ปฎิรูประบบภาษี เพื่อสังคมไทยเสมอหน้า (จบ): ชูโมเดล “ภาษีความมั่งคั่ง” เก็บภาษีบ้านพร้อมที่่ดินราคาเกิน 5 ล้านบาท

13 กันยายน 2012

ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร เศรษฐกร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง

ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร เศรษฐกร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง

งานสัมมนาหัวข้อ “สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ภายใต้โครงการทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คัดเลือกงานวิจัยของ ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร เศรษฐกร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง หัวข้อ “การปฏิรูประบบภาษี เพื่อสังคมไทยเสมอหน้า” มานำเสนอ

ตอนที่แล้วนำเสนอโมเดล “เงินโอน แก้จน คนขยัน” มาใช้แก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปจากประเทศไทย

ประเด็นสุดท้ายของงานวิจัยชิ้นนี้ ดร.ปัณณ์ เสนอให้รัฐบาลเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง” หรือ “ภาษีทรัพย์สิน” เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการกระจายรายได้

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม โดยเครื่องมือที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้วัดค่าความเหลื่อมล้ำรวย-จนที่ดีที่สุด คือ “ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค” (Gini coefficient) ซึ่งค่า Gini จะวิ่งอยู่ในช่วง 0 ถึง 1 ยิ่งเข้าใกล้เลข 0 มากเท่าไหร่ หมายความว่าสังคมมีความเหลื่อมล้ำต่ำ แต่ถ้าเข้าใกล้เลข 1 แสดงว่าสังคมมีความเหลื่อมล้ำมาก

จากข้อมูลองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา [USAID (2009)] ที่นำมาแสดงจะเห็นว่า สังคมไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำติดอยู่ในอันดับที่ 2 ของภูมิภาคเอเชีย รองมาจากอินโดนีเซีย การถือครองที่ดินของไทยไปกระจุกตัวอยู่กับคนที่มีฐานะดี

ส่วนข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) รวบรวมข้อมูลการถือครองที่ดินเอกสารสิทธิ์ประเภทต่างๆ อาทิ โฉนดที่ดิน, น.ส.3 ก. และ น.ส.3 จากสำนักงานที่ดิน 399 แห่ง พบว่า คนไทยถือครองที่ดินน้อยกว่า 14 ไร่/แปลง มีสัดส่วน 94.4% ของเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด ส่วนคนรวยที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ มีอยู่ 0.03% เท่านั้น

สำหรับครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% ถือครองที่ดินมากกว่า 20 ไร่ขึ้นไป มีประมาณ 68% ของเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด ครัวเรือนที่จนที่สุด 20% ถือครองที่ดินน้อยกว่า 20 ไร่มี 70% ของเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด

แต่ทั้งนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีจากการถือครองทรัพย์สินอยู่แล้ว นั่นคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2475 และภาษีบำรุงท้องที่ นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2508 โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี

ภาษีทรัพย์สินต่อ GDP

อย่างไรก็ตามภาษีทั้ง 2 ประเภทเป็นภาษีที่ล้าสมัย และมีข้อบกพร่องมาก แต่ละปี อปท. มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้ง 2 ประเภทแค่ 20,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของรายได้ทั้งหมดของรัฐบาล

ดังนั้น ภาษีทรัพย์สิน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องการกระจายรายได้ และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับ อปท.

และนี่คือรูปแบบของการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในต่างประเทศ อย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ เก็บภาษีจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายทรัพย์สิน ซึ่งผูกโยงกับระยะเวลาในการถือครองทรัพย์สิน เช่น กรณีที่ถือครองทรัพย์สินในช่วงสั้นๆ ต้องจ่ายภาษีมากกว่ากรณีที่ถือครองมานาน รูปแบบการจัดเก็บภาษีของเกาหลีใต้จะคล้ายกับค่าธรรมเนียมการโอน (2%) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายอสังหาริมทรัพย์

แต่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินของไทยจะมีปัญหาก็ต่อเมื่อมีการซื้อ-ขายทรัพย์สิน โดยส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งในประมวลรัษฎากรกำหนดสูตรให้หักค่าใช้จ่ายได้จำนวนหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ต้นทุนที่ซื้อมาจริงๆ ขณะเดียวกัน ถ้าถือครองที่ดินมาไม่นาน ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้น้อย

“กว่า 10 ปีที่ผ่านมา สศค. พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความใฝ่ฝันของคนกระทรวงการคลัง แต่คิดว่าคงไม่มีหวัง เพราะหลักการของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเก็บจากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน ซึ่งไปผูกโยงกับการกระจายอำนาจการคลังไปสู่ท้องถิ่น ในเชิงการเมืองทำได้ยากมาก ยกตัวอย่าง ที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรม เดิมไม่เคยเสียภาษี หากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ ทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมก็ต้องเสียภาษี เมื่อหลักการเป็นเช่นนี้ คงจะหาแนวร่วมยากมาก” ดร.ปัณณ์กล่าว

ดร.ปัณณ์กล่าวว่า แต่ที่น่าสนใจกว่า คือ ตัวอย่างการจัดภาษีทรัพย์สินของประเทศเกาหลีใต้ ในส่วนที่รัฐบาลกลางเป็นผู้จัดเก็บภาษี หลักการคือผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านจะต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าอยู่ในช่วง 1-3% ของราคาประเมิน อาทิ บ้านราคา 600-900 ล้านวอน เสียภาษีทรัพย์สิน 1% อัตราภาษีจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นเป็นแบบขั้นบันได โดยมีเพดานอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 3% สำหรับบ้านที่มีมูลค่าเกินกว่า 10,000 ล้านวอนขึ้นไป (200 ล้านบาท) ทั้งนี้ รายได้ที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บภาษีทั้งหมดจะถูกโอนให้รัฐบาลท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นต่างๆ

รูปแบบการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเกาหลีใต้ น่าจะเป็นโมเดลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย แต่ทั้งนี้ เพื่อลดแรงต่อต้านทางการเมือง งานวิจัยของ ดร.ปัณณ์จึงเสนอให้ยกเว้นภาษีสำหรับผู้ที่ถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากแทน

ภาษีความมั่งคั่งของเกาหลีใต้

“หลักการของภาษีความมั่งคั่ง จะเริ่มเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได ใครถือครองทรัพย์สินมากต้องเสียภาษีมาก ส่วนคนที่มีทรัพย์สินน้อยก็เสียภาษีน้อย หรืออาจจะไม่เสียภาษีเลย แต่หลักการภาษีความมั่งคงจะแตกต่างจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตรงที่ ภาษีความมั่งคั่งรัฐบาลกลางจะทำหน้าที่จัดเก็บภาษี ไม่ใช่ อปท.” ดร.ปัณณ์กล่าว

1.45 แสนครัวเรือนอยู่ในข่ายเสียภาษีความมั่งคั่ง

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมภาคครัวเรือนทั่วประเทศ 22.4 ล้านครัวเรือน ในปี 2552 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า “ครัวเรือนที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 5-10 ล้านบาท มีจำนวน 1 แสนครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 0.45% ของครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนครัวเรือนที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 4.5 หมื่นครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของครัวเรือนทั่วประเทศ

รวมแล้วมีครัวเรือนที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีความมั่งคั่งประมาณ 1.45 แสนครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.65% ของครัวเรือนทั่วประเทศ

และในจำนวนครัวเรือนที่อยู่ในข่ายเสียภาษีความมั่งคั่งทั้งหมด 1.45 แสนครัวเรือน มีครัวเรือนที่มีรายได้สูงเกินกว่า 50,000 บาทต่อเดือนประมาณ 9.9 หมื่นครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วน 69% ของครัวเรือนที่อยู่ในข่ายเสียภาษี

จะเห็นได้ว่า กลุ่มเป้าหมายในการจัดเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง” ของ ดร.ปัณณ์ จะมุ่งเน้นไปที่ครัวเรือนที่ถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงๆ เท่านั้น โดยผู้รับภาระภาษีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 50,000 บาท เป็นสำคัญ

อัตราภาษีความมั่งคั่งของไทย

สำหรับโครงสร้างของอัตราภาษีความมั่งคั่ง ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 5-10 ล้านบาท เสียภาษี 0.5% ของราคาประเมิน, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 10-20 ล้านบาท เสียภาษี 1% ของราคาประเมิน, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าระหว่าง 20-50 ล้านบาท เสียภาษี 2% ของราคาประเมิน และที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 3% ของราคาประเมิน

หากรัฐบาลตัดสินใจนำระบบ “ภาษีความมั่งคั่ง” มาบังคับใช้ คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาทต่อปี และยังช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระจายการถือครองทรัพย์สิน

สรุปว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา มีอัตราการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างสูง ทำให้คนไทยทุกคนในสังคมมีรายได้เพิ่มขึ้น จำนวนคนจนลดลงจาก 22.2 ล้านคนในปี 2531 เหลือ 5.1 ล้านคนในปี 2553 แต่ปรากฏว่าการกระจายรายได้และความมั่งคั่งของประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาใหญ่

สรุปแผนปฏิรูปภาษี เพื่อสังคมไทยเสมอหน้า

งานวิจัย “การปฏิรูประบบภาษี เพื่อสังคมไทยเสมอหน้า” ของ ดร.ปัณณ์ จึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ 4 แนวทาง คือ

1. ปฏิรูประบบการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่สูงมาก ดังนั้นรัฐบาลควรจำกัดประเภทกิจการที่ได้รับ BOI ต้องเป็นกิจการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ และยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียน

2. ปรับปรุงค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งในประมวลรัษฎากรกำหนดไว้มากกว่า 17 รายการ การที่กรมสรรพากรไปกำหนดรายการค่าลดหย่อนภาษีไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นคนที่มีรายได้น้อยอุดหนุนคนที่มีรายได้สูง ดังนั้น รัฐบาลควรจะทบทวนและจำกัดวงเงินค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ ให้เหมาะสม

3. เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการ “เงินโอน แก้จน คนขยัน” เนื่องจากรัฐบาลขาดฐานข้อมูลรายได้ของประชากร ไม่รู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน มีใครบ้าง ทำให้มีการใช้จ่ายงบประมาณสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นรัฐบาลควรนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ เป็นการรวมมาตรการภาษีและมาตรการรายจ่ายด้านสวัสดิการเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการระบุตัว และโอนเงินไปยังผู้สมควรได้รับความช่วยเหลือ (Targeting for the poor) อย่างแท้จริง

และแนวทางสุดท้าย งานวิจัยของ ดร.ปัณณ์เสนอให้รัฐบาลนำระบบภาษีความมั่งคั่ง (Wealth tax) มาใช้ เนื่องจากภาษีทรัพย์สินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้มีการถือครองทรัพย์สิน แต่หลังจากที่ไปศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในต่างประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส พบว่าภาษีทรัพย์สินเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของทุกประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงควรพิจารณานำภาษีความมั่งคั่งมาใช้ในประเทศไทย

  • เห็นด้วยกับนโยบายการเก็บภาษีคว?ามมั่งคั่ง และสนับสนุนให้ปฏิรูประบบภาษีโด?ยเร็วที่สุด

  • กม.นี้แท้ง ตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วครับ ก้อย่างว่าแหล่ะครับ ชนกลุ่มใดเป็นผู้ออก…ก้เพื่อชนกลุ่มนั้น สวัสดี

  • John Kenneth Galbraith ?ถ้ามีการเก็บภาษีเท่ากับมูลค่าการใช้ที่ดินรายปี โดยไม่รวมสิ่งปรับปรุง ซึ่งจะทำให้ที่ดินไม่มีรายได้สุทธิ และดังนั้นก็จะไม่มีมูลค่าทุนของที่ดิน ? ความเจริญก้าวหน้าจะเป็นไปอย่างมีระเบียบ และผลแห่งความเจริญจะกระจายออกไปอย่างชอบธรรม? (จาก http://www.earthsharing.org.au/2006/09/15/orderly-progress-fair-shares/ )

  • Sun Yat-sen (ซุนยัตเซ็น 1866-1925): “คำสอนของเฮนรี จอร์จจะเป็นมูลฐานแห่งโครงการปฏิรูปของเรา . . . . [ภาษีที่ดิน] ในฐานะวิธีเดียวสำหรับให้รายได้แก่รัฐบาล เป็นภาษีที่ยุติธรรมอย่างยิ่ง มีเหตุผล และ กระจายตัวอย่างชอบธรรม และเราจะก่อตั้งระบบใหม่ของเราด้วยภาษีนี้”

    ที่ซุนยัตเซ็นผู้สถาปนาระบอบสาธารณรัฐจีนกล้ากล่าวเช่นนี้เพราะได้เห็นและประทับใจในผลของการที่ Ludwig Wilhelm Schrameier ผู้ปกครองอาณานิคม Kiaochow หรือ Chiaochou (ต่อมาเรียกว่า Jiaoxian) ของเยอรมันใน Shangdong (เดิม Shantung) ของจีนริมฝั่งทะเลเหลือง ได้นำระบบภาษีมูลค่าที่ดินตามแนวของเฮนรี จอร์จมาบังคับใช้ในอาณานิคมของตน เนื้อที่ราว 200 ตารางไมล์ (เทียบสิงคโปร์ 274 ตารางไมล์) ในทศวรรษที่เริ่มแต่ ค.ศ.1900 โดยเก็บ 6 % (ของราคาประเมิน ? ) ได้ภาษีราวครึ่งหนึ่งของค่าเช่า (ปกติหมายถึงค่าเช่าที่ควรเป็น แม้จะไม่ได้ให้เช่า) ทำให้การเก็งกำไรกักตุนที่ดินหายไป และทำให้ Kiaochow เจริญขึ้นมาก โดยเฉพาะคือ นคร Qingdao หรือ Tsingtao เยอรมันเสียอาณานิคมนี้ไปเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 (จากลำดับ 5 ใน Where a Tax Reform Has Worked: 28 Case Summaries http://www.progress.org/geonomy/Numbers.html )

    ราคาที่ดินไม่ได้เกิดจากเจ้าของที่ดิน แต่เกิดจากกิจกรรมของส่วนรวม การเป็นชุมชน รวมทั้งสิ่งอำนวยความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็วในการทำมาหากิน เช่น การมีรถไฟฟ้าลอยฟ้าและใต้ดิน ฯลฯ ที่ดินว่างเปล่าในเมืองใหญ่จึงมีราคาเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมา และยิ่งมีราคาสูงขึ้นเพราะการเก็งกำไรกักตุนที่ดินถึง 70 % เลยเหลือที่ดินที่จะทำประโยชน์ได้น้อย แปลว่าต้องมีคนว่างงาน หางานทำยาก ค่าแรงต่ำ

    การพยายามถ่ายเทภาระภาษี (Tax Shift) จากการทำงานและการลงทุนก่อผลผลิตและบริการ ไปมุ่งเก็บภาษีการถือครองที่ดินตามมูลค่าของที่ดิน น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ทำงานและผู้ลงทุนนะครับ เพราะจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อสินค้าไม่มีภาษีราคาก็ต่ำลง ความยากจนและอาชญากรรมก็ลด
    ภาษีที่ดินจะช่วยขจัดความได้เปรียบเสียเปรียบกันเนื่องจากการได้ครองที่ดินมากน้อย ดีเลว ต่างกัน ให้หมดไป

  • น่าเสียดายที่สหรัฐฯ มีนักคิดที่ยิ่งใหญ่อย่างเฮนรี จอร์จ เจ้าตำรับภาษีเดี่ยวของชาติ ถึงขนาดที่นักวิชาการชั้นยอด 30 ท่าน ซึ่งส่วนมากเป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ร่วมกันมีจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ ในปี 1990 ยกย่องคราวเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรี สาระสำคัญก็คือเตือน มิให้หลงรับเอาแนวทางบางส่วนไปด้วยซึ่งทำให้สหรัฐฯ ไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควรมาแล้ว โดยเฉพาะคือการปล่อยให้เอกชนได้ค่าเช่าที่ดินไปเป็นของส่วนตัว (http://www.earthrights.net/wg/q-economists.html#Gorbachev ) แต่สหรัฐฯ เองกลับไม่ทำตาม หรือทำไม่ได้เพราะนักการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ตน

    วิธีแก้ที่เป็นธรรมที่สุดและถึงรากฐานของปัญหาที่สุด ก็คือ เพิ่มภาษีที่ดิน (ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรกล และผลผลิต ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการลงทุนลงแรง) ทำให้คนหมดอยากที่จะมีที่ดินมากเกินกว่าที่ตนจะทำประโยชน์ได้คุ้มกับภาษีที่ดิน เพราะการเก็บภาษีที่ดินต่ำไปทำให้คนรวยกักตุนค้าขายเก็งกำไรที่ดิน อย่างที่เราเห็นที่ดินรกร้างมากมายทั่วไป แต่มีเจ้าของแล้วทั้งนั้น นี่คือต้นเหตุที่คนจนเข้าไม่ถึงที่ดิน ขาดที่ทำกิน ต้องแย่งกันหางานทำ ค่าแรงต่ำ และการเก็งกำไรที่ดินยังก่อวิกฤตฟองสบู่อสังหาฯ ทำความเสียหายเดือดร้อนใหญ่หลวงซ้ำซากเรื่อยมาและแผ่ลามไปทั่วโลก ผู้ที่จะลงทุนประกอบการก็ท้อถอยเพราะที่ดินแพงและภาษีกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต้องจ่าย ซึ่งเมื่อเพิ่มภาษีที่ดิน ก็ลด-เลิกภาษีพวกนี้ได้ เป็นภาษีที่ผู้ลงทุนลงแรงไม่ควรต้องเสีย ส่วนภาษีที่ดินนั้นเป็นสิ่งยุติธรรม เพราะที่ดินไม่มีมนุษย์คนใดสร้างขึ้น จะผลิตเพิ่มก็ยาก อุปทานมีจำกัดเกือบตายตัว ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น และราคาของมันก็เกิดจากการมีชุมชน และกิจกรรมของชุมชน ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกสบายรวดเร็วปลอดภัยในการทำธุรกิจผลิตและค้า ที่ดินว่างเปล่าจึงมีราคาวาละเป็นแสนเป็นล้าน หากอยู่กลางเมือง โดยเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำอะไรให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา

  • ?… เพราะมนุษย์ได้ละเมิดโดยขาดความเคารพต่อเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระกรุณาของพระผู้สร้าง โดยทำให้ที่ดินกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชน จึงทำให้เสบียงอาหารซึ่งพระบิดาผู้โอบเอื้อได้ทรงจัดไว้ให้แก่ทุกคน กลายเป็นสมบัติเด็ดขาดของมนุษย์ไม่กี่คน ? ? เฮนรี จอร์จ ใน Condition of Labor — An Open Letter to Pope Leo XIII (http://schalkenbach.org/library/henry-george/THE-CONDITION-OF-LABOR.html ) ค.ศ. 1891

    ผลของจดหมายเปิดผนึกนี้ทำให้พระสันตะปาปายกเลิกการคว่ำบาตรและคืนตำแหน่งให้หลวงพ่อ McGlynn ผู้เป็นนายกสมาคมต่อต้านความยากจนด้วย ?มิใช่เพื่อบรรเทาความยากจนด้วยมาตรการครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่เพื่อประกาศสงครามกับต้นเหตุของความยากจนเลยทีเดียว? นั่นคือระบบภาษีเดี่ยวจากที่ดินของเฮนรี จอร์จ ซึ่ง ?ที่ดิน? หมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

  • เดี๋ยวนี้สหประชาชาติก็จัด หลักสูตรสิทธิในที่ดินและการเก็บภาษีมูลค่าที่ดิน
    (Course on Land Rights and Land Value Capture)
    โดย Earth Rights Institute (ERI)
    จาก http://course.earthrights.net/

    การเก็บภาษีมูลค่าที่ดินเป็นเครื่องมือทางที่ดินอันหนึ่งเพื่อคนจนของ Global Land Tool Network (GLTN) ซึ่งเป็นแผนงานถิ่นที่อยู่ของสหประชาชาติ (UN-HABITAT program) เครื่องมือเหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้บรรลุผลตามปฏิญญาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Declaration) และเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษโดยการปรับปรุงการถือครองที่ดิน การจัดการและการคลังสาธารณะเพื่อบรรเทาความยากจน สิ่งสำคัญคือจะต้องพัฒนาเครื่องมือด้านที่ดินและความมั่นคงในสิทธิถือครองที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ราชการที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและนโยบายการคลังที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ภาษาที่ใช้ในการศึกษานี้เห็นมีบอกไว้ 2 ภาษา คือ อังกฤษ และ สเปน มีผู้เข้าศึกษา 861 คนจาก 94 ประเทศ

    ใต้บทความของ The Progress Report (www.progress.org ) ระยะนี้มักมีข้อความแจ้งว่า Editor Jeffery J. Smith เป็นผู้ดำเนินการ Forum on Geonomics (http://www.progress.org/geonomy/ ) และช่วยจัดทำหลักสูตรเรื่อง geonomics สำหรับสหประชาชาติ

    ผู้ประสงค์จะศึกษาหลักสูตร ?สิทธิในที่ดิน? คลิกที่นี่ (http://course.earthrights.net/ )

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม