ประสาท มีแต้ม
ดังที่เราได้ทราบกันบ้างแล้วว่า รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เตรียมการจะกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ก้อนๆละ 2 แสนล้านบาท ก้อนแรกจะใช้ในโครงการที่เรียกว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” และก้อนที่สองเพื่อ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ซึ่งก้อนหลังนี้จะต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายเอียดที่มากพอให้วิจารณ์ได้ บทความนี้จึงขอเสนอโครงการจาก 3 ประเทศ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวียดนาม และเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ในระยะทั้งกำลังดำเนินการและระยะนำเสนอมาเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเปรียบเทียบ
คำว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” หรือ Energy Transition กำลังถูกใช้มากขึ้นทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และเวทีโลก แต่ในความหมายทางวิชาการแล้ว คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียง “การเปลี่ยนแปลง” แบบทั่วไป หากหมายถึง “การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ” ของระบบพลังงานทั้งหมด
ที่ผ่านมา โลกพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ระบบไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ผลิตจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์ และส่งไฟฟ้าทางเดียวมายังผู้ใช้ไฟฟ้า แนวคิดเรื่อง “โรงไฟฟ้าฐาน” (baseload power) จึงมีบทบาทสำคัญมายาวนาน
แต่ปัจจุบัน ระบบพลังงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีต้นทุนลดลงมาก ขณะที่แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง ระบบสมาร์ตกริด (Smart Grid) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานยุคใหม่
สิ่งสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” อีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ได้ด้วย เช่น ติดตั้งโซลาร์บนหลังคา ใช้ไฟเอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบ หรือที่เรียกว่า “Prosumer” (Producer + Consumer)
ดังนั้น Energy Transition จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง แต่คือการเปลี่ยนทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ทางอำนาจของระบบพลังงาน รวมทั้งความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย
แต่ก่อนจะไปดูตัวอย่างของ 3 ประเทศดังกล่าว ผมขอนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนถึงปัญหาสำคัญของประเทศเราที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นอย่างสั้นๆ 3 ข้อ ดังนี้
(1) ในช่วง 32 ปีมานี้ ความสามารถในการพึ่งตนเองด้านพลังงานของประเทศไทยลดลง 3-5 เท่าตัว จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานเองพบว่า ในปี 2537 ไทยนำเข้าพลังงานเพียง 2.4% ของจีดีพี แต่ในปี 2565 (ซึ่งเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน) ได้เพิ่มขึ้นเป็น 12.2% แม้จะลดลงเหลือ 7.0% ในปี 2568 แต่ก็ยังถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก นับเป็นเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอัน 3 ของโลก โดยร้อยละของหนี้เมื่อเทียบกับจีดีพีของไทยสูงกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยของหนี้ครัวเรือนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน
(2) ในปี 2567 ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเกือบทั้งหมดใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก (6,682 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.2 แสนล้านบาท จำนวน 11.4 ล้านตัน ข้อมูลจาก WITS, World Integrated Trade Solution) ทั้ง ๆที่ขนาดเศรษฐกิจ(GDP)ของเราอยู่ในอันดับที่ 31 ของโลก
(3) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคา LNG เพิ่มขึ้น จาก $587 ต่อตันในปี 2564 เป็น $1,116 ต่อตันในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 90% ส่งผลให้ค่าก๊าซ LNG ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยเพิ่มขึ้นจาก 2.87 บาทต่อหน่วย เป็น 5.45 บาทต่อหน่วย (LNG 1 ตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 6,760 หน่วย)
ตัวอย่างจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE)
UAE เป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก และส่ง LNG ออกระดับปานกลางของโลก ปีละ 5-5.5 ล้านตันต่อปี แต่กำลังเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง ผ่านบริษัทพลังงานสะอาดแห่งชาติที่ชื่อว่า Masdar (ก่อตั้งปี 2006) และมีโครงการลงทุนในต่างประเทศกว่า 40 ประเทศ แต่ที่ทั่วโลกจับตามองก็คือ โครงการในบ้านตนเอง โดยติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5,200 เมกะวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ 19,000 MWh ทำให้จ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงตลอด 365 วัน สามารถตอบสนองความต้องการได้ 5 แสนถึง 1 ล้านครัวเรือน โครงการนี้จะเดินไฟฟ้าได้ในปี 2027 โดยจะมีการจ้างงานได้ 1 หมื่นตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.7 ล้านตันต่อปี
หลายสื่อเรียกว่าเป็นโครงการ Solar + Battery ที่ใหญ่ที่สุดและทะเยอทะยานที่สุดในโลก ด้วยเงินลงทุนประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นักวิเคราะห์ประเมินว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดโครงการ(LCOE) อยู่ที่ประมาณ 76 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งพันหน่วยไฟฟ้า หรือประมาณ 2.51 บาทต่อหน่วย
กรณีของ UAE จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดว่า “Energy Transition” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโรงไฟฟ้า แต่คือเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนอุตสาหกรรม เปลี่ยนบทบาทของรัฐน้ำมันจากผู้ส่งออกน้ำมันไปสู่ผู้ส่งออกพลังงานสะอาด เทคโนโลยีและเงินลงทุน โดยที่บริษัท Masdar มีเป้าหมายจะลงทุนพลังงานสะอาดในต่างประเทศถึง 100,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2030
ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่รัฐน้ำมันก็ยังหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่เพราะมีความยั่งยืนและจ้างงานจำนวนมาก
ตัวอย่างจากเวียดนาม: บริษัท Vingroup เสนอเลิกแผนโรงไฟฟ้า LNG และหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทน
เรื่องนี้ (ข่าวจาก Reuters) อาจจะไม่ได้อยู่ในความคาดคิดของนักลงทุนไทยและคนไทย เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ชื่อ Vingroup ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเวียดนามให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ LNG ขนาดรวมกัน 4,800 เมกะวัตต์ โดยที่เฟสแรกขนาด 1,600 เมกะวัตต์ที่เมืองไฮฟองได้มีการวางศิลาฤกษ์ไปแล้วโดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน(กันยายน 2025) แต่ที่น่าแปลกใจมากก็คือ ท่ามกลางสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้บริหาร Vingroup (ซึ่ง Forbs จัดให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 61 ของโลก) ได้ทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลเวียดนามว่า ขอเลิกแผนโรงไฟฟ้า LNG ทั้งหมด แล้วหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับแบตเตอรี่ทั้งหมด โดยอธิบายเหตุผล 4 ข้อ คือ
(1) มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคา LNG สูง
(2) มีความกังวลเรื่องความมั่นคงพลังงานระยะยาว Vingroup เสนอว่า เวียดนามควรพึ่งพาทรัพยากรในประเทศ มากกว่าเชื้อเพลิงนำเข้า
(3) โลกกำลังเข้าสู่ Energy Transition การลงทุน LNG อายุ 25–30 ปี อาจเสี่ยงเป็นทรัพย์สินที่อาจสูญเสียมูลค่าก่อนหมดอายุใช้งาน (stranded asset) ในอนาคต และ
(4) ต้องการปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของเวียดนาม จึงเสนอพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวียดนามไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวย และยังต้องการไฟฟ้าเพิ่มอย่างมาก แต่แม้กระนั้น บริษัทเอกชนรายใหญ่กลับเริ่มตั้งคำถามว่า การผูกประเทศไว้กับ LNG ไปอีก 30 ปี จะยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหรือไม่ ในโลกที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินควรจะทบทวนโดยด่วนก็คือ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ทั้งหมด
ตัวอย่างจากเกาหลีใต้ : ใช้วิกฤติ สงครามผลักดัน “หมู่บ้านรายได้จากพลังงานแสงอาทิตย์”
เกาหลีใต้กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ โดยประธานาธิบดี Lee Jae-myung ระบุอย่างชัดเจน (30 มี.ค.2569,IEEFA) ว่า “เกาหลีใต้ทั้งประเทศต้องเดินหน้าไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็วมาก หากเรายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป อนาคตของเราจะตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างร้ายแรง”
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือโครงการ “หมู่บ้านรายได้จากแสงอาทิตย์” (Solar Income Village) โดยมีหมู่บ้าน Guyang-ri (กูยังรี-ห่างจากกรุงโซลประมาณ 90 นาที) เป็นตัวอย่างเด่น โดยเริ่มมีโซลาร์ขนาด 1 เมกะวัตต์ของหมู่บ้านเมื่อปี 2024 สร้างกำไรเดือนละ $6,800 แต่แทนที่จะแบ่งเป็นเงินให้ชาวบ้านเป็นรายๆ ที่ประชุมกลับนำมาเลี้ยงอาหารกลางวัน 6 วันต่อสัปดาห์ จัดรถรับส่งผู้สูงอายุ และสร้างศูนย์วัฒนธรรมของชุมชน
รัฐบาลตั้งเป้าขยายโมเดลนี้ไปสู่ 2,500 หมู่บ้านภายในปี 2030 โดยเฉพาะปีนี้เพียงปีเดียว ตั้งเป้าไว้ถึง 700 หมู่บ้าน พร้อมอนุมัติงบเพิ่มเติม 500,000 ล้านวอน (12,500 ล้านบาท) ในปี 2026 อีกทั้งยังมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีก 400,000 ล้านวอนสำหรับโครงการโซลาร์ชุมชน
หมู่บ้านใดที่มีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง รัฐบาลจะพิจารณาให้ไฟฟ้าจากโครงการนี้ได้เชื่อมต่อก่อน
ข้อเสนอรัฐบาลอนุทิน: โครงการโซลาร์ชุมชนคนละครึ่งพลัส
ตัวอย่างทั้งสามที่ผมได้ยกมานั้นเป็นนโยบายกว้างๆ ในที่นี้ผมจึงขอเสนอ “โครงการโซลาร์ชุมชนคนละครึ่งพลัส” สำหรับชุมชนเปราะบาง ซึ่งบ้านของพวกเขาไม่แข็งแรงพอจะติดโซลาร์ได้ ไม่มีเงินด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความช่วยเหลือ
สมมุติชุมชนหนึ่งมี 100 หลังคา ใช้ไฟฟ้าหลังละประมาณ 200 หน่วยต่อเดือน รวม 20,000 หน่วย ให้รัฐบาลติดตั้งโซลาร์ขนาด 200 กิโลวัตต์ (ซึ่งอาจจะอยู่นอกชุมชนก็ได้) ผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 22,500 หน่วย ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 5 ล้านบาท
ให้รัฐบาลลงทุนทั้ง 100% แล้วให้ชาวบ้านจ่าย 40% โดยการผ่อนส่งเดือนละ 400 บาท ก่อนมีโครงการ แต่ละบ้านจ่ายค่าไฟฟ้า 600 บาทต่อเดือน (ตามอัตราใหม่ที่รัฐบาลกำลังเสนอ) จึงเทียบเท่ากับรัฐบาลแจกเงินให้ชาวบ้านหลังละ 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 ปี ในเวลา 4 ปีเศษก็ผ่อนได้หมด ที่เหลืออีก 20-25 ปี สมาชิกก็ได้ใช้ไฟฟ้าฟรี
สรุป จาก 3 ตัวอย่างและโครงการโซลาร์ชุมชนคนละครึ่งพลัสที่กล่าวมาแล้ว เราจะเห็นว่า พลังงานไม่ใช่แค่ไฟฟ้า แต่มันคือเครื่องมือสร้างชีวิตและอนาคตของสังคม มันทำให้ชุมชนเข้มแข็ง คนมีงานทำเพิ่มขึ้น
นักกิจกรรมทางสังคมในอินเดียคนหนึ่ง (Harish Hande) ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซ เมื่อปี 2010 กล่าวว่า “โซลาร์เซลล์ก็เหมือนเกลือในจานอาหาร ไม่มีใครกินเกลือเป็นจานๆ แต่เกลือทำให้อาหารมีคุณภาพ มีรสชาติ ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี”


