1721955
ประกาศผลการคัดเลือกไปหมาด ๆ สำหรับเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! ที่จัดเป็นครั้งที่ 2 แล้วโดยทีมงาน Doc Club ซึ่งเทศกาลจะมีในวันที่ 3-13 กันยายน 2026 นี้ในกรุงเทพ และในฐานะที่เราเป็นโปรแกรมเมอร์และหนึ่งในผู้คัดหนังเข้าประกวดปีนี้จาก 1,268 เรื่อง ใน 113 ประเทศ ซึ่งสายประกวดปีนี้มีทั้งหมด 4 สาย 33 เรื่อง คือ สารคดีเอเชียน 8 เรื่อง, สารคดีอินเตอร์ 9 เรื่อง, สารคดีประเด็นหญิงโดยผู้กำกับหญิง 5 เรื่อง และสารคดีสั้นอีก 11 เรื่อง สามารถเช็ครายชื่อและตัวอย่างหนังทุกเรื่องได้ในลิงค์นี้ https://wtd.in.th/competition-lineup-2026/
ทำให้เราคิดว่าก็น่าจะดีเหมือนกันที่จะออกมาแนะนำหนังในปีนี้ ดังนั้นนับจากนี้ไป 3 เดือน สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เราจะหยิบหนังบางเรื่องในสายประกวดปีนี้มาเล่าถึงความน่าสนใจ ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะไปดูหนังกันจริง ๆ ในเดือนกันยายนนี้ หนังทุกเรื่องมีซับไตเติลภาษาไทย และเราได้ยินมาไกล ๆ ว่าปีนี้จะเป็นการจัดฉายฟรี อันนี้ไว้รอคอนเฟิร์มกันอีกที ส่วนระบบการจองตัวเป็นอย่างไรไว้ใกล้ๆ เราจะแวะมาบอกอีกทีเช่นกัน
“ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่น 6 คน จาก 6 ประเทศ…พวกเธอจะทำอย่างไรกันในสถานการณ์วิกฤติเมื่อต้องเผชิญกับโชคชะตาเล่นตลกอย่างรุนแรง นั่นคือต่อต้านคุณในฐานะที่คุณเป็นเด็กผู้หญิง พวกเธอจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เราจะได้สัมผัสทั้งความแข็งแกร่ง ความงดงามจากทั้งภายในและภายนอกของพวกเธอ นั่นคือประเด็นสำคัญที่เราได้เรียนรู้นิยามความหมายของเด็กผู้หญิงในปัจจุบัน” ซิกริต เคลาส์มันน์ เกริ่นถึงสารคดีเรื่องล่าสุดของเธอ Girls Don’t Cry (2025) ที่ห่างจากสารคดีก่อนหน้านี้ของเธอนานถึงสิบปี ผลงานสิบปีก่อนของเธอคือ Not Without Us (2016) สารคดีที่พูดถึงเด็ก ๆ ในหลากหลายวัฒนธรรมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบ้านและโรงเรียน และสำรวจความฝันกับความกลัวของเด็กในแต่ละพื้นที่
จากสารคดีสิบปีก่อน มาสู่สารคดีล่าสุดนี้ เคลาส์มันน์ยังคงตั้งคำถามง่าย ๆ เกี่ยวกับเด็ก เด็กที่ผู้ใหญ่ต่างรู้กันว่าพวกเขาจะเป็นอนาคตของมวลมนุษยชาติ แต่คำถามง่าย ๆ นี้ที่ทรงพลังเหลือเกินคือ แล้วผู้ใหญ่ปฏิบัติกับเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างไร เช่นกันกับ Girls Don’t Cry หกเด็กสาวประกอบไปด้วย แนนซี จากแทนซาเนียต้องหนีจากประเพณีขลิบอวัยวะเพศหญิงไปพึ่งศูนย์พักพิง, ซีแลน เด็กสาวชาวยาซิดีผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางตอนเหนือของอิรัก, ซีนายเด็กหญิงเกาหลีใต้ผู้ปฏิเสธมาตรฐานความงามแล้วหันไปทำสิ่งที่เธอรักซึ่งไม่ค่อยสมกับการเป็นเด็กผู้หญิง, เพจ วัยรุ่นอังกฤษคุณแม่วัยใสที่ตั้งท้องตอนอายุ 15, เซเลนนาจากชิลีผู้เกิดมาในร่างชายและรู้ว่าตนเองอยากจะเป็นหญิงมาตั้งแต่เด็ก, นาน่าจากเซอร์เบียถูกเนรเทศออกจากเยอรมนีและต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย
“ผู้หญิงทำให้ฉันตระหนักอยู่เสมอว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของพวกเราคืออะไร ไม่ว่าจะในงานด้านใดก็ตาม…นั่นคือความเอื้ออาทรและความเมตตา ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และการเป็นผู้นำด้วยการกระทำเป็นแบบอย่าง บทบาทและภาวะผู้นำของผู้หญิงในการสร้างสังคมและประเทศชาติที่เข้มแข็งนั้นได้รับการพิสูจน์มานานแล้ว แต่สิ่งที่ยังจำเป็นคือการได้รับการยอมรับจากผู้ที่ยังคงยึดติดกับโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมและเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง ถึงเวลาแล้วที่เราจะยอมรับว่าการเมืองและการพัฒนาระหว่างประเทศต้องการคุณลักษณะเหล่านี้ของผู้หญิงมากกว่านี้ หากเราต้องการสร้างโลกที่หลากหลาย เป็นธรรม และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง” — นาเดีย มูราด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2018
[FYI: Nadia Murad เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวยาซิดี จากประเทศอิรักและเป็นผู้รอดชีวิตจากการถูกกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) จับเป็นทาสทางเพศในปี 2014 ขณะเธออายุ 21 ปี เมื่อ ISIS บุกหมู่บ้านโคโช ของชาวยาซิดีในเขตซินจาร์ ครอบครัวของเธอจำนวนมากถูกสังหาร ส่วนผู้หญิงและเด็กหญิงจำนวนมากถูกลักพาตัวไปเป็นทาสทางเพศของกลุ่ม ISIS หลังจากหลบหนีออกมาได้ เธอเลือกที่จะเปิดเผยประสบการณ์ของตนต่อสาธารณะ ทั้งที่สังคมจำนวนมากมักตีตราเหยื่อความรุนแรงทางเพศ เธอกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงยาซิดีและเหยื่อสงครามทั่วโลก รวมถึงเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานอาชญากรรมสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เธอได้รับรางวัล Nobel Peace Prize 2018 ร่วมกับ Denis Mukwege โดยคณะกรรมการโนเบลระบุว่า มอบรางวัลให้แก่ทั้งสองคน “เพื่อยกย่องการต่อสู้เพื่อยุติการใช้ความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงและเด็กเป็นยุทธวิธีในสงครามและความขัดแย้ง”]
ผู้กำกับหญิง ซิกริต เคลาส์มันน์ เล่าความคิดเห็นเกี่ยวกับมูราดว่า “ระหว่างการค้นคว้าเพื่อสร้างภาพยนตร์ GIRLS DON’T CRY ฉันได้พบข้อความนี้ของนาเดีย มูราด และมันได้กลายมาเป็นหลักคิดสำคัญของโครงการนี้
ในสังคมที่มีความหลากหลายอย่างทุกวันนี้ เราจำเป็นต้องพูดคุยกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเราจะอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความเข้าใจได้อย่างไร รวมถึงเราจะช่วยกันส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งและมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร เพื่อให้พวกเธอสามารถใช้ความสามารถ ความคิด และพลังของตนเองในการสร้างโลกที่สงบสุขยิ่งขึ้น ซึ่งอาจดำเนินไปในรูปแบบที่แตกต่างออกไปภายใต้การนำของผู้หญิง
ปัจจุบัน ประเด็นเรื่องเพศสภาพกำลังถูกถกเถียงไปทั่วโลก ทั้งอย่างเข้มข้นและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในบางพื้นที่ ความก้าวหน้าที่เคยได้รับกลับกำลังถูกผลักให้ถดถอยลง ฉันจึงต้องการมีส่วนร่วมกับประเด็นสำคัญนี้ และแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เด็กผู้หญิงเผชิญในประเทศต่าง ๆ นั้นเชื่อมโยงถึงกันอย่างไร รวมทั้งส่งผลต่อเยาวชนในวัฒนธรรมของเราอย่างไรบ้าง
ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา GIRLS DON’T CRY อยู่ในความคิดและหัวใจของฉันมาโดยตลอด การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการถูกระงับทุนสนับสนุนทำให้การพัฒนาโปรเจกต์นี้ล่าช้าลง อย่างไรก็ตาม การถือกำเนิดของหลานสาวคนแรกของฉัน ซึ่งกำลังจะเติบโตไปสู่ชีวิตของการเป็นเด็กผู้หญิงและผู้หญิงคนหนึ่ง ได้มอบพลังและความมุ่งมั่นสุดท้ายให้ฉันต่อสู้เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นจนได้ (ปัจจุบันเคลาส์มันน์มีอายุ 71 ปี)
ฉันขอมอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิตของฉัน แด่เธอ(หลานสาวคนแรก)”
การเป็นเด็กผู้หญิงในโลกปัจจุบันหมายความว่าอย่างไร? พวกเธอจะอยู่รอดได้อย่างไรในโลกที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและกรอบเกณฑ์ทางสังคม? นี่คือคำถามพื้นฐานและใจความสำคัญที่ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Girls Don’t Cry” (2026) พยายามจะสำรวจและถ่ายทอดออกมาให้ผู้ชมทั่วโลกได้รับรู้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้พาเราไปติดตามการเดินทางและชีวิตจริงของเด็กผู้หญิงหกคนจากหกประเทศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในแง่ของวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และสถานะทางสังคม ทว่าพวกเธอทั้งหมดกลับถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการมีชีวิตที่ตนเองสามารถเลือกและกำหนดเส้นทางได้ด้วยความอิสระ ความปรารถนาที่จะตกหลุมรักโดยปราศจากการกดขี่ ข่มเหง หรือแทรกแซงจากอำนาจของเพศชาย และสิทธิอันชอบธรรมเหนือเนื้อตัวร่างกายของพวกเธอเองอย่างเท่าเทียม
แนนซี “นานมาแล้วเคยมีสงคราม ผู้ชายจำนวนมากต้องเดินทางไกลเพื่อไปสู้รบ พวกเขาทิ้งภรรยาให้อยู่อย่างเดียวดายที่บ้าน แล้วเมื่อพวกเขากลับมา บรรดาเมีย ๆ ของพวกเขามีลูกมากกว่าแต่ก่อน พวกผู้ชายเลยคิดหาทางออกเกียวกับเรื่องนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบว่าผู้หญิงของพวกเขาไปหลับนอนกับชายอื่น พวกเขาเลยบังคับให้ผู้หญิงทั้งหมดต้องขลิบอวัยวะเพศ เพื่อควบคุมความต้องการทางเพศของพวกเธอ…ฉันหนีมาจากการขลิบอวัยวะเพศ จนวันนี้แม่ก็ยังไม่รู้เลยว่าฉันอยู่ที่ไหน”
เซเลนนา “เมื่อฉันบอกว่าฉันแตกต่างจากคนอื่น ๆ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมันอย่างไร เราทุกคนต่างแตกต่างหลากหลายและไม่มีใครเหมือนกันเลย แต่ในเวลาเดียวกันฉันรู้สึกแตกต่างในสิ่งที่ฉันเป็น นั่นคือตอนที่ฉันถามแม่ว่า ทำไมฉันโตขึ้นแล้วจะกลายเป็นผู้หญิงไม่ได้ ฉันเป็นแบบผู้หญิงพวกนั้นไม่ได้หรือ…มันไม่ใช่เพราะว่าฉันอยากจะเป็นผู้หญิง แต่ฉันเป็นผู้หญิงมาโดยตลอด”
นีน่า “ตอนอยู่สตุตต์การ์ตเรามีความสุขกันมาก ฉันกับครอบครัว แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็มาที่หน้าประตูบ้านเรา แล้วก็เริ่มตะโกนกันว่า ตำรวจ ตำรวจ! ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้า แล้วพวกเขาก็พาเราไปสนามบิน ไม่มีใครรู้เลยว่าเราถูกเนรเทศ จู่ ๆ เราก็ต้องจากไป ฉันกลัวมาก มันเลวร้ายมาก มันคือหายนะ”
ซีนาย “ผู้คนชอบบอกว่าจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์เป็นของพวกผู้ชายเขาเล่นกัน ฉันว่าฉันค่อนข้างต่างจากเด็กหญิงรุ่นเดียวกัน ฉันไม่ค่อยห่วงสวย ไม่แต่งหน้า แล้วก็ชอบขี่บีเอ็มเอ็กซ์”
เพจ “ฉันจะรู้สึกดีขึ้นมากตอนได้ทำเล็บ ก็ไม่รู้นะมันคล้าย ๆ กับถ้าฉันอยากจะรู้สึกดีกับตัวเอง ฉันก็อยากจะไปทำสวย ไปทำเล็บ เขียนขนตา ทาปาก แล้วมองกระจก โอ๊ะ วันนี้ฉันสวยฉ่ำมาก นั่นคือฉันในโลกของฉัน การทำให้ตัวเองดูน่ารักทำให้ฉันรู้สึกดีกับตัวเอง…ฉันอายุแค่ 15 ตอนที่ตั้งท้อง แฟนบอกให้ฉันไปทำแท้งซะ อย่าทำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนเลย”
ชีลาน “พวกเราถูกพาย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่ตลอดเวลา แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าไปไหน บางครั้งก็เป็นคุก บางทีก็ในโรงเรียน หน้าต่างถูกปิดจนไม่รู้ว่าอยู่เมืองไหนแล้ว ผู้หญิงถูกขายแล้วพวกผู้ชายก็พาพวกราไปจากครอบครัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกยิงทิ้งไปแล้วหรือว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือถูกขังคุกอยู่ ผู้หญิงถูกข่มขืน ถูกขาย ถูกระทำเหมือนเป็นแค่ขยะ”
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้แค่นำเสนอความทุกข์ยากหรือบาดแผลที่พวกเธอได้รับ แต่เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของการรับมือกับวิกฤติวัยรุ่น การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวและเปี่ยมด้วยความมั่นใจท่ามกลางสถานการณ์อันบีบคั้นและยากลำบากอย่างยิ่งยวด เราจะได้เห็นการต่อสู้ที่กล้าหาญและไม่ยอมจำนนต่อประเพณีดั้งเดิมอันโหดร้าย การยืนหยัดต่อต้านข้อจำกัดและความกดดันรอบตัว การเผชิญหน้ากับความคลั่งไคล้ในมาตรฐานความงามและอคติทางเพศที่ฝังรากลึก ภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าพวกเธอยังคงรักษาความเป็นเด็กสาวที่อ่อนเยาว์และงดงามในจิตใจ มีความเข้มแข็งและกล้าหาญแม้ว่าจะต้องผ่านพ้นประสบการณ์อันเจ็บปวดและการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตมาก็ตาม
ผู้กำกับหญิง ซิกริต เคลาส์มันน์ เกิดและเติบโตที่เมืองฟูร์ทวังเงน ประเทศเยอรมนี ท่ามกลางครอบครัวขนาดใหญ่ที่เธอเป็นลูกคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน ซิกริตมักจะเล่าอยู่เสมอว่า วัยเด็กที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและการเรียนรู้ร่วมกับพี่น้องในครอบครัวใหญ่ คือรากฐานและแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดที่หล่อหลอมให้เธอหันมาสนใจในงานกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม ศิลปะ และเรื่องราวของเด็ก ๆ ในวัยผู้ใหญ่ ก่อนจะเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นครูสอนกีฬา ไปสู่นักเต้นและครูสอนโมเดิร์นแดนซ์ ซึ่งกว่าชีวิตเธอจะค้นพบภาพยนตร์ก็เมื่อเธอมีอายุราว 48 ปี ในปี 2003 เมื่อเธอร่วมกับสามีของเธอ (วอลเตอร์ ซิตต์เลอร์-นักแสดงชื่อดังที่คร่ำหวอดมาตั้งแต่ยุค80s จนปัจจุบันก็ยังคงแสดงอยู่) ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิตสื่อในนาม Schneegans Productions โดยแก่นความคิดและแกนหลักในการเล่าเรื่องของเธอตลอดสองทศวรรษแห่งโลกสารคดีนี้ มักจะมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความฝัน ความหวัง และวิกฤตการณ์ที่เด็กและวัยรุ่นต้องเผชิญในบริบทสังคมที่แตกต่างกัน
เคลาส์มันน์เคยให้สัมภาษณ์กับ filmdienst ว่า “เด็ก ๆ เป็นกระจกสะท้อนสังคมและโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ และฉันต้องการให้ผู้ใหญ่ยังคงรับฟังพวกเขา เพราะเด็กเหล่านี้คือผู้ที่จะสร้างอนาคตของโลกต่อไป”
Girls Don’t Cry ได้รับการประเมินจาก สถาบันประเมินภาพยนตร์และสื่อแห่งสหพันธ์เยอรมนี (Deutsche Film- und Medienbewertung -FBW) ซึ่งมอบเรตติ้งสูงสุดระดับ “Besonders wertvoll” (แปลตรงตัวว่า “ทรงคุณค่าเป็นพิเศษ”) ในคำวินิจฉัยระบุว่า “หนังนำเสนอเด็กสาวในฐานะผู้มีพลังในการเลือกกำหนดชีวิตตนเองได้ ไม่ใช่เพียงเหยื่อของสถานการณ์”
หนังเริ่มต้นด้วยการตระเวนไปฉายตามโรงเรียนในเมืองต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือความเห็นจากครูในโรงเรยน Hildesheim ระบุว่า “สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือหนังเรื่องนี้ทำงานกับเด็กผู้หญิงจำนวนมาก เด็กผู้หญิงในห้องอธิบายให้เด็กผู้ชายฟังว่าทำไมหนังเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับพวกผู้ชายด้วย ช่วงเวลาแบบนี้แหละคือช่วงเวลาพิเศษจริง ๆ”
และหากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะคิดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอผู้หญิงน่าสงสารจากหลากหลายวัฒนธรรมมาบีบน้ำตา เคลาส์มันน์ ทิ้งท้ายว่า “เราต้องการนำเสนอเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้ปรากฏในฐานะเหยื่อ แต่เป็นคนหนุ่มสาวที่กำลังกำหนดชีวิตของตนเองในภายภาคหน้า”
แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงอดีต อดีตอันเลวร้ายที่พวกเธอเคยประสบมาได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามต่อไปเกี่ยวกับอนาคตนับจากนี้ของพวกเธอ สารคดีเรื่องนี้จะเข้าประกวดแบบมีซับภาษาไทยและฉายเพียง 2 รอบเท่านั้นในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What The Doc! (WTD!) 3-13 กันยายน 2026 นี้ โปรดติดตามรายละเอียดเร็ว ๆ นี้


