พิษจำนำข้าว เมื่อโรงสีถูกเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน – กระทู้ถามนายกฯ แต่มอบ “ณัฐวุฒิ” ตอบ มีแต่วิวาทะ ไม่กางหลักฐานโชว์

ที่มาภาพ : www.matichon.co.th
ที่มาภาพ: www.matichon.co.th

เหลืออีกเพียงไม่นาน การรับจำนำข้าวรอบสองก็จะเริ่มขึ้นในเดือนเมษายนนี้

มีเสียงวิจารณ์ว่า “เงินเก่า” ที่ต้องจ่ายให้กับชาวนาในการรับจำนำที่ผ่านมายังเคลียร์ไม่หมด เพราะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ขาดสภาพคล่องจากการรับจำนำข้าวทุกเม็ดรอบที่แล้ว

แต่รอบใหม่กำลังจะเกิดขึ้น…

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 มีนาคม “ยุพราช บัวอินทร์” ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี เรื่อง “การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว” ซึ่งได้มอบหมายให้ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาชี้แจงแทน

นายยุพราชถามว่า วันนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศรับจำนำที่ 15,000 บาท แต่ในทางปฎิบัติพี่น้องชาวนาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย คือ ได้เพียง 9,000-11,000 บาท รวมทั้งยังถูกโกงน้ำหนัก ในทางกลับกัน ขณะที่พี่น้องชาวนาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลกลับขาดทุนและขาดทุนอย่างต่อเนื่องทุกปีการเพาะปลูก และจะมีการขาดทุนเช่นนี้เรื่อยไป ประชาชนที่เสียภาษีไม่อยากให้รัฐบาลนำงบประมาณที่มาจากพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนำมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละเทะขาดทุนหมดรูปหมดสภาพ คำถามที่หนึ่งคือ อยากทราบว่านโยบายนี้รัฐบาลขาดทุนปีละเท่าไหร่ รายละเอียดเป็นอย่างไร ขอถามรัฐมนตรีว่า ปี 2555 รัฐบาลระบายข้าวออกจริงๆ ได้กี่ตัน เป็นเงินเท่าไหร่ ส่งคืน ธ.ก.ส. เท่าไหร่ ส่งคืนคลังเท่าไหร่

นายณัฐวุฒิชี้แจงว่า นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ ปรากฎว่ามีข้าวในสต็อกของรัฐบาลซึ่งเป็นข้าวเก่ามาจากรัฐบาลชุดเก่าอยู่ 2 ล้านตันเศษ เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าว ไม่ว่าจะรับเข้ามาในโครงการกี่ล้านตันก็ตาม รัฐบาลก็จะต้องมีภาระในการระบายข้าวค้างเก่าด้วย ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ เพียงแต่ว่าเป็นข้อมูลที่ต้องแจ้งเพื่อทราบ

ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ระบายข้าวที่ค้างเดิม 2.195 ล้านตัน ไปจำนวนทั้งสิ้น 1.851 ล้านตัน และระบายข้าวนาปี 2554/2555 และ 2555/2556 ไป 4.034 ล้านตัน จากจำนวนที่รับจำนำมาทั้งสิ้น 13 ล้านตัน ด้วยการระบายผ่านจีทูจี นอกจากนี้ก็โดยวิธีการที่ขายเป็นการทั่วไปให้ผู้ประกอบภายในประเทศอีก 0.466 ล้านตัน ขายให้กับองค์กรต่างๆ 2.572 ล้านตัน รวมทั้งสิ้นระบายข้าวจากโครงการที่รับจำนำมาประมาณ 7 ล้านตัน จากจำนวนทั้งหมด 13 ล้านตัน รวมข้าวค้างเก่าอีก 1.851 ล้านตัน นี่คือปริมาณที่ระบายออก ส่วนตัวเลขรายรับจากการระบายทั้งหมดในรอบปีที่ผ่านมา ถ้ารวมข้าวเก่าที่ระบายไปอีก 18,500 ล้านบาท ก็จะเป็น 66,259 ล้านบาท

สำหรับปีนี้ ตั้งแต่มกราคมจนถึงวันปัจจุบัน มีรายได้จากการระบายข้าวไปแล้วทั้งสิ้น 30,979 ล้านบาท นี่คือข้าวใหม่ในโครงการรับจำนำของรัฐบาลนี้ และมีรายได้จากการระบายค้างเก่าอีก 5,156 ล้านบาท เพราะฉะนั้น ตัวเลขทั้งระบายข้าวเก่าและระบายข้าวในโครงการรับจำนำจนถึงปัจจุบัน นับจากเริ่มต้นโครงการแล้วรวมทั้งสิ้น 120,637 ล้านบาท ถ้าเป็นข้าวใหม่แยกออกมาประมาณ 97,238 ล้านบาท ข้าวเก่า 23,656 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นตัวเลขต่างหากที่ไม่สามารถที่จะนำมาเป็นเงินหมุนเวียนในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวได้ เพราะฉะนั้น เงินที่คืนไปกับ ธ.ก.ส. ตามรอบ ซึ่งแน่นอนว่าขณะนี้ยังไม่ได้ไปคืนไปครบทั้ง 97,238 ล้านบาท แต่ว่าทยอยคืนไปแล้ว เงินคืน ธ.ก.ส. ดังกล่าวอยู่ในกรอบวงเงินนี้ ณ ปัจจุบัน

นายยุพราชกล่าวว่า ขณะนี้ทยอยคืนเงินให้กับ ธ.ก.ส. ทีละนิดๆ มีข่าวออกมาจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง โดยในข่าวอาจจะเป็นการโยนหินถามทางหรือเป็นข่าวโคมลอยก็ไม่อาจจะแน่ใจได้ ในข่าวนั้นระบุว่า รัฐบาลจะลดเพดานการรับจำนำข้าวจาก 15,000 บาท เหลือ 13,000 บาท คิดได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้เรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การที่มีข่าวออกมาอย่างนี้ส่งผลกระทบกับชาวนา กระทบกับการค้าของประเทศไทยโดยตรง วันนี้ไม่ต้องคิดหรอกว่าจะปรับราคาจาก 15,000 บาท ลงเหลือ 13,000 บาท แต่ไปคิดดีกว่าว่าจะทำอย่างไรที่จะลดต้นทุนการผลิตของชาวนา เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกวัน

นอกจากนั้น เมื่อมีข่าวเช่นนี้ออกไป ถามว่าฤดูกาลเพาะปลูกนี้และฤดูกาลเพาะปลูกหน้านี้ จะมีพ่อค้ารายไหนที่รับซื้อในราคาที่สมควรจะเป็น นอกจากรัฐบาลจะโดนพ่อค้ากดราคาเรื่อยไป เพราะเขาทราบแล้วว่าแนวทางรัฐบาลคือจะลดเพดานราคาการรับจำนำข้าวลงมา

ที่สำคัญ นอกจากมีชาวนาถูกโกงแล้วยังถึงคิวของโรงสีที่มีกระบวนการรับผลประโยชน์จากกลุ่มอิทธิพล และกลุ่มธุรกิจการเมืองที่ทำตัวเป็นนายหน้า หากินกับเจ้าของโกดังที่รัฐบาลเช่าไว้ ซึ่งมีอยู่หลายพื้นที่ โดยแบ่งโซนเรียกหัวคิวจากโรงสีแลกกับการเปิดพื้นที่โกดังเก็บข้าว

“เคยได้ยินคำว่าค่าเหยียบแผ่นดิน วันนี้โรงสีต้องจ่ายค่าเหยียบแผ่นดินหรือค่านำข้าวเข้าโกดังกระสอบละ 10 บาท จากกระสอบละ 7 บาท บางพื้นที่อ้างว่าไม่มีพื้นที่กองเก็บ จะสังเกตเห็นได้ว่ามีรถขนข้าวเปลือกจอดอยู่หน้าโรงสี 5 วัน บ้าง 7 วัน บ้าง นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น พอเคลียร์เสร็จพื้นที่ก็มีทันที”

นอกจากนั้น โรงสียังต้องเจอกับกระบวนการเรียกรับผลประโยชน์จากเซอร์เวย์เยอร์ ที่มักมีการอ้างว่ามีต้นทุนการดำเนินงาน จึงเรียกเก็บจากทั้งข้าวคุณภาพดีและข้าวด้อยคุณภาพ ถ้าเป็นข้าวคุณภาพดีเรียกเก็บ 7-10 บาทต่อหนึ่งกระสอบ ถ้าเป็นข้าวด้อยคุณภาพเรียกเก็บ 20 บาทต่อกระสอบ จึงเป็นที่มาของข้าวเน่าที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์มาแสดงต่อสภา

นี่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันรายทางเกิดขึ้นโดยไม่มีใครเข้ามาตรวจสอบ กลายเป็นช่องทางการหาผลประโยชน์ไปแล้ว ขอถามว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลขาดทุนไปกับโครงการนี้เป็นเงินเท่าไหร่ และปี 2556 การขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวคิดเป็นเท่าไหร่ต่อตัน

อ้าง จีทูจีไม่ตายตัว คำนวณขาดทุนยาก

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการในรัฐบาลชุดนี้ ถ้าพูดในทางหลักการคือการดำเนินนโยบายเพื่อยกระดับรักษาเสถียรภาพราคาพืชผลทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเรื่องการดำรงชีวิต ช่วยเหลือเรื่องค่าตอบแทนในการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่ผ่านมามีพืชผลหลายชนิดต่างกรรมต่างวาระที่รัฐบาลมีมาตรการในการรักษาเสถียรภาพราคา จะแทรกแซงหรือจะประกันราคาหรือจำนำก็ตาม ที่ผ่านมาแทบ100 เปอร์เซ็นต์ ที่เมื่อเสร็จสิ้นโครงการก็อยู่ในภาวะขาดทุน เหตุผลเพราะว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของเกษตรกร ที่ทำโครงการประกันราคาข้าว ก็ทราบว่าสุดท้ายผลการดำเนินการก็จะมีภาวะขาดทุน

เพียงแต่ว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่อง ขณะนี้ดำเนินการเป็นปีที่ 2 มีการเอาเงินจากรัฐให้เกษตรกรเป็นค่าจำนำ และรับเงินจากเอกชนทั้งในและต่างประเทศจากการระบาย และเงินที่ได้รับจากการระบายก็ใส่คืน ธ.ก.ส. เพื่อหมุนเวียนในการดำเนินโครงการต่อไป เพราะฉะนั้น ถ้าจะสรุปกำไรขาดทุนในโครงการนี้ มันก็ต้องรอให้โครงการดำเนินไปจนถึงข้อยุติเสร็จสิ้น

ขณะนี้เป็นการหมุนเวียนเงินในระบบในโครงการ และถ้าจะให้ตนอธิบายว่าจะขายข้าวที่ราคาต่ำกว่าทุนเท่าไหร่นั้นมันเอาตัวเลขตายตัวไม่ได้ เพราะตัวเลขในข้อตกลงการทำจีทูจีของแต่ละรัฐของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน ราคาซื้อ ราคาขาย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดระหว่างประเทศผู้ซื้อกับผู้ขายในขณะนั้นเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการดำเนินโครงการนี้ เมื่อรัฐบาลควักเงินจากกระเป๋าซ้ายให้เกษตรกรจากโครงการรับจำนำ เกษตรชาวไร่ชาวนามีรายได้เพิ่มเกิดการบริโภคภายในเพิ่มขึ้น สถิติการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในรอบปีที่ผ่านมาก็สูงขึ้นถึงกว่าแสนล้านบาท(ดูการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล) เม็ดเงินตรงนั้นหมุนกลับเข้ามาเป็นงบประมาณของรัฐบาลในกระเป๋าขวา

ยันไม่ปรับเพดานราคาจำนำข้าว

นายณัฐวุฒิชี้แจงต่อว่า โครงการรับจำนำข้าวมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลรับฟัง แต่ว่านี่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ฉีดเม็ดเงินให้กับพี่น้องชาวนา และในขณะเดียวกันก็มีโครงการและมาตรการอื่นๆ ที่จะกระตุ้นการบริโภคภายในเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ส่วนเรื่องผลกระทบจากการประกาศราคา 13,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นข่าวที่ออกมาจากการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตนคิดว่าเรื่องนี้จบไปนานแล้ว เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้แล้วว่าไม่เป็นความจริง และปลัดพาณิชย์ไม่ได้เสนอ ไม่ได้ข้อสรุปจากที่ไหน แต่บอกว่ามีคนสะท้อนเรื่องนี้มาเท่านั้นเอง ถ้าอยู่ในโลกของความเป็นจริงจะรู้ว่าราคารับจำนำยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทุจริตมีรายละเอียดมาก ถ้าสนใจจะถ่ายเอกสารให้ว่าเขาไปจับกุมดำเนินคดีที่ไหนอย่างไร ข้าวเน่าที่อ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่มี เจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนก็เตรียมการที่จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องไปให้การ ส่วนหนึ่งให้การไปแล้ว ส่วนหนึ่งหมดสมัยประชุมก็เข้าสู่กระบวนการต่อไป ซึ่งตนก็ไม่ไปแทรกแซงก้าวล่วง

จี้โชว์สัญญาจีทูจี ซัดยกเลิก 18 สายพันธุ์ ทำชาวนาอ่วม

นายยุพราชถามว่า เห็นตรงกันว่ารัฐบาลขาดทุน แต่ที่ไม่ตรงกันคือตนมองว่าเงินไม่ถึงมือชาวนา ชาวนาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อรัฐมนตรีพูดเรื่องจีทูจี อยากจะกระซิบถามว่าเมื่อไหร่จะเอาสัญญามาโชว์ 4 เดือนแล้วนะ เอาสัญญามาโชว์ต่อพี่น้องประชาชนให้หายข้องใจว่ารัฐบาลนี้ทำงานโปร่งใสสุจริตไม่มีการทุจริต

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลนี้ขายข้าวได้มากๆ ทำไมจึงต้องกู้เงินเพิ่มอีก 74,000 ล้านบาท ขอถามว่าเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ระบุว่า จากมติที่ประชุม กขช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ครั้งที่ 1/2556 รัฐบาลนี้จะยกเลิกข้าวที่จะเข้าโครงการรับจำนำ 18 สายพันธุ์ อันได้แก่ 1. พันธุ์ข้าว 75 หรือ BP 75 2. พันธุ์ข้าว C 75 3. ราชินี 4. พวงทอง 5. พวงเงิน 6. พวงเงินพวงทอง 7. พวงแก้ว 8. ขาวปทุม 9. สามพราน 10. เบอร์ 039 (หรือ เจ้าพระยา หรือ PSLC 02001240) 11. โพธิ์ทอง 12. ขาวทองหลวง 13. มาเลเซีย 14. เตี้ยมาเลย์ 15. ขาวมาเลย์ 16. มาเลย์แดง 17. เบตง และ 18. อีแล็ป หรืออีเล็ป

“รัฐบาลบอกว่ารับจำนำข้าวทุกเมล็ด หลอกใครก็หลอกแต่อย่าหลอกชาวนา อย่าหลอกคนยากคนจน ทำอย่างนี้ได้อย่างไร วันนี้ผมและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วงชาวนา เพราะพวกเราส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวนาทั้งนั้น ที่บอกว่าข้าวนาปรังปี 2556 จะไม่รับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์นี้ โดยให้เหตุผลต่างๆ นานา แล้วชาวนาที่หว่านไปแล้วปลูกไปแล้วจะทำอย่างไร จะลอยแพชาวนาหรือ”

คำถามสุดท้ายขอถามว่า จากมติ กขช. ที่ได้ประกาศออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา จะรับผิดชอบอย่างไร จะมีการแก้ไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาไทยอย่างไร ขอความชัดเจน

แจง ยกเลิกพันธุ์ข้าว หวังรักษาคุณภาพ

นายณัฐวุฒิตอบว่า ประเด็นที่อภิปรายว่าโครงการรับจำนำข้าวประสบความเสียหายเรื่องงบประมาณจน ธ.ก.ส.ต้องไปกู้เงินเพิ่ม 74,000 ล้าน ยืนยันว่ากำลังเข้าใจผิด และอยากจะให้มีการตั้งกระทู้ถามตามข้อเท็จจริงที่เป็นจริงมากกว่าข้อเท็จจริงที่ใช้จินตนาการเพิ่มเติม ส่วนมติของ กขช. เรื่องยกเลิกการรับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์นั้น ต้องเรียนว่าในที่ประชุม กขช. ได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ ถกเถียงอภิปราย แล้วประเมินสถานการณ์นี้ในทุกแง่มุม จนในที่สุดก็ข้อสรุปอย่างที่ปรากฎออกมา เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าหากไม่ระงับการรับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์ดังกล่าว อาจจะเป็นการไปส่งเสริมให้ชาวนาไปขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวอายุน้อยคุณภาพต่ำเหล่านี้เพิ่ม ซึ่งพอรับจำนำเข้ามาก็มีปัญหาเรื่องการเก็บรักษา ระบายแล้วราคาก็ตก และจะส่งผลกระทบกับข้าวคุณภาพดีที่เป็นปริมาณของข้าวส่วนใหญ่ของประเทศ

แน่นอนว่าเมื่อประกาศออกไปย่อมเกิดผลกระทบอยู่บ้าง ชาวนาที่ถือข้าวใน 18 สายพันธุ์ดังกล่าว ขณะนี้ถ้าหากมีผลผลิตแล้ว ก็ยังมีเวลาเพียงพอที่จะปลูกข้าวคุณภาพดีรอบใหม่ เพื่อรับจำนำครั้งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลได้เปิดให้จำนำรายละ 2 รอบต่อปี เพราะโครงการนี้เดินถึงเดือนกันยายน จะมีพื้นที่ มีเวลา ส่วนข้าวคุณภาพต่ำที่อยู่ในมือ คิดว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะจับเข่าคุยกัน ปรึกษาหารือหาช่องทางในการระบายและลดผลกระทบ

ส่วนการติดตามตรวจสอบในประเด็นที่ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าการระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้มีความไม่ชอบมาพากลประการใดอย่างไรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังการระบายทั้งหมด 3 ปี ขณะนี้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานคณะทำงานชุดดังกล่าว ก็นำเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 18 มีนาคม และภายในสัปดาห์หน้ากระทรวงพาณิชย์จะแถลงผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนต่อไป

ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเงินกู้ของ ธ.ก.ส. จำนวน 74,000 ล้านบาท ว่า เป็นเงินกู้เก่ากรอบวงเงินเดิมซึ่ง ครม. มีมติอนุมัติไปแล้ว 4.1 แสนล้านบาท แต่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียังหาให้ไม่ครบ จึงมีการหาเพิ่มเพื่อให้ครบเท่านั้น ไม่ได้เป็นหนี้ก้อนใหม่