ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์–พระภิกษุวัดพระธรรมกายเดินธุดงค์ในเมืองกรุง และ สื่อเมืองผู้ดีตีแผ่ฟูลมูนปาร์ตี้ในไทย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 27 ม.ค.–2 ก.พ. 2556

เรื่องแรก เป็นกระแสแรงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการเผยแพร่ข่าวต่อๆ กันในโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องการเกิดพายุสุริยะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนบนโลก อาทิ อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง อาจทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตล่ม อีกทั้งการติดต่อสื่อสารจะเกิดความเสียหายไปหมด

โดยเรื่องนี้เกิดจากการที่องค์การนาซ่าออกมาเปิดเผยข้อมูลการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์เป็นภาพและคลิปวีดีโอ ซึ่งเป็นช่วงขณะที่เกิดการพ่นมวลขนาดใหญ่ หรือประจุไฟฟ้าพลังงานสูงที่เรียกว่า “พลาสมา” ออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ ซึ่งประจุไฟฟ้าพลังงานสูงเหล่านั้นมีทิศทางพุ่งมายังโลกด้วยความเร็วประมาณ 375 ไมล์ต่อวินาที จึงเกิดเป็นความวิตกกังวลของผู้ที่รับทราบข่าวว่าประจุไฟฟ้าเหล่านั้นจะพุ่งมาและทำอันตรายต่อคนบนโลก

คลิกไปดูคลิปได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=BOhoxhTPs5s

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้รองศาสตราจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ออกมาอธิบายและให้ความกระจ่างต่อสื่อมวลชนว่า พายุสุริยะที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ แต่อาจจะกระทบแค่เพียงระบบการสื่อสาร จีพีเอส และดาวเทียมเท่านั้น เพราะเมื่อประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมาเดินทางมาถึงโลก ก็จะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลก แล้วพุ่งไปยังชั้นบรรยากาศของโลก และอนุภาคเหล่านี้จะชนกับอะตอมของแก๊สในชั้นบรรยากาศ ซึ่งอะตอมของแก๊สต่าง ๆ ก็จะเกิดการแตกตัวและเปล่งแสงสีสันสวยงามให้เห็น นั่นคือ แสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือ-แสงใต้ แต่ระยะเวลาในการเกิดอาจจะยาวนานกว่าปกติ อีกทั้งประจุเหล่านี้จะมีพลังงานอ่อนลงจนทำให้แสงออโรราจางไปและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหลายนี้เกิดเป็นขึ้นเป็นประจำ และยังสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ทั้งหมด จึงไม่ต้องวิตกกังวลแต่อย่างใด

ที่มาภาพ: http://www.posttoday.com
ที่มาภาพ: http://www.posttoday.com

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นการยืนยันได้แล้วว่า เรื่องที่หลายคนวิตกกังวลหลังจากได้รับข่าวสารเกี่ยวกับผลของพายุสุริยะนั้นไม่ใช่เรื่องจริง และทุกชีวิตบนโลกก็ยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปกติ

“ภาพที่เห็นน่ากลัว มาก ถ้าเกิดขึ้นจริง คงไม่เหลืออะไรเลย แต่ก็ดีใจ ที่ไม่มีอะไร”

“โลกมีสภาพอากาศแปรปรวนหนักเข้าไปทุกที วันเดียวมี 3 ฤดู ดึกๆ หนาว เช้าฝน แล้วสาย บ่าย ก็ร้อนแดดเปรี้ยงเลย”

“โลกที่เราอยู่ มีอะไรมากกว่าที่เราเห็น นักวิทยาศาสตร์เขาจะยอมรับไม่ได้หากบอกว่าโลกไม่ได้เกิดขึ้นเอง ถ้าเขายอมรับเมื่อไหร่ โลกจะโกลาหลเมื่อนั้น”

“ทำไมสื่อ ชอบทำให้คนแตกตื่น”

“เรื่องผ่านไปแล้ว ทุกอย่างจบ โลกยังปกติ ขอเพียงรับสาร แล้ววิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน”

“ตราบใดที่โลกเรายังมีขั้วแม่เหล็ก ขั้วเหนือ ขั้วใต้อยู่ ก็จะไม่ผลกระทบใดๆ กับโลกเรา แต่ถ้าขั้วแม่เหล็กโลกกลับขั้วกันเมื่อไร นั้นแหละ ถึงจะมีผลกระทบ”

เรื่องที่สอง เป็นอีกข่าวที่ทั่วโลกต้องอึ้ง เมื่อเว็บไซต์ “เดลิเมล์” ของอังกฤษได้มีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์น่าสะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีเหนือจากการเผชิญกับปัญหาความยากจน ความอดอยาก ขาดแคลน และภัยแล้ง จนถึงขนาดต้องฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองเพื่อนำเนื้อมาประกอบอาหารในตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

โดยที่สร้างความช็อคให้ผู้คนทั้งโลกก็คือ แม้แต่ผู้เป็นพ่อเองก็ยังทนความหิวโหยไม่ไหว ต้องฆ่าลูกของตนเองเพื่อนำเนื้อมาปรุงอาหารในขณะที่ผู้เป็นแม่ไม่อยู่ ซึ่งในตอนแรกผู้เป็นพ่อให้การรับสารภาพว่าจะฆ่าเพียงลูกสาวคนโตเท่านั้น แต่ลูกชายคนเล็กเข้ามาเห็น จึงต้องฆ่าลูกชายไปอีกคน เพราะไม่อยากให้มีใครรู้เรื่องนี้ และเมื่อผู้เป็นแม่กลับมา ก็ได้ให้นำเนื้อของลูกๆ ไปประกอบอาหาร โดยผู้เป็นแม่ไม่มีความสงสัยอะไร จนไปพบกับชิ้นส่วนที่ถูกชำแหละของลูกๆ จึงแจ้งตำรวจเพื่อจับกุมผู้เป็นพ่อ

และอีกเรื่องที่เว็บไซต์เดลิเมล์นำมาเผยแพร่ คือ เหตุการณ์ที่ชายผู้หิวโหยถึงกับขุดศพของหลานตัวเองมาชำแหละเพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหาร ซึ่งตามรายงานยังบอกอีกว่า ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเหตุการณ์น่าสะเทือนขวัญในเกาหลีเหนือ เพราะยังเกิดเหตุการณ์ที่คล้ายกันอีกหลายเหตุการณ์ ทั้งการฆ่าเพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก ซึ่งมียอดแล้วกว่า 10,000 ศพ เพื่อนำเนื้อไปประกอบอาหารหรือนำไปวางขายโดยอ้างว่าเป็นเนื้อหมู อีกทั้งมีทิศทางว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เดลิเมล์ยังระบุเพิ่มอีกว่า ทั้งที่ปัญหาภัยแล้งดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้นำประเทศอย่าง “คิม จอง อึน” กลับนำเงินจำนวนมหาศาลไปทุ่มให้กับโครงการทดลองขีปนาวุธ แทนที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนอาหารในพื้นที่ทุรกันดาร และปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวยังคงอยู่ต่อไปท่ามกลางแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นด้วย

นายคิม จอง อึน  ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1330569068&grpid=03&catid=03
นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1330569068&grpid=03&catid=03

“ถ้าดูจากสถานการณ์เกาหลีเหนือ ปกติแล้วเกาหลีเหนือก็เป็นประเทศที่อดยาก เนื่องจากผู้นำหวังเอาแต่ความสุขสบายส่วนตน ประเทศก็เลยถูกตกทอดเป็นรุ่นๆ ประชาชนภายในประเทศก็ไม่สามารถออกนอกประเทศได้ ผู้นำ นำเงินจากประชาชนไปสร้างแต่อาวุธ เป็นคลังสะสมอาวุธ ไม่หวังสร้างรายได้ให้กับประเทศ เป็นเหตุให้เกิดความอดอยากภายในประเทศ”

“นี่แหละครับ ไม่คำนึงถึงชาติบ้านเมืองคำนึงถึงแต่ตัวเองชอบสร้างอิทธิพล ให้โลกรับรู้ว่าอาวุธเจ๋ง แต่ประชากรอดยาก รอการช่วยเหลือ จากนานาชาติ เห็นจริงครับ มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว คำนึงถึงประชากรก่อน ถ้าประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองแล้วจะไม่ว่า แต่มันไม่ใช่”

“ถามว่าเกาหลีเหนือยากแค้นขนาดนั้นหรือเปล่าก็คงต้องบอกตามเนื้อผ้า ว่า “ใช่” แต่เรื่องนี้ก็อาจสอดคล้องกับกระแสการปลุกปั่นให้เกิดความชอบธรรมในการกำราบเกาหลีเหนือขึ้นมาก็ได้ ติดอยู่ที่ เกาหลีเหนือยังมีไม้เด็ดที่ประเทศมหาอำนาจรับรู้ได้ว่ามีอยู่จริงนั่นคือ ขีปนาวุธพิสัยไกล และนิวเคลียร์ คนนอกอย่างเราๆท่านๆรับรู้เรื่องราวต่างๆผ่านสื่อต่างๆได้อย่างอิสระขณะที่ประชาชนในเกาหลีเหนือ อยู่หลังม่านเหล็ก น่าเห็นใจนะครับ แต่ถ้าประชาคมโลกเห็นพ้อง ก็อาจมีปฏิบัติการบางอย่างเกิดขึ้นในไม่ช้านานนี้”

“ใน youtube ไม่มีคลิปกินเนื้อคนตรงๆ แต่มีคลิปที่แสดงถึงความอดอยาก เยอะมาก คลิปนึงคนเกาหลีเหนือให้สัมภาษณ์ ว่ามีการกินเนื้อคนจริงๆ ดูแล้วสลดมาก ภาวะการขาดสารอาหาร ทำให้สมองทำงานไม่เป็นปกติ คนอาจทำสิ่งที่หากอยู่ในภาวะปกติไม่ทำได้นะครับ นี่คือภาวะตามธรรมชาติ เอาคำว่าสามัญสำนึกในปกติมาใช้ไม่ได้หรอกครับ”

“เรารับสื่อแต่ด้านเดียวหรือเปล่าระวังจะตกเป็นเครื่องมือของทางสื่อนอกอีกนะครับ รับข้อมูลพิจารณาให้ถี่ถ้วนทุกด้าน ตอนนี้สงครามสื่อมาแรง เพราะเกาหลีเหนือทดลองอาวุธ จึงออกข่าวลักษณะนี้มาเพื่อประณามเกาหลีเหนือ เพื่อให้รู้สึกว่าเขาไม่ดี (ผมว่าฟังหูไว้หูดีกว่า อาจจะไม่จริงซะทีเดียวก็ได้ แบบเสนอข่าวด้านเดียว)”

เรื่องที่สาม สร้างความงุนงงให้ชาวเมืองกรุงอีกแล้ว เมื่อพระสงฆ์กว่าพันรูปจากวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ออกเดินธุดงค์ธรรมชัยผ่านเส้นทางต่างๆ ของกรุงเทพมหานครในจันทร์ที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ตามโครงการ “ธุดงค์ธรรมชัย เส้นทางมหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปีที่ 2” เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สืบสานวัฒนธรรมชาวพุทธ เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ สร้างบุญใหญ่ให้แผ่นดิน ด้วยการเดินธุดงค์ผ่านพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลา 26 วัน เป็นระยะทางกว่า 446 กิโลเมตร

โดยกรณีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม เพราะนอกจากจะดูขัดกับวินัยสงฆ์ในพระธรรมวินัยแล้ว ยังเป็นต้นเหตุให้การจราจรในเมืองกรุงที่ติดขัดอยู่แล้วยิ่งติดเพิ่มขึ้นไปอีก จนล่าสุดหลายสำนักข่าวมีการประสานงานและทำการสัมภาษณ์เพื่อความกระจ่างใจต่อเหตุการณ์นี้ โดยได้รับคำชี้แจงจากหลวงปู่พุทธะอิสระ หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ถึงกรณีนี้ตามรายงานข่าวว่า
การเดินธุดงค์นั้นตามหลักพุทธศาสนามีหลักคิดอยู่ 2 ประการ คือ 1. เป็นที่พึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดของหลักพุทธศาสนาในสายโพธิสัตว์ และ 2. มีวิธีคิดว่าไม่เบียดเบียนตนและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นวิธีคิดของหลักพุทธศาสนาในสายหินยานหรือเถรวาท

ซึ่งถ้าวัดธรรมกายมีหลักคิดแบบนี้ ไม่เบียดเบียนตน และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน การจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม หากทำแล้วเบียดเบียนตนทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ถือว่าผิดหลักพุทธศาสนา ซึ่งการเดินธุดงค์ของพระภิกษุวัดธรรมกายตามท้องถนน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ทำให้รถติด ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจและต่อต้าน น่าจะเป็นการทำร้ายพระธรรมมากกว่า รวมทั้งทำให้พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้ามัวหมองไปด้วย

ที่มาภาพ: http://news.voicetv.co.ththailand61650.html
ที่มาภาพ: http://news.voicetv.co.ththailand61650.html

อีกทั้งการโปรยดอกดาวเรืองบนเส้นทางเดินธุดงค์ ไม่ใช่วิธีของพระภิกษุที่สันโดษ และการที่พระภิกษุจะเดินธุดงค์ได้ต้องอุปสมบทมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พรรษา หรือต้องพ้นนิสัยมุตตะกะ จึงจะถูกต้องตามบัญญัติพระธรรมวินัย อย่างไรก็ตาม การเดินธุดงค์เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ไม่ใช่ข้อห้าม แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใด ทุกข์เพราะการธุดงค์ครั้งนี้ ต้องให้นักเรียนและประชาชนไปตากแดดรับคณะสงฆ์ ไม่ได้ไปเพราะศรัทธา แต่ไปเพราะโดนเกณฑ์ไป ศรัทธาที่เกิดจากการแสดงเป็นศรัทธาที่หลอกลวง ไม่ใช่ศรัทธาที่บริสุทธิ์ เพราะศรัทธาต้องเกิดด้วยการเคารพนบนอบ ยินดีพลีกายพลีใจ ไม่ใช่มาบังคับขู่เข็ญ

“วัดธรรมกายควรคำนึงว่าการเผยแพร่ธรรมทุกชนทุกชั้นต้องยอมรับได้ แต่ถ้าเผยแพร่เฉพาะบริษัทและบริวารของตน แล้วทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนยอมรับไม่ได้ไม่น่าจะเป็นการเผยแพร่ธรรม น่าจะเป็นการทำร้ายพระธรรมมากกว่า”

“เดินในป่าไม่มีใครใส่ซอง ไม่ได้เงิน เดินในเมือง ได้เงิน จบ ชัดมั้ยครับ!!!”

“ไม่ได้ต้องการให้เกิดความแตกแยกกับพุทธศาสนาในประเทศไทย แต่มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธศาสนาและผู้รู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องควรจะออกมาสร้างความชัดเจนให้รู้ว่าหลักพุทธศาสนาควรปฏิบัติอย่างไรในหลายเรื่องๆ เพื่อที่ชาวพุทธจะได้มีความรู้และเข้าใจที่ถูก ไม่เกิดความขัดแย้งแตกแยกและศาสนาพุทธไม่เสื่อม รวมถึงเป็นการปรามไม่ให้เกิดการกระทำไม่ถูก ตัวอย่างกรณีโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก แม้เรื่องราวจะเลยเถิดมามาก แต่เมื่อได้รับการร้องเรียนของฝ่ายต่างๆ คณะเซนต์คาเบรียลผู้บริหารก็ยังต้องรับฟังและออกมาแก้ไขให้ดีขึ้นก่อนจะสายเกินไป หวังว่ามหาเถรสมาคมและสำนักพุทธศาสนาจะไม่เงียบเฉยเหมือนที่ผ่านๆมาจนสายเกินไป หลักธรรมหลักวินัยของพุทธศาสนามีอยู่ชัดเจน หากยึดมั่นและปฏิบัติตาม ศาสนาพุทธในไทยคงเจริญไปอีกนานแสนนาน”

“การศึกษาทางโลกีย์ ต่อให้สูงแค่ไหน ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะสูงส่งตามไปด้วย เพราะคนเราชอบคิดแบบนี้ โลกถึงยุ่งเหยิง โดยเฉพาะเมืองไทยที่นิยมกระดาษด้วยแล้ว เคยได้ยินไหม ยิ่งเรียนยิ่งโง่ น่ะ ยิ่งเรียนทางโลกมาก ยิ่งมีตัณหาอุปาทานมาก ยิ่งมีความรู้ทางโลกมาก ยิ่งพยายามหาทางเอาเปรียบคนอื่นให้ได้มาก เสร็จแล้วก็มาเชื่อว่า แค่การทำทานจะช่วยให้เข้าสู่โลกุตระได้ ธรรมน่ะ ซื้อไม่ได้ด้วยวิชาในตำรา กับเงินนะ ให้รู้ไว้ตรงนี้ด้วย ไปว่าคนอื่นตาสีตาสา รู้หรือไม่ว่า ตาสีตาสานี่แหละ กลับใช้ชีวิตที่มีความสุขกว่าคนที่เรียนมาสูงๆ แต่ตัณหาเพียบซะอีก ถามตัวเองก่อนเถอะ ตื่น ใช้ชีวิต นอน อย่างมีความสุขแบบธรรมแท้ๆ หรือความสุขจอมปลอม ที่พอคิดว่าสุขแล้ว ก็ต้องสุขยิ่งกว่า แล้วก็พยายามไขว่คว้าหาสุขนั้น ถ้าเช่นนั้น นั่นแหละสุขจอมปลอม สุขที่แทเน่ะ พอได้แล้ว ก็จะสุขสบายตลอดเวลา ไม่ต้องมานั่งนึก นั่งคิด นั่งท่องบ่น ไปหัดวิเคราะห์ก่อนนะ ว่าสุขของตัวน่ะสุขประเภทไหน”

“ศาสนาใดๆ ก็ตามไม่มีเลือกว่าผู้นับถือจะต้องเรียนจบชั้นไหนนี่คะ จะสูงต่ำดำขาวมีจน ใครใครศึกษาปฏิบัติธรรมก็ทำได้ ใครปฏิบัติดีย่อมได้รับความเคารพนับถือ เป็นพระดีคนเคารพบูชา เป็นฆราวาสดี คนเคารพนับถือ”

“วิชาธรรมกายของหลวงพ่อสดที่วัดปากน้ำภาษีเจริญน่ะ ท่านสอนให้รู้ เพื่อละวางแต่ทำไมวัดธรรมกายนำไปสอนจนเพี้ยน กลายเป็นยึดติดและรุ่มร่ามวุ่นวายขนาดนี้ อย่าเอาหลวงพ่อสดอ้างเลย”

เรื่องที่สี่ เป็นคลิปในยูทูบที่สร้างความฮือฮา โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮาวานา ที่คิวบา (ในคลิปมีการพูดสื่อสารด้วยภาษาสเปน) เมื่อคุณแม่ชาวต่างชาติรายหนึ่งพาลูกชายวัยเพียง 3 ขวบ ไปสักลวดลายที่แขน โดยมีมือของชายของอีกคนหนึ่งช่วยจับหนูน้อย พร้อมผู้เป็นแม่ที่อุ้มลูกชายไว้ให้ช่างสักได้ทำการสักลวดลายไปที่แขนของเจ้าหนู พร้อมคราบน้ำตาและเสียงร้องที่แสดงความเจ็บปวด ดิ้นรนจนแทบหมดเรี่ยวแรง

หลายคนที่ได้ชมคลิปนี้ ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสงสารเจ้าหนูน้อยรายนี้อย่างจับใจ เพราะหากใครที่เคยสัก จะรู้ดีว่าความเจ็บมันมีมากน้อยเพียงใด และยิ่งไปเกิดกับเด็กน้อยวัยแค่ 3 ขวบ ความเจ็บปวดก็คงมากมายจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลยทีเดียว แต่สิ่งที่หลายคนข้องใจมากกว่าคือ ผู้เป็นแม่รายนี้ทำได้อย่างไร ในขณะที่บางรายก็มีการแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีของยูนิเซฟเกี่ยวกับการค้าเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติในหลายประเทศ โดยจะมีการสักลายเพื่อเป็นการประทับตราการซื้อขายเด็กในขบวนการค้าประเวณีหรือค้ายา แต่จากการตรวจสอบตามรายงานข่าว กลับไม่พบว่ามีคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ของยูนิเซฟ

ที่มาภาพ: http://news.tlcthai.comworld94312.html
ที่มาภาพ: http://news.tlcthai.comworld94312.html

โดยคลิปดังกล่าวนี้มีชื่อว่า “MOTHER GIVES BABY A TATTOO!!!”

คลิกไปดูคลิปได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=O8FAQWY-8jY

“เขาจะสักตรงแขนลูกเพื่ออะไร? เขาไม่สงสารลูกเขาเลยหรือไง? หรือเขามีเหตุผลของเขา? นี่คือความคิดเห็นบางส่วนที่ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการคำตอบครับ”

“ทนดูลูกร้อง ด้วยความเจ็บปวดแบบนี้ได้ยังไง มีความต้องการอะไรกันแน่”

“ทำไมไม่รอให้เขาโต มากกว่านี้ ก่อนนะ ผิวหนังเด็กบอบบางมากๆ แล้วเด็กเขาก็ยังไม่ความอดทนอะไรได้มากมายขนาดนั้นได้”

“ไม่เข้าใจว่าสักไปทำไม หรือกลัวลูกถูกลักพา เลยสักไว้ ให้ หากันเจอ เหมือนหนังไทยสมัยโบราณ ตามเด็กที่หายมีรอยปานที่ก้นเป็นรูปดอกบัวอะไรประมาณนั้น ประมาณว่าพยายามหาคำตอบ”

“ลองคิดสลับกัน ถ้าเด็กอยากสักโตขึ้นเด็กก็ไปสักเองอย่างน้อยก็ได้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่ให้พ่อเเม่มาตัดสินใจให้ ส่วนเรื่องคิบจู๋ไม่มีใครเค้าอยากทำหรอก เเต่มันเป็นประเพณีเเกรมบังคับ เเล้วเนื้อเด็ก3ขวบอ่ะบางมากนะ คิดดูว่าจะเจ็บเเค่ไหน ขนาดผู้ชายอกสามศอกไปสักยังเจ็บเลย คนที่เค้าด่าว่าเเม่เด็กอ่ะถูกเเล้ว หัวใจทำด้วยอะไร ทนฟังลูกร้องไห้อยู่ได้”

“ทำไม แม่ทำแบบนี้ ยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองชอบให้ลูก ลูกร้องขนาดนั้นก็ยังทำลูกลง สงสารตัวเล็ก ขนาดเราพาลูกหาหมอลูกป่วย หมอฉีดยาให้ลูก ลูกร้องเรายังน้ำตาตก คิดเลยถ้าไม่จำเป็นไม่พาลูกไปหาหมอ”

เรื่องที่ห้า เป็นอีกข่าวที่สะเทือนการท่องเที่ยวของเมืองไทย เมื่อเว็บไซต์ข่าว “เดอะซัน” ของอังกฤษ ทำการวิเคราะห์ตีแผ่ด้านมืดของกิจกรรมสุดฮิตชื่อดังของเกาะพงันที่ชาวต่างชาติให้ความชื่นชอบ “ฟูลมูนปาร์ตี้” เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ชาวต่างชาติทั่วโลกตั้งใจจะมาสัมผัสบรรยากาศการสังสรรค์ริมหาด กับสถานบันเทิงนับมากมายพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับไม่ถ้วน ที่สร้างความใจกล้าเมื่อมีอาการมึนเมา จนเกิดพฤติกรรมส่อไปในทางอนาจารและเสี่ยงอันตรายมากขึ้น

ตามรายงานข่าว มีการรายงานว่านักท่องเที่ยวทั้งชายหญิงมักจะใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ผู้ชายสวมเพียงกางเกงตัวเดียวหรือไม่ก็เสื้อกล้าม ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็มักจะนุ่งบิกินี่ ที่เซ็กซี่วาบหวาม ทับด้วยเสื้อสีขาวบาง และเมื่อบรรยากาศสนุกถึงขีดสุด ผู้คนเมามายไร้สติ ก็จะนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นทราย หรือไม่ก็อาเจียนออกมาเลอะเทอะ นักท่องเที่ยวบางคนก็จะเดินลงไปปัสสาวะในทะเล โดยมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเล่นน้ำอยู่ริมชายหาด จนหาดทรายแห่งนี้กลายเป็นแหล่งอโคจรไปโดยปริยาย

บรรยากาศ ฟูลมูน ปาร์ตี้ ที่เกาะพงัน ที่มาภาพ: http://video4u.exteen.com20130201entry
บรรยากาศฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพงัน ที่มาภาพ: http://video4u.exteen.com20130201entry

โดยเว็บไซต์เดอะซันรายงานว่า นักท่องเที่ยวบางรายได้อ้างว่า มีการค้ายาเสพติดปนมากับการบริการเครื่องดื่ม และตำรวจบางกลุ่มก็มีส่วนรู้เห็น แต่กลับเรียกเงินสินบนถึง 5 พันบาท อีกทั้งนักท่องเที่ยวหญิงชาวออสเตรเลียได้เล่าว่า เพื่อนหญิงที่เคยเรียนด้วยกันถูกชาย 3 คนข่มขืนที่อีกฝั่งของหาด เพราะยิ่งดึกนักท่องเที่ยวจะมีอาการมึนเมา บางรายเมื่อพบจุดที่เปลี่ยวก็ไปมีเพศสัมพันธ์กันกลางชายหาด

อีกทั้งเครื่องดื่มที่รินใส่ถังที่เรียกว่า “บัคเกต (bucket)” ก็มีการใช้ร่วมกันจนมั่ว ไม่รู้ว่าผ่านปากใครมาบ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม ฟูลมูนปาร์ตี้ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวอังกฤษ ที่นิยมเดินทางมายังเกาะพงัน

“เป็นเรื่องปกติ ของคนดื่มเหล้า ก็สนุกสนาน ยิ่ง เมาก็ยิ่งสนุกมาก ไม่เฉพาะแต่เกาะพงันหรอก เป็นเหมือนกันทุกที่แหละครับ”

“เค้าต้องเรียกว่า full moon sex party เป็นสถานที่ที่ควรโดนปิดให้หมด พวกต่างชาติที่มาก็เป็นพวกไม่มีคุณภาพ พวกมีคุณภาพก็ไม่มาเที่ยวที่ไทยหรอกครับ”

“เห็นมาเยอะพวกแบบนี้ กินจนเมาไม่รู้เรื่อง เรื่องยานะ กินกันเองทั้งนั้น ไม่มีใครยัดเยียดให้หรอก แล้วที่แต่งตัววับๆ แวมๆ ก้อมีแต่พวกฝรั่ง คนไทยไม่มีใครแต่งหรอก (ยกเว้นอาชีพอย่างว่านะ)”

“คนเขารู้กันทั้งนั้น ว่ามาที่นี่ หาเซ็กส์ได้สบาย เรื่องโดนข่มขืน จะมีเหรอเป็นการสมยอมมากกว่า”

“ปิดไปซะก็หมดเรื่อง เมืองไทยมีอย่างอื่นอีกมากมาย ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ นอกเหนือจากปาร์ตี้แบบนี้”

“ขอบคุณสื่ออังกฤษ ช่วยโปรโมทให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยิ่งออกข่าวทั่วโลกได้จะเยี่ยมมากๆ คนชาติอื่นๆ จะได้มาให้ครบ และคนชาติอื่นเขาก็จะมองว่า คนอังกฤษกลัวการก่อร้ายกลัวการทำผิดกฎหมายระดับโลก แล้วคนอังกฤษยังมาเลย แล้วชาติอื่นจะไม่มาได้ไง ปาร์ตี้หลุดโลกซะขนาดนี้ หาที่ไหนไม่ได้แล้วในโลกใบนี้”