ขบวนการหักเขี้ยวเสือและเด็ดปีกแมลงหวี่แมลงวัน” ของสี จิ้นผิง (ตอนที่ 5): “ตัดไม้ข่มนาม” ลงโทษ “เสือและแมลงวัน” และจัดระเบียบสังคม ลูกคนรวย

26 มิถุนายน 2015

อิสรนันท์

ในที่สุดการลงทุนทุ่มสุดตัวทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อจะโค่นต้น “ผลไม้พิษแห่งการทุจริตคอร์รัปชัน” ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก็เริ่มทยอยเห็นผลสำเร็จทีละน้อยๆ สมกับหยาดเหงื่อที่หยาดหยดมานานกว่า 2 ปี

ขณะไล่ต้อนข้าราชการกังฉินจนแทบไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป ถ้าไม่ถูกจับกุมก็ยินยอมไปมอบตัวแต่โดยดีเพื่อหวังความปรานีจากศาลที่จะลดหย่อนผ่อนโทษลงบ้างจากโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตเหลือแค่จำคุกตลอดชีวิตก็ยังดี แต่หลายคนกลับตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการฆ่าตัวตายหนีอายที่จะถูกสังคมรุมประณาม

สำนักข่าวซินหัวและหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า จากผลการมุ่งปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ข้าราชการกังฉินฆ่าตัวตายหนีผิดอย่างน้อย 3 คนเมื่อเดือน เม.ย. หลังจากมีคนฆ่าตัวตาย 4 คนเมื่อเดือน มี.ค. รายล่าสุดก็คือเฉิน เทียนหง วัย 34 ปี นายอำเภอในมณฑลเจียงสู ซึ่งกระโดดจากชั้น 21 ของสถานที่ราชการร่วงสู่พื้นดับอนาถ ก่อนหน้านี้ นายตำรวจระดับสูงในมณฑลเฮยหลงเจียงก็ผูกคอตาย ตามหลังเลขาธิการพรรคเมืองอี้โจว ในมณฑลกวางสี ทางภาคใต้ ที่กระโดดตึกตาย

ซินหัวรายงานว่า ตัวเลขของข้าราชการที่ฆ่าตัวตายพุ่งสูงผิดสังเกตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2546-2555 มีรายงานการฆ่าตัวตายของข้าราชการ 112 ราย แต่ตัวเลขที่สูงผิดปรกตินี้พุ่งขึ้น 54 รายนับจากเดือน ม.ค. 2553 – เม.ย. 2557 ในจำนวนนี้สามารถยืนยันได้ 23 คนว่าเป็นข้าราชการ

ที่มาภาพ : http://si.wsj.net/public/resources/images/BN-JA979_0623cw_P_20150622235330.jpg

ที่มาภาพ : http://si.wsj.net/public/resources/images/BN-JA979_0623cw_P_20150622235330.jpg

เมื่อปีที่แล้ว เวบไซต์ของพีเพิล ทรีบูน นิตยสารในเครือของหนังสือพิมพ์ประชาชนรายวันรายงานว่ามีข้าราชการฆ่าตัวตาย 36 คน แต่ Knowlesys สื่อออนไลน์ที่คอยสำรวจความเห็นของประชาชนกล่าวว่าตัวเลขการฆ่าตัวตายมีมากถึง 72 คน โดยได้มาจากการรวบรวมข่าวจากสื่อต่างๆ

ที่น่าสังเกตก็คือ แทบไม่มีสื่อใดระบุถึงเหตุผลของการฆ่าตัวตาย เพียงแค่ระบุกว้างๆ ว่ามาจาก “ภาวะซึมเศร้า” กระทั่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการเหล่านั้น นักวิชาการหลายคนให้คำตอบว่าอาจเป็นผลพวงจากการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่าการที่มีสถิติการฆ่าตัวตายของข้าราชการพุ่งขึ้นผิดปรกตินี้ ทำให้พรรคฯ ต้องทำการสำรวจทั่วประเทศว่ามีเจ้าหน้าที่กี่คนฆ่าตัวตาย อันจะมีผลทางกฎหมายเพราะเท่ากับต้องปิดคดีโดยปริยาย

แต่ข่าวนี้ก็ถูกกลบความสำคัญไปจากข่าวการปิดฉากอภิมหากาพย์การทุจริตคอร์รัปชันที่อื้อฉาวที่สุดในรอบ 70 ปี ของแดนมังกรนับตั้งแต่การปิดคดีแก๊ง 4 คน นำโดยนางเจียง ชิง ภริยาของอดีตประธานเหมา เจ๋อ ตุง เมื่อศาลประชาชนชั้นกลางหมายเลขหนึ่งของเทศบาลนครเทียนสินได้ตัดสินเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ให้จำคุกตลอดชีวิต โจว หย่งคัง วัย 72 ปี อดีตผู้นำอันดับ 3 ในจงหนานไห่ เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำในคณะกรมการเมืองหรือโปลิตบูโร และอดีตหัวหน้าคณะกรรมาธิการกลางกิจการกฎหมายและการเมือง อันเป็นหน่วยงานด้านกฎหมายและความมั่นคงสูงสุดของประเทศที่มีอำนาจเหนือตำรวจและศาล จนได้รับฉายาว่า “ซาร์ความมั่นคง” จนกระทั่งเกษียณตัวเองในปี 2555 และได้หายหน้าหายตาจากการรู้เห็นของประชาชนตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 ก่อนจะมีข่าวว่าถูกจับเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ตามด้วยการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เม.ย.

นอกจากนี้ ศาลประชาชนในนครเทียนสินยังได้ตัดสินให้ยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้้งหมดของโจว รวมทั้งสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วย นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของแดนมังกรที่ถูกตัดสินความผิดในศาล ซึ่งได้พิจารณาคดีแบบปิด เนื่องจากหลักฐานบางส่วนเกี่ยวข้องกับความลับของรัฐ หลังจากโจวยอมสารภาพผิดทั้งในข้อหารับสินบน, ใช้อำนาจโดยมิชอบ และมอบเอกสาร 6 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 5 ฉบับเป็นเอกสารลับสุดยอดให้แก่เกา หย่งเจิ้ง หมอดูเจ้าของสมญา “ปรมาจารย์ซี่กง”

ในคำพิพากษาของศาลประชาชนในนครเทียนสินระบุว่า โจวได้ใช้อำนาจในทางมิชอบสั่งให้ผ่องถ่ายเงินกว่า 2,100 ล้านหยวน (ราว 10,500 ล้านบาท) ไปให้ลูกชายและนักธุรกิจคนอื่นๆ จนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 1,480 ล้านหยวน (ราว 7,400 ล้านบาท) นอกจากนี้ อดีตซาร์ความมั่นคงยังได้รับสินบน 130 ล้านหยวน (ราว 650 ล้านบาท) จากเครือข่ายคนสนิทด้วย

ภาพจากสถานีโทรทัศน์กลางแห่งชาติจีน (ซีซีทีวี) แสดงให้เห็นว่าผมของโจวที่เคยดำสนิทกลับขาวโพลนทั้งศีรษะ ขณะที่ท่าทีที่เคยขึงขัง เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง ก็หายไประหว่างนั่งรับฟังการตัดสินของศาลด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะก้มหน้ายอมรับผิดด้วยทราบดีว่าความผิดที่ตัวเองก่อไว้นับตั้งแต่สมัยที่ควบคุมดูแลบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (ซีเอ็นพีซี) กระทั่งก้าวขึ้นมาเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลเสฉวน และเป็นหนึ่งในคณะโปลิตบูโรนั้นได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่งานของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยความสำนึกผิดนี้ตัวเองจึงตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์

“ผมยอมรับข้อกล่าวหาทั้งปวง ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ประจักษ์ชัดเจน ผมยอมรับและสำนึกผิด” โจว หย่งคัง แถลงกลางศาล

สำนักข่าวซินหัวได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการพิจารณาคดีต่อเนื่องไปจนถึงการตัดสินคดีของโจว หย่งคัง ในครั้งนี้ต่างจากการพิจารณาคดีคอร์รัปชันของป๋อ ซีไหล อดีตดาวรุ่งพุ่งแรงกระทั่งได้เป็นเลขาธิการพรรคประจำฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นคนสนิทของโจว หย่งคัง และเป็นคู่แข่งคนสำคัญของสี จิ้นผิง ก่อนจะกลายเป็นดาวร่วงเมื่อถูกจับ ถูกฟ้อง และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปี 2556 โทษฐานพัวพันกับการคอร์รัปชัน ฆาตกรรม จารกรรม รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ หนึ่งในความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าถึงกำหนดวันพิจารณาคดีของโจว อีกทั้งไม่ได้ส่งมอบวิดีโอฉบับเต็มรวมไปถึงคำสารภาพของภรรยาและลูกชายของโจวให้สื่อ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะหลักฐานบางส่วนเกี่ยวข้องกับความลับของรัฐ ต่างจากการพิจารณาคดีป๋อ ซีไหล ที่นอกจากจะประกาศวันล่วงหน้าแล้ว ยังมีการตรวจแก้ขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาล ก่อนจะเผยแพร่ทางออนไลน์

ที่มาภาพ : http://www.scmp.com/sites/default/files/styles/486x302/public/2013/09/04/9e684ca1963b9b2cfb7b5dc531b0c12a.jpg?itok=Czu5k9E5

ที่มาภาพ : http://www.scmp.com/sites/default/files/styles/486×302/public/2013/09/04/9e684ca1963b9b2cfb7b5dc531b0c12a.jpg?itok=Czu5k9E5

ผู้สันทัดกรณีหลายคนให้ความเห็นกับซินหัวว่าความแตกต่างนี้อาจเป็นเพราะความกลัวที่ว่าโจวอาจจะกลับคำรับสารภาพเหมือนกับที่ป๋อ ซีไหล เคยทำมาก่อนหน้า

การปิดฉากมหากาพย์การทุจริตคอร์รัปชันของ “บิ๊กเสือ” โจว หย่งคัง สะท้อนถึงความกล้าผิดปรกติของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่จะเดินหน้าฟาดฟันการฉ้อราษฎร์บังหลวงในระดับสูงในทุกวงการรวมไปถึงกองทัพ และขณะนี้ยังได้ขยายวงกว้างไปเกือบทั่วทุกมุมเมือง เป้าหมายต่อไปก็คือการตรวจสอบบรรดาบริษัทและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งควบคุมภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจ เช่น พลังงาน ธนาคาร การสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ แม้จะมีเสียงทักท้วงว่าหากยังขืนเดินหน้าจับเสือตัวใหญ่ต่อ ดังกรณีการจับกุมลิ่ง จี้ฮัว มือขวาของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา อาจทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยิ่งเกิดการแตกแยก จนอาจบ่อนเซาะฐานรากของพรรคฯ ได้

รายได้ภัตตาคารหรูหด-หม้อไฟและฟาสต์ฟู้ดบูม

อย่างไรก็ดี หวัง สีซาน หัวหมู่ทะลวงฟันการคอร์รัปชันยืนยันหยักแน่นว่า “ไม่มีเขตต้องห้าม” ในการต่อกรกับการทุจริตซึ่งมีเค้าว่าคงจะยืดเยื้อไปอีกนาน เห็นได้จากการการตรวจสอบยอดเงินของรัฐที่ถูกละเลงผ่านการจัดงานเลี้ยงกันอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงเดือน ก.พ. พบว่าเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์จากเดือน ม.ค. บ่งชัดว่า ยังมีจุดเสียอยู่ภายในพรรคที่จะต้องถูกกำจัดโดยเร็ว โดยไม่สนใจเสียงโอดครวญของบรรดาเจ้าของภัตตาคารหรูที่ว่ารายได้หดตัวลงกว่า 6 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปีที่แล้ว อันเป็นผลพวงจากนโยบายคุ้มเข้มการใช้จ่ายในภาครัฐโดยเฉพาะการสั่งห้ามจัดงานเลี้ยงหรูหราผสมผสานกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

ในรายงานของสมาคมโรงแรมแห่งประเทศจีนระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว แม้จำนวนลูกค้าของภัตตาคารระดับบนจะมากขึ้นราว 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เม็ดเงินที่ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายกลับลดลงเฉลี่ยแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นข้าราชการใช้เงินในภัตตาคารน้อยลง ทำให้กิจการของภัตตาคารหรูต้องถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ พลิกโฉมจากขนาดใหญ่โตและหรูหราไปเป็นขนาดเล็กและเรียบง่ายแทน ทำให้ “หม้อไฟและฟาสต์ฟู้ด” กลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมียอดจำหน่ายสูงขึ้นกว่า 16 และ 11 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

ในรายงานของสมาคมโรงแรมจีนอ้างผลการสำรวจรายได้ของภัตตาคารใน 4 เมืองใหญ่ ได้แก่ ปักกิ่ง เทียนสิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง พบว่ากรุงปักกิ่งเป็นที่เดียวที่ภัตตาคารมีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2556 โดยมีรายได้เพียง 71,000 ล้านหยวน (ราว 355,000 ล้านบาท) น้อยกว่ารายได้ของภัตตาคารในกวางตุ้งถึง 1 ใน 4 ส่วน

ส่วนพื้นที่ที่มีอัตราการบริโภคในภัตตาคารมากที่สุดก็คือ มณฑลกวางตุ้ง ด้วยมูลค่าราว 284,000 ล้านหยวน (ราว 1,500,000 ล้านบาท) ตามด้วยมณฑลซานตง และมณฑลเจียงซู ที่มีรายได้กว่า 200,000 ล้านหยวน

จัดระเบียบสังคม-“ครู-ลูกคนรวย”ห้ามอวดเบ่งอวดรวย

นอกจาก “ตัดไม้ข่มนาม” ลงโทษ “เสือและแมลงวัน” อย่างไม่เห็นแก่หน้าค่าตาใครๆ อันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำแล้ว ผู้นำจงหนานไห่ได้เริ่มหันมาแก้ปัญหาที่ต้นน้ำด้วยการเริ่ม “จัดระเบียบสังคม” เพื่อสกัดกั้นการคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง ล่าสุดก็คือการสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้โรงเรียนและครูบาอาจารย์รับของขวัญหรือค่าเรียนพิเศษหรือแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงคอร์รัปชันในแวดวงการศึกษานอกเหนือจากการยักยอกเงินตามโรงเรียนทั่วประเทศ

ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างคณะกรรมการกลางการตรวจสอบวินัย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงพาณิชย์ ที่มีขึ้นเมื่อกลางเดือน มิ.ย. ย้ำว่า “ครูต้องไม่ใช้ตำแหน่งและอำนาจไปในทางมิชอบ หรือตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเอง …. หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ให้ความร่วมมือในการบังคับใช้ข้อห้าม และกระทำการณ์อันขัดต่อกฎระเบียบ ก็จะต้องถูกสอบสวนและเปิดโปงความจริง”

ในระเบียบข้อบังคับล่าสุดยังสั่งห้ามครูบาอาจารย์ตอบรับคำเชิญชวนไปงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือตั้ง “ชั้นเรียนพิเศษ” ที่ผิดกฎระเบียบด้วย

ที่มาภาพ : http://news.xinhuanet.com/english/2008-04/23/xinsrc_22204052319456272374445.jpg

ที่มาภาพ : http://news.xinhuanet.com/english/2008-04/23/xinsrc_22204052319456272374445.jpg

พร้อมกันนี้ ผู้นำจงหนานไห่ยังสั่งยกเครื่องภาพลักษณ์ของบรรดาลูกเศรษฐีที่เป็นนักธุรกิจภาคเอกชน รวมทั้งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวที่ตามใจลูกหลานจนเสียคน ชอบอวดเบ่ง อวดรวย และใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย โดยกรมงานแนวร่วมกลางในสังกัดคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำด้านการเมือง ธุรกิจ และการศึกษา ที่ไม่ใช่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เตรียมจัดทำคู่มือการวางตัวของนักธุรกิจภาคเอกชนให้รู้จักคุณค่าของเงิน รวมไปถึงการอบรมสอนสั่งลูกๆ ไม่ให้อวดเบ่ง อวดรวย โดยไม่รู้จักหาเงินหรือไม่รู้วิธีสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้ เดลี่ รายงานว่า เมื่อปี 2556 มีการจัดปาร์ตี้มั่วเซ็กซ์และยาเสพติดของพวกหนุ่มสาวที่ร่ำรวย ภาพหลุดจากงานปาร์ตี้ที่แพร่กระจายทางออนไลน์เผยให้เห็นว่ามีทั้งนายแบบนางแบบรวมทั้งทายาทมหาเศรษฐีทั้งหญิงและชาย ที่ยังช่วยกันกระพือความร่ำรวยด้วยการแลกกันถ่ายรูปบัญชีเงินฝากในธนาคาร ซึ่งบางบัญชีมีตัวเลขสูงถึง 3,700 ล้านหยวน

ในบทความของกรมงานแนวร่วม ซึ่งเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ย้ำว่าพฤติกรรมอวดรวยของนักธุรกิจรุ่นใหม่หรือทายาทเศรษฐีที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดไม่ใช่ปัญหาธรรมดาๆ ที่ทางการสามารถนิ่งดูดายได้อีกต่อไป เนื่องจากในระยาวแล้วจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อภาคธุรกิจเอกชน พร้อมกันนั้นก็เรียกร้องให้ผู้ประกอบการรุ่นหนุ่มสาวลงทุนในเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะการเจียดเงินและเจียดเวลาส่วนหนึ่งไปช่วยงานการกุศล แทนที่จะให้ความสำคัญแต่เรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเองเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม หลิน ฮั่น นักสะสมงานศิลปะ วัย 28 ปี ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ เอ็ม วูดส์ ซึ่งไม่แสวงหากำไรในกรุงปักกิ่งแย้งว่า สื่อมวลชนมักเพ่งเล็งแต่พวกลูกเศรษฐีที่ชอบอวดเบ่งและอวดรวย แต่ไม่มองในภาพรวมทั้งหมดว่ายังมีลูกเศรษฐีอีกไม่ใช่น้อยที่กำลังพยายามสร้างสรรค์ผลงานและค้นหาคุณค่าของตัวเอง อีกทั้งยังมีจิตสำนึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

“เรายินดีที่จะทำตัวติดดิน และผมเชื่อว่าเวลาจะเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนได้” ฮั่น นักสะสมงานศิลปะรุ่นใหม่ย้ำ

การจัดระเบียบทางสังคมอีกทางหนึ่งก็คือการให้ข้าราชการและภรรยาไปดูงานในคุก รวมทั้งดูสภาพความเป็นอยู่ในคุกของอดีตข้าราชการที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคอร์รัปชัน ดังการดูงานในคุกของข้าราชการและภรรยากว่า 70 คนในมณฑลหูเป่ย ถือเป็นการศึกษานอกสถานที่เพื่อเตือนสติไม่ให้คอร์รัปชัน

หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลีรายงานว่าคณะกรรมการกลางฝ่ายวินัยของพรรคฯ ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะต้องให้ข้าราชการทั่วประเทศเดินทางไปดูคุกเพื่อกระตุ้นข้าราชการให้ตระหนักว่าการคอร์รัปชันนั้นจะส่งผลเช่นไร ปรากฎว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจีนต่างให้ความเห็นชื่นชมกับแผนการนี้ ทั้งยังเสนอให้ขยายแผนการนี้ออกไป

ด้านหนังสือพิมพ์โกลบัลไทมส์รายงานว่า สมาชิกพรรคในเมืองเทียนสินได้เปลี่ยนนามบัตรใหม่ด้วยการใส่ตำแหน่งในพรรคของตัวเองก่อนตำแหน่งในรัฐบาล เพื่อสนองนโยบายของหวัง สีซาน ที่ว่าพรรคมีบทบาทนำในเรื่องของความโปร่งใสและข้าราชการจะต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อนจะทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติต่อไป

ข่าวในประเด็น

เครือข่ายสังคม