จิตสำนึกเงินของประชาชน

8 พฤษภาคม 2014

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เมื่อขับรถไปบนถนนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายแห่งหน เรามักเห็นป้ายใหญ่โตมีรูปนักการเมืองระดับชาติหรือท้องถิ่น นายตำรวจใหญ่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ และเมื่อเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ก็เห็นรูปรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี อยู่เกือบครึ่งหน้าเกือบทุกวันในหน้าซึ่งประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐต่างๆ เรากำลังทำอะไรกันกับทรัพยากรที่เรียกเก็บมาจากประชาชนในสังคมเรา

ป้ายและสื่อหลายลักษณะเหล่านี้ใช้เงินภาษีอากรโดยไม่ต้องสงสัย คำถามง่ายๆ ก็คือ แล้วมันเรื่องอะไรที่จะเอาทรัพยากรที่เรียกเก็บจากประชาชนมาปู้ยี่ปู้ยำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเช่นนี้

ภาษีอากรหรือทรัพยากรที่เรียกเก็บจากประชาชนก็คือสิ่งเดียวกัน ที่ไม่เอาคำว่าเงินไปเกี่ยวข้องด้วยก็เพราะทรัพยากรที่เรียกเก็บจากประชาชนนั้นไม่เป็นเงินไปเสียทั้งหมด ในสมัยโบราณมีการเรียกเก็บเป็นเกลือ เป็นทองคำ เป็นข้าวปลาอาหาร สมัยใหม่ก็ได้แก่การเกณฑ์ทหาร (บังคับใช้แรงงาน และจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่เขาควรจะได้จากการทำงานในอาชีพของเขาตามปกติ)

การเรียกเก็บเช่นนี้เป็นการบังคับโดยกฎหมาย มีโทษถึงติดคุกหากขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง ไม่มีใครอยากเสียภาษีอากรซึ่งปัจจุบันอยู่ในรูปภาษีทางตรง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ ซึ่งผู้เสียไม่สามารถผลักภาระภาษีไปยังคนอื่นๆ ได้ และภาษีทางอ้อม (ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาเข้า ค่าธรรมเนียม ฯลฯ ซึ่งผู้เสียสามารถผลักภาระภาษีไปยังคนอื่นได้)

เงินที่เรียกเก็บจากประชาชนด้วยวิธีการบังคับเช่นนี้ (จ่ายภาษีโดยตรง เช่น ภาษีเงินได้ หรือฝังตัวอยู่ในราคาสินค้าที่ผู้คนทั่วไปซื้อหา เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม) จึงถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าแม้ว่าไม่เรียกเก็บมา ประชาชนเขาก็สามารถเอาเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาของครอบครัว หรือขยายความสามารถในการผลิตของครอบครัว เช่น ซื้อรถไถ ซื้อรถกระบะไว้ขนส่ง ลงทุนค้าขาย หรือสามารถเอาไปใช้เพื่อการบริโภคหาความสุขได้

เงินภาษีอากรหรือรายได้ของรัฐบาลจึงเป็นเงินของประชาชนที่มาอยู่ในมือของภาครัฐ เพื่อให้ทำงานรับใช้ประชาชน ให้สังคมดำเนินไปได้อย่างดี รัฐบาลตลอดจนข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงพึงเคารพ “เลือดเนื้อ” ของประชาชนที่ถูกตัดแบ่งมาเพื่อบริการประชาชนกลับไปอีกทีหนึ่ง

นักการเมืองที่ปากบอกว่าเคารพเสียงของประชาชนฉันใดก็ต้องเคารพเงินของประชาชนที่มาอยู่ในมือของภาครัฐฉันนั้น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องเคารพเช่นเดียวกันเพราะทุกบาทของเงินเดือนมาจากเงินของประชาชน (บางคนอาจเถียงว่าบางส่วนของงบประมาณรายจ่ายของรัฐมาจากเงินกู้ยืม ก็ขอตอบว่าในการใช้หนี้ในอนาคตก็ต้องเอาเงินภาษีอากรของประชาชนอีกนั่นแหละมาชดใช้)

นักการเมืองที่ใช้กลไกการเลือกตั้งเป็นสะพานไปสู่การยึดครองเมืองภายใต้การเชิดชูประชาธิปไตยแบบปลอมๆ ก็คือการผลาญเงินของประชาชนอีกหนทางหนึ่ง เพราะแทนที่จะเอาเงินภาษีอากรมาทำให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าของเงินอย่างแท้จริง กลับเอามาสร้างประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวก

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ผลาญเงินภาษีอากรของประชาชนอย่างสนุกมือ ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่ายขาดจิตสำนึกว่ากำลังเอาเงินของประชาชนมาใช้สมควรถูกประณามโดยสังคม

การเอาเงินของประชาชนมาสร้างป้ายใหญ่โตที่ไร้สาระสำหรับสังคม แต่เกิดประโยชน์ส่วนตัวในการประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อ “ความดัง” หรือเพื่อเตรียมหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต คือการไม่เคารพประชาชน และไม่เคารพประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย

ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เขามีกฎหมายห้ามการกระทำเช่นนี้ ได้ทราบว่าในประเทศไทยก็มีผู้เตรียมร่างกฎหมายนี้ไว้แล้วเช่นกัน เพราะยิ่งนับวันก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและท้องถิ่น

การจ่ายเงินให้สื่อสิ่งพิมพ์ก้อนใหญ่เป็นประจำเพื่อประชาสัมพันธ์งานของหน่วยงานโดยมีรูปนักการเมือง ปลัดกระทรวง อธิบดีปรากฏ นอกจากจะเป็นการเอาเงินหลวงมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแล้ว (คำจำกัดความของคอร์รัปชันอันหนึ่งคือการเอาอำนาจที่สาธารณะมอบให้มาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว) ยังเป็นการช่วยทำลายบทบาทที่ดีของสื่ออีกด้วย (ถ้าหนังสือพิมพ์คุ้ยข่าวหรือลงข่าวไม่ดีที่เกิดขึ้นในองค์การของฉัน ก็บ๊ายบายกับเงินส่วนนี้ได้)

ไม่ว่าจะมองแง่มุมใด การเอาเงินหลวงมาทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์คำขวัญหรือให้พรโดยมีรูปของเจ้าหน้าที่ของรัฐปรากฏอยู่นั้นไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ถ้าท่านจะใช้เงินส่วนตัวจริงๆ ติดตั้งในบ้านหรือบนหลังคาบ้านท่านไม่มีใครเขาว่าหรอก
การแสดงความเคารพทรัพยากรซึ่งถูกบังคับเรียกเก็บจากประชาชนโดยนำมาใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์คืนสู่ประชาชนคือการช่วยจรรโลงระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
(อ่านเพิ่มเติมซีรี่ส์งบประชาสัมพันธ์ภาครัฐ)

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที 6 พ.ค. 57

  • ทุกชีวิตเราดูแล

    ฝากเอารูปหม่อมที่เป็น ผู้ว่า กทม มาวางเป็นรุปโปรโมทบ้างก็ดีนะครับ เอาแต่รูปฝั่งที่เว็บไม่ชอบตลอดเลย

  • Wuttipong Tunyut

    เป็น 1 บทความที่ดีมากครับ สำหรับประเด็นเรื่องป้ายฝ่ายนั้นฝ่ายไหน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะใจความคือการใช้จ่ายเงินโดยไร้สำนึกของนักการเมือง

  • Mulligaza Narapornpipat

    ทั้งชีวิตเราดูแล…

  • watchara munin

    เกือบดีนะครับ แต่ไปไม่สุด ถ้าจะเล่นเรื่องป้ายผมว่า
    ต้องเล่นประเด็นเรื่องป้ายที่เยอะสุดๆ ในประเทศเราด้วยครับ
    เพราะว่าป้ายเหล่านั้นก็ล้วนเป็นภาษีประชาชน และใช้เพื่อ ขอยืมโควทจากในบทความนะครับ

    “การเอาเงินของประชาชนมาสร้างป้ายใหญ่โตที่ไร้สาระสำหรับสังคม แต่เกิดประโยชน์ส่วนตัวในการประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อ “ความดัง” ”

    คงจะดีไม่น้อยหากเราจะวิจารณ์ไม่เอนเอียงแบบนี้ครับ 😀

    • guitar555

      คนไทยไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแล้วตอนนี้ แต่นับถือลัทธิคลั่งงมงายแทน
      อะไรที่เกี่ยวกับหัวหน้าลัทธิคลั่งงมงาย จะเกิดอาการ ห้ามถาม ห้ามสงสัย

  • ชาย

    ตรงใจที่อยากบอกมานานมากที่สุดครับ รวมถึงการตั้งชื่อห้องประชุม อาคาร ถนน ที่มาจากเงินหลวงด้วย ผมเกลียดมากที่สุด