก่อน ทำให้แต่ละร้านต้องรับภาระที่จะต้องมาจ้างพนักงานล้างจานของตัวเองเพิ่มขึ้น และจากคำพูดที่ได้ทราบมาว่าทางเครือบริษัทเอกชนรายใหญ่ ได้มีการพูดกับผู้ค้าว่า “อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป” ทำให้ไม่เพียงแค่นักศึกษาเท่านั้นที่ประสบปัญหา แต่ร้านค้าต่างๆ ก็ประสบปัญหาด้วยเช่นกัน

ในขณะเดียวกันก็ ยังมีร้านค้าหลายร้านที่ยืนยันจะขายราคาเดิมให้กับนักศึกษาถึงแม้ว่าตัวเองจะได้กำไรน้อยลงก็ตาม โดยระบุว่า ถึงแม้จะได้กำไรน้อยลงแต่จะให้ทำใจ “ขายแพงๆ” ก็ขายไม่ลง และยังจะให้ในปริมาณที่นักศึกษาสามารถกินอิ่มได้เหมือนเดิม

ล่าสุด องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกโปสเตอร์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ในขณะนี้ทาง อมธ. และสภานักศึกษากำลังดำเนินการติดตามเรื่องต่างๆ ในกรณีโรงอาหาร Green Canteen จากทางผู้บริหารเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสวัสดิการของนักศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอต่อคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย กรณี โรงอาหาร Green Canteen ดังนี้คือ เรียนเชิญเข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นที่กำลังจะจัดขึ้น ขอให้เปิดเผยคู่สัญญาและผู้รับสัมปทาน เพิ่มจำนวนที่นั่งให้มากกว่า 830 ที่นั่งในปัจจุบัน ขอให้มีการทำประชาพิจารณ์ความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับอนาคตของโรงอาหารกลาง

หนุ่ม 18 น้ำใจงาม วาดแผนที่เส้นทางรถเมล์

ที่มาภาพ : http://teen.mthai.com
ที่มาภาพ: http://teen.mthai.com
ที่มาภาพ : http://teen.mthai.com
ที่มาภาพ: http://teen.mthai.com

เมื่อ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ได้รับข้อมูลจาก น.ส.โชติกา ดำรงวัฒนสุข หรือ เรียม พนักงานเก็บค่าโดยสารรถประจำทางสาย 29 ปัจจุบันอยู่ประจำป้อมประชาสัมพันธ์ ขสมก. บริเวณป้ายรถเมล์จตุจักร ถึงที่มาของป้ายรถเมล์ดังกล่าวว่า มีคนสร้างแผนที่สายรถเมล์โดยวาดด้วยลายมือตัวเอง ให้ ขสมก. นำไปใช้เผยแพร่ จึงไปตรวจสอบ

น.ส.โชติกาเปิดเผยว่า คนทำป้ายนี้ชื่อ “กอล์ฟ” เป็นเด็กเรียนดี เคยได้รับทุนการศึกษาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น “กอล์ฟ” เป็นที่รู้จักของคนรถเมล์ทุกคน เนื่องจากเป็นเด็กดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นแฟนพันธุ์แท้รถเมล์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ รู้ข้อมูลสายรถเมล์มากกว่าพนักงาน ขสมก. พูดได้ถึง 6 ภาษา คือ เกาหลี, จีน, เยอรมัน, เวียดนาม, ฝรั่งเศส และอังกฤษ ชอบช่วยเหลือนักท่องเที่ยว พร้อมโชว์แผนที่วาดด้วยมือของเจ้ากอล์ฟ ที่ระบุข้อมูลรถเมล์ทุกสาย ที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณป้ายรถเมล์จตุจักร

ทีมข่าวจึงได้ติดต่อไปยัง “กอล์ฟ” ทราบชื่อต่อมา นายสมวศิณ อุดมผล อายุ 18 ปี โดยนายสมวศิณเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการลงมือทำเช่นนี้คือ ได้ช่วยเหลือยายชราท่านหนึ่งบอกสายรถเมล์ แล้วยายท่านนั้นชมกลับมาว่า เจ้าหนูนี่ใจดีจัง เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ทำข้อมูลออกมา เพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่คนอื่นๆ ที่ต้องการขึ้นรถเมล์ โดยเริ่มทำมาประมาณ 2 ปีแล้ว แต่พักหลังๆ ได้วางมือไป เนื่องจากต้องทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง จึงไม่มีเวลาว่างเท่าที่ผ่านมา


นายสมวศิณเผยต่อว่า ป้ายรถเมล์ในเขตกรุงเทพมหานครนั้นไม่เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้บริการทั้งสำหรับคน กทม. เอง และคนต่างจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นคือชาวต่างชาติ เลขสายก็เลือนราง ป้ายรถเมล์เต็มไปด้วยป้ายโฆษณา และบางสายเลิกวิ่งไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีเลขสายปรากฏ

เมื่อสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนผู้รอรถเมล์ พบว่า แผนที่ที่นายสมวศิณวาดนั้น มีข้อมูลที่ชัดเจนและดูง่าย อยากเป็นกำลังใจให้น้องในการสร้างสรรค์ผลงาน ขณะที่สายตรวจ ขสมก. ท่านหนึ่งระบุว่า “จริงๆ บริเวณป้ายรถเมล์จตุจักรนั้นมีศาลารอรถประจำทาง 3 หลัง แต่เต็มไปด้วยพื้นที่โฆษณา จึงอยากให้ กทม. เจียดพื้นที่ 1 ป้าย เพื่อให้ข้อมูลสายรถเมล์ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการมากกว่าป้ายโฆษณา”.

แฟนการ์ตูนเดือด-คิดตี้ไม่ใช่แมว-โดราเอมอนไม่ใช่ทานูกิ

ที่มาภาพ : http://www.theverge.com
ที่มาภาพ: http://www.theverge.com

เป็นกระแสในโลกออนไลน์ของเหล่าแฟน “คิตตี้” (Kitty) ทั่วโลก หลังเว็บไซต์แอลเอไทมส์รายงานว่า Christine R. Yano นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ศึกษาเรื่องปรากฏการณ์ Hello Kitty จนถึงขั้นออกหนังสือชื่อ Pink Globalization: Hello Kitty’s Trek Across the Pacific และจัดนิทรรศการ Kitty ที่ Japanese American National Museum ระหว่างที่เตรียมข้อมูลสำหรับจัดนิทรรศการและส่งไปให้ Sanrio ตรวจสอบ เธอก็ได้รับการชี้แจงจาก Sanrio ว่าที่เธอเขียนว่า “Hello Kitty เป็นแมว” นั้นผิด

คำอธิบายของ Sanrio คือ Hello Kitty เป็นตัวการ์ตูนเด็กผู้หญิง (little girl) ที่มีใบหน้าเป็นแมวเท่านั้น เราจะเห็นว่า Kitty ยืนสองขาตลอด ไม่เคยยืนสี่ขาเลย แถมเธอยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นแมวชื่อว่า Charmmy Kitty อีกด้วย ข้อมูลอื่นๆ ของ Hello Kitty ที่ควรรู้ คือ ชื่อจริง Kitty White พ่อแม่ชื่อ George และ Marry White, ปู่ย่าชื่อ Anthony และ Margaret มีพี่สาวฝาแฝดกันชื่อ Mimmy White เป็นชาวอังกฤษ อาศัยอยู่นอกกรุงลอนดอน เกิดราศีพิจิก วันที่ 1 พฤศจิกายน ชอบกินพายแอปเปิ้ล แม่และย่าทำพายแอปเปิ้ลเก่งมาก

แต่ล่าสุดเมื่อ 28 ส.ค. Preston Phro ผู้สื่อข่าวจาก RocketNews24 ได้ต่อสายตรงถึง Sanrio เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ Hello Kitty เพื่อขอคำอธิบายในข่าวดังกล่าว ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Sanrio ได้ชี้แจงในแต่ละประเด็นกับนักข่าวดังนี้

Sanrio ไม่เคยพูดว่า Hello Kitty เป็นมนุษย์ (human) Hello Kitty เป็นตัวละครแบบที่อธิบายในภาษาญี่ปุ่นว่า Gijinka (擬人化) คือมีบุคลิกท่าทางคล้ายมนุษย์ พร้อมยกตัวอย่าง Mickey Mouse ว่ารูปร่างลักษณะก็ไม่ใช่หนู แต่จะพูดว่าเป็นมนุษย์ก็คงไม่ใช่ Sanrio ไม่เคยพูดว่า Hello Kitty ไม่มีปาก เพียงแต่เราไม่ได้วาดมันลงไป

นอกจากประเด็นคิตตี้แล้ว ในเว็บไซต์เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์ มีแฟนคลับการ์ตูน “โดราเอมอน” พูดถึงการเรียกชื่อภาษาไทยของหนัง “Stand By Me Doraemon” ว่า “โนบิตะกับทานูกิสีฟ้าที่หายไป” (ปัจจุบันได้ลบเนื้อหาหน้านั้นไปแล้ว) ซึ่งกำลังเข้าฉายในไทย มีแฟนคลับชาวไทยเข้าไปกล่าวติว่า เหตุผลที่เหล่าแฟนคลับไม่พอใจเนื่องจากโดราเอมอนไม่ชอบให้ใครเรียกว่า แรคคูนหรือทานูกิ เพราะเป็นปมด้อยตั้งแต่เกิดของตน ที่ถูกหนูแทะหูไปจนกุดไม่เหมือนแมว

ที่มาภาพ : ที่มาภาพ : http://pantip.com/topic/32492332
ที่มาภาพ: http://pantip.com/topic/32492332

ศาลยกฟ้องคดีอภิสิทธิ์-พระสุเทพ สลายม็อบปี ’53

เมื่อ 28 ส.ค. ที่ผ่านมาเว็บไซต์ครอบครัวข่าว รายงานว่า ศาลยกฟ้องคดี อภิสิทธิ์-พระสุเทพ สลายม็อบปี 53

ศาลอาญา ยกฟ้องคดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพระสุเทพ ปภากโล สั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ชี้เป็นคดีการเมือง ต้องให้ศาลฎีกานักการเมืองพิจารณาแทน

พระสุเทพ ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)
พระสุเทพ ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)

ศาลอาญา ถนนรัชดา นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. หรือพระสุเทพ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้วินิจฉัยเรื่องอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ว่ามีอำนาจยื่นฟ้องคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีที่มีคำสั่ง ศอฉ. ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุม นปช. จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเมื่อปี 2553 ได้หรือไม่

โดยศาลอาญามีคำสั่งไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เนื่องจากเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ชี้เป็นอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังฟังคำสั่ง นายอภิสิทธิ์และพระสุเทพไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางกลับพรรคทันทีเพื่อประชุมหารือกับทีมทนายความ