ประเด็นฮอต 4-10 ก.พ. 2560: “ในหลวงโปรดเกล้าฯ สถาปนาสังฆราชองค์ใหม่” และ เตรียมตัดงบบัตรทอง – เลิกแจกหนังสือเรียนเปลี่ยนเป็นยืม – ชวนคนไทยเร่งปั๊มลูก

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 4-10 ก.พ. 2560

  • ในหลวงโปรดเกล้าฯ สถาปนาสังฆราชองค์ใหม่
  • เตรียมตัดงบบัตรทอง-เลิกแจกหนังสือเรียนเปลี่ยนเป็นยืม-ชวนคนไทยเร่งปั๊มลูก
  • กทม. ผุดไอเดีย ดึงวินมอร์เตอร์ไซค์ร่วมสอดส่องผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้า
  • กทม. มีมติ “เลิกบีอาร์ที” อ้างขาดทุน ชาวเน็ตจัดแคมเปญค้าน
  • ผู้พิพากษาขวางไล่มุสลิม “ทรัมป์” ติง “เหลวไหลสิ้นดี”
  • ในหลวงโปรดเกล้าฯ สถาปนาสังฆราชองค์ใหม่

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/BZr8CU)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/BZr8CU)

    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ ซึ่งหลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 17.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

    “ขออย่าขัดแย้ง ไม่ใช่ว่าองค์อื่นดีหรือไม่ดี ซึ่งผมเคยบอกไปว่า ต้องดูเรื่องงานและเรื่องต่าง ๆ และเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ที่พระองค์ท่านทรงพิจารณาเอง” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    จ่อตัดงบบัตรทอง-เลิกแจกหนังสือเรียนเปลี่ยนเป็นยืม-ชวนคนไทยเร่งปั๊มลูก

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=211561)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=211561)

    เว็บไซต์ Hfocus รายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รองเลขาธิการ ในฐานะรักษาการเลขาธิการ สปสช. ได้รายงานถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในปี 2561 กล่าวคือ ในการจัดทำงบเหมาจ่ายรายหัวในปี 2561 ขณะที่ สปสช. ได้นำเสนองบประมาณจำนวน 141,155.925 ล้านบาท ไม่รวมเงินเดือน แต่สำนักงบประมาณได้รายงานตัวเลขงบประมาณปี 2561 ต่อ พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่จำนวน 128,020.726 ล้านบาท ไม่รวมเงินเดือนนั้น แม้จะมากกว่างบประมาณปี 2560 จำนวน 4,554.98 ล้านบาท แต่ก็ยังน้อยกว่าตัวเลขที่ สปสช. นำเสนอขอไปอยู่ 13,135.1624 ล้านบาท และยังมีประเด็นสำคัญคือ การหักเงินเดือนในปี 2561 ยังมีสัดส่วนที่สูงกว่าปี 2560 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการบริหารงบเหมาจ่ายในปี 2561 เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจะลดลงและจะทำให้เกิดผลกระทบตามมา ทั้งต่อหน่วยบริการและประชาชนผู้รับบริการ

    ในด้านการศึกษาเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน โดยเว็บไซต์วอยซ์ทีวีรายงานในวันที่ 7 ก.พ. 2560 ว่า นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการปรับรูปแบบการจัดซื้อหนังสือเรียนฟรีใหม่ จากที่ซื้อให้นักเรียนเป็นรายบุคคล ต้องเสียงบประมาณซื้อซ้ำทุกปี ปีละ 5,000 ล้านบาท เป็นซื้อเข้าสถานศึกษาและให้นักเรียนยืมเรียน ยกเว้นแบบฝึกหัดที่ยังให้ซื้อแจกรายบุคคล โดยได้มอบเป็นนโยบายให้ สพฐ. ดำเนินการในวิชาเรียนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบ่อยๆ เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 นี้

    วันที่ 8 ก.พ. 2560 เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในการแถลงข่าวโครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ ว่า ขณะนี้ผู้หญิงไทยแต่งงานน้อยลงหรือช้าลง โดยนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น เนื่องจากมีการศึกษาที่สูงขึ้น ทำให้อัตราการเพิ่มประชากรไทยลดลงจากร้อยละ 2.7 ในปี 2513 ลดลงเหลือ ร้อยละ 0.4 ในปี 2558 ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ภายใน 10 ปี อัตราการเพิ่มประชากรไทยจะเท่ากับ ร้อยละ 0.0 คือ อัตราการเกิดเท่ากับอัตราการตาย คือไม่มีจำนวนประชากรเพิ่ม

    สำหรับโครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ นั้น นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1. การเพิ่มจำนวนการเกิด เพื่อทดแทนจำนวนประชากร โดยส่งเสริมการเกิดในหญิงอายุ 20-34 ปี ที่มีความพร้อมและตั้งใจที่จะมีครรภ์  2. การเกิดทุกรายมีความพร้อม มีการวางแผน และได้รับความช่วยเหลือในการมีบุตร  และ 3. ทารกเกิดมาอย่างแข็งแรง พร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยส่งเสริมให้ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย ได้รับการดูแลหลังคลอดที่ดี โดยจะการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ระยะก่อนสมรส ก่อนมีบุตร ตั้งครรภ์ และหลังคลอด  จัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนไทยมีลูก ปรับปรุงแก้ไขสิทธิลาคลอดเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตร มาตรการทางภาษีช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร เป็นต้น

    กทม. ผุดไอเดีย ดึงวินมอร์เตอร์ไซค์ร่วมสอดส่องผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้า

    เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ถึงแนวทางการแก้ปัญหาผู้ฝ่าฝืนขับขี่ หรือจอดรถจักรยานยนต์ รถยนต์บนทางเท้า ว่า กทม. ไม่ได้ละเลยกับการแก้ปัญหาดังกล่าว จากการสำรวจพบว่าผู้ฝ่าฝืนขับขี่รถบนทางเท้าส่วนใหญ่คือจักรยานยนต์รับจ้าง และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางเท้า กทม. จึงจะจัด “โครงการรวมพลังจักรยานยนต์รับจ้างต่อต้านคนขับรถบนทางเท้า” โดยให้วินจักรยานยนต์ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา พร้อมเป็นตัวอย่างที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ล่าสุดได้มอบหมายให้ 50 สำนักงานเขตเชิญคณะกรรมการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานเขต ประชุมร่วมกับวินมอเตอร์ไซค์ เพื่อทำความเข้าใจ ดังนี้ 1. ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายโดยการขับขี่รถบนทางเท้า 2. ให้ช่วยสอดส่องไม่ให้มีผู้ฝ่าฝืนขับรถบนทางเท้า ทำหน้าที่เหมือนสารวัตรนักเรียน หากพบเห็นให้ถ่ายรูปผู้กระทำผิด พร้อมป้ายทะเบียนรถแล้วส่งไปยัง กทม. เบื้องต้นให้ส่งข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ก่อน ส่วนช่องทางที่จะรับเรื่องเฉพาะ ขณะนี้สำนักเทศกิจ กทม.อยู่ระหว่างเปิดช่องทาง และ 3. ประชาชนทั่วไปที่เดินบนทางเท้า หรือเจ้าของอาคารที่ติดกับทางเท้า หากพบเห็นผู้ฝ่าฝืนขับบนทางเท้า สามารถถ่ายรูปผู้กระทำผิดพร้อมทะเบียนรถส่งมายังช่องทางดังกล่าวได้เช่นกัน

    “สำหรับจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ยังฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้าอยู่ หากพบเห็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดี เปรียบเทียบปรับ พร้อมยืดเสื้อวินไม่ให้ขับเป็นเวลา 1 เดือน หากพบเห็นเป็นครั้งที่ 2 ดำเนินคดี พร้อมยึดเสื้อวินไม่ให้ขับขี่เป็นเวลา 3 เดือน และหากพบเป็นครั้งที่ 3 ก็จะดำเนินคดี พร้อมยึดเสื้อวินไม่ให้วิ่งเป็นเวลา 6 เดือน” พล.ต.ท. อำนวย กล่าว

    ขาดทุนยับ กทม. มีมติ “เลิกบีอาร์ที” ชาวเน็ตจัดแคมเปญค้าน

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ change.org (https://goo.gl/tpzCi0)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ change.org (https://goo.gl/tpzCi0)

    วันที่ 6 ก.พ. 2560 เว็บไซต์เนชั่นทีวีรายงานว่า พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงผลการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. เรื่องการมีมติให้ยกเลิกโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) สายสาทร-ราชพฤกษ์ หรือสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ โดยให้เหตุผลทั้งเรื่องการที่มีคนต่อต้านเนื่องจากใช้ผิวจราจร 1 ช่องทาง จนบางครั้งก็มีรถยนต์ขับในช่องพิเศษดังกล่าว ทำให้รถบีอาร์ทีไม่สามารถทำความเร็วได้ เมื่อใช้ความเร็วไม่ได้ก็ไม่มีคนนั่ง นอกจากนี้ การที่ยอดผู้โดยสารส่วนหนึ่งจากเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุที่นั่งฟรี ทำให้ กทม. ขาดทุนสะสมมาต่อเนื่องปีละ 200 ล้านบาททุกปี และขณะเดียวกันสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ทำหนังสือแจ้งเตือนให้ กทม. ทบทวนโครงการมา 2 ครั้งว่า ไม่ใช่ภารกิจของ กทม. และเป็นโครงการทำลายวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้ช่วยแก่ปัญหาจราจร ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้ให้บริการกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ จะมีการประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้มาเดินรถแทน

    ขณะเดียวกัน ทางด้านผู้ใช้บริการบีอาร์ที ก็ได้ทำการรณรงค์ล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org ให้ กทม. หันไปใช้มาตรการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อลดการขาดทุนแทนการยกเลิกการเดินรถ โดยผู้จัดทำแคมเปญให้เหตุผลว่า

    หากยกเลิกบีอาร์ที สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ
    1. รถติดมากขึ้นแน่นอน เพราะผู้ใช้บริการบีอาร์ทีต่อวัน มีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 คน

    2. เส้นทางดังกล่าวแทบจะไม่มีรถโดยสารประจำทางอื่นๆ วิ่งให้บริการ (มีเพียงรถเมล์ 2 สาย ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกัน) หมายความว่า 20,000 คน ในข้อ 1. ต้องหันไปใช้รถแท็กซี่หรือขับรถออกมาทำงานแทน ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ รถบนถนนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอีกราว 20,000 คัน!!! ต่อวัน

    3. กลุ่มคนที่เคยใช้บริการทุกวันเพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว มีปัญหาในการเดินทาง

    ค่าบริการแสนถูกเป็นเหตุให้ขาดทุน!
    1. ขาดทุนเพราะค่าโดยสารถูก วิธีแก้ปัญหาคือปรับขึ้นค่าโดยสาร ไม่ใช่ยกเลิกการให้บริการ!

    2. อัตราค่าโดยสารที่น่าจะเหมาะสม (ให้ผู้มีอำนาจลองนำไปพิจารณา) เมื่อเทียบกับรถโดยสารปกติ คือ
    – 10 บาท (1-3 สถานี) 15 บาท (4-6 สถานี) 20 บาท (7-9 สถานี) 25 บาท (10-12 สถานี) สำหรับบุคคลทั่วไป
    – 10 บาท สำหรับนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ และผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ทุกสัญชาติ) รวมถึงข้าราชการ ลูกจ้าง และข้าราชการบำนาญของกรุงเทพมหานคร
    – 5 บาท สำหรับเด็กเรียนในเครื่องแบบ
    – ยกเว้นค่าบริการสำหรับผู้พิการและภิกษุุสามเณร

    3. ค่าบริการตามที่เสนอในข้อ 2. อาจดูก้าวกระโดดและไม่ได้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันนัก แต่เมื่อเทียบกับการต้องโดยสารรถแท็กซี่หรือต้องขับรถส่วนตัวออกมาในเส้นทางดังกล่าวเนื่องจาก ‘ไม่มีทางเลือกอื่น’ ของผู้โดยสารที่ใช้บีอาร์ทีเป็นประจำ คิดว่าเป็นอัตราที่ยังรับได้และไม่กระทบเงินในกระเป๋ามากจนเกินไป (เพราะอัตราเฉลี่ยเทียบเท่ากับรถเมล์)

    หากเปลี่ยนแปลงสำเร็จ
    – บีอาร์ทีจะให้บริการต่อไป ในเส้นทางที่แทบจะไม่มีขนส่งมวลชนใดๆ ให้บริการ
    – ผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีกว่าใช้รถส่วนตัวในช่วงเวลาเร่งด่วน
    – ไม่ต้องมีรถยนต์บนถนนเพิ่มอีกอย่างน้อย 20,000 คันต่อวัน

    ผู้พิพากษาขวางไล่มุสลิม “ทรัมป์” จวก “เหลวไหลสิ้นดี”

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=207837)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=207837)

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานโดยอ้างรายงานของอินดีเพนเดนต์เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอบโต้ที่ถูกผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง สั่งขัดขวางอำนาจของรัฐบาลที่จะให้สกัดกั้นผู้อพยพลี้ภัยและพลเมืองจากชาติมุสลิม 7 ประเทศ ว่า เหลวไหลสิ้นดี และรัฐบาลจะคว่ำคำสั่งดังกล่าวให้ได้

    ทรัมป์เขียนในทวิตเตอร์โดยมีคำเสียดสีเป็นบางช่วง โจมตีผู้พิพากษาเจมส์ โรเบิร์ต ประจำซีแอตเติล กรณีมีคำสั่งขัดขวางอำนาจรัฐบาลในเรื่องสกัดผู้ลี้ภัยทั่วประเทศ ว่าจะก่อปัญหาใหญ่ตามมา ทั้งๆ ที่การควบคุมพรมแดนเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลจะเดินหน้าคว่ำคำสั่งของดังกล่าว

    “เมื่อใดก็ตามที่ประเทศไม่อาจจะบอกได้ว่า จะให้ใครเข้ามาหรือไม่ให้ใครเข้ามาได้ โดยเฉพาะเมื่อทำด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและความมั่นคง นั่นเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ

    ความเห็นของคนที่เขาเรียกว่าผู้พิพากษาน่ะ กลับไม่ยอมให้มีการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้ เป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี และมันจะต้องถูกคว่ำไป” ทรัมป์กล่าว

    ก่อนหน้านี้ คำสั่งของผู้พิพากษาโรเบิร์ต มีผลให้เจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งให้สายการบินต่างๆ เริ่มรับผู้โดยสาร 7 ชาติที่ถูกห้ามกลับมาได้ตามปกติ