กฤษฎา บุญชัย
แม้ในยามเทศกาลสาดน้ำสงกรานต์จะเกิดขึ้นท่ามกลางเปลวแดดและอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาฝุ่นควันที่คนภาคเหนือและภาคอื่น ๆ ประสบ แต่สายน้ำที่สาดซัด แป้งที่ประพรมก็ไม่สามารถหยุดมายาคติที่โหมไฟแห่งความไม่เข้าใจ และอาจนำไปสู่ความเกลียดชังของผู้คนในสังคมให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะต่อชุมชนในพื้นที่ป่า ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ
ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากสำนักงานเทคโนโลยีภูมิอากาศและสารสนเทศ (GISTDA) ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ระบุว่า จุดความร้อนในไทยเกิดขึ้นทั้งหมด 4,579 จุด ขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่คือ ประเทศ สปป.ลาว 6,358 จุด เมียนมาร์ 6,056 จุด เวียดนาม 1,030 จุด กัมพูชา 769 จุด มาเลเซีย 43 จุด เทียบแล้วไทยมีจุดความร้อนเป็นอันดับ 3 คิดเป็นร้อยละ 24.3 ของทั้งหมด ข้อมูลแรกบอกว่า ปัญหาฝุ่นควันที่ไม่มีพรมแดนนี้จนกลบเมืองเชียงใหม่และจังหวัดอื่น ๆ ในเวลานี้ จุดความร้อนของไทยไม่ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด
เจาะลึกเฉพาะประเทศไทย จุดความร้อนเกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,492 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,117 จุด พื้นที่เกษตร 434 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 313 จุด พื้นที่เขต สปก. 199 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 24 จุด เป็นที่น่าสังเกตว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นพื้นที่หลักที่เกิดปัญหา ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่ชาวบ้านไร่ เผาป่า หาเห็ดกันอย่างง่าย ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งมีชุมชนอยู่อาศัยใช้ประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชุมชนที่ชุมชนดูแลกันอย่างเข้มงวดแทบไม่ปรากฏไฟป่า
เมื่อดูไปถึงการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นระบบนิเวศเกษตรพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ ข้อมูลจากชุมชน ยืนยันว่า ชุมชนยังไม่ได้จุดไฟเพื่อเผาไร่ เพราะยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะ อีกทั้งต้องรอการอนุญาตของรัฐในระบบ Fire D
ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสาธารณะของรัฐที่ทุกคนเข้าถึงได้ทั่วไป แต่ทำไมเมื่อฝุ่นควันพวยพุ่ง จึงสามารถกลบข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้วมุ่งแต่โทษไปที่ชาวบ้านในป่า
เริ่มจากมายาคติเรื่อง “ป่า” ระบบนิเวศป่าภาคเหนือเป็นป่าผสมผลัดใบ เช่น ป่าเต็งรัง ที่มีไฟเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ ชนพื้นเมืองหรือชุมชนท้องถิ่นในป่าพัฒนาการใช้ไฟเชิงนิเวศมาจากการเรียนรู้ธรรมชาติของป่ามาพัฒนาเป็นระบบเกษตรพื้นบ้านที่ใช้ไฟในการจัดการเชื้อไฟ แต่เมื่อรัฐใช้นโยบายห้ามเผาทุกประเภท ยิ่งทำให้เกิดการสั่งสมใบไม้เชื้อไฟมหาศาล จนเมื่อเกิดไฟที่ลามจากเกษตรพาณิชย์ภายนอก ผสานความร้อนแล้งจากสภาวะโลกร้อน ยิ่งทำให้ไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ที่ห้ามเผาเด็ดขาด
ปัญหาความไม่เข้าใจไม่เท่ากับอคติทางความรู้ เพราะนักนิเวศวิทยาบางคนกลับเพิกเฉยต่อความรู้ชุมชนที่สั่งสมและปรับประยุกต์มานับร้อยปี เพียงเพราะว่ามีมายาคติต่อ “ป่าเต็งรัง” ว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม หรือมองปัญหาจัดการไฟเชิงนิเวศและวัฒนธรรม สร้างปัญหาเท่ากับไฟเชิงพาณิชย์
มายาคติเรื่องเขตพื้นป่าก็สำคัญ เพราะเมื่อพิจารณาพื้นที่ที่เป็นป่าอนุรักษ์ทั้งที่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตต้นน้ำชั้น 1 เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้กำลังถูกรุกโดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าไปประชิดพื้นที่ ดังนั้น แม้ในป่าอนุรักษ์จะไม่ได้มีแปลงข้าวโพดใหญ่โต แต่ไฟลามจากแปลงพืชพาณิชย์ลุกลามเข้าไปในป่าอนุรักษ์รุนแรง โดยที่มาตรการ “ชิงเผา” ทั้งของรัฐและชุมชนเอาไม่อยู่
มายาคติเรื่อง “ไร่หมุนเวียน” โดยการประเมินสถานการณ์ของทุกประเทศในอาเซียนทั้งประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา ต่างระบุสาเหตุสำคัญของฝุ่นควันมาจาก “Shifting Cultivation” หรือ “Slash and Burn agriculture” เป็นต้น ซึ่งหากแปลไทยคือ “ไร่เลื่อนลอย” “เกษตรตัดฟันโค่นเผา” ซึ่งเป็นการมองอย่างเหมารวมระหว่างไร่หมุนเวียนที่เป็นนิเวศเกษตรพื้นบ้านที่ไม่ขยายพื้นที่ป่าและมีจัดการเชิงนิเวศเข้มงวดกับไร่เลื่อนลอยพาณิชย์ ไม่มีประเทศไหนระบุเลยว่า สาเหตุที่แท้จริงคือเกษตรอุตสาหกรรม (Agro-industry)
มายาคติต่อมาคือเรื่อง “ฝุ่นควัน” เพราะสิ่งที่สังคมห่วงใยที่สุดคือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม แต่ฝุ่นควันแบบไหนที่เป็น “มลพิษ” ปรากฏทั้งฝุ่นควันที่มี hotspot ในภาคเกษตร และฝุ่นควันที่ไม่มี hotspot ในภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และขนส่ง ฝุ่นควันในภาคเกษตรถูกมองเป็นมลพิษอย่างไม่แยกแยะ ระหว่างควันอันน้อยนิดที่เกิดจากการทำไร่หมุนเวียนภายใต้การจัดการของชุมชนอย่างดี กับฝุ่นควันจากการเผาไร่พาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน และฝุ่นควันจากอุตสาหกรรมซึ่งในภาคเหนือมีทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลำพูน โรงไฟฟ้าหงสา จาก สปป.ลาว (ซึ่งขายไฟฟ้าให้ไทย) และอุตสาหกรรมต่าง ๆ แม้สัดส่วนฝุ่นจากอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าจะน้อยกว่าภาคเกษตรมาก แต่มลพิษรุนแรงกว่ามาก
มายาคติเรื่อง “เขตก่อมลพิษ” แผนที่แสดง hotspot ใช้แผนที่ประเทศระบุพิกัด hotspot เมื่อผสานกับมายาคติว่า hotspot มาจากชาวบ้านเผาไร่ เราจึงโทษไปที่ชุมชน แต่หากเราซ้อนทับการขยายพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พาณิชย์ภายใต้การผลักดันของทุนอุตสาหกรรม โดยสร้างเป็นแผนที่ซ้อนเข้าไปในแผนที่ประเทศอาเซียนตอนบน เราจะเห็นได้ว่า hotspot ส่วนใหญ่เกิดในโซนข้าวโพด (Maize Belt) ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจอาหารเลี้ยงสัตว์เพียงไม่กี่ราย
มายาคติต่าง ๆ ที่ร้อยเรียงกันสร้างเรื่องเล่า (narrative) แก่สังคมไทยว่า ปัญหาฝุ่นควันทั้งหมดมาจากชาวเขาเผาป่า เกษตรกรเผาไร่ พร้อมกับอำพรางสาเหตุสำคัญดังนี้
มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ได้ศึกษาพบว่า วิกฤติฝุ่นควันขนานใหญ่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลังปี 2550 อันเป็นช่วงที่รัฐทำความตกลงยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจเจ้าพระยา แม่โขง และอิระวดี (ACMEC) กับประเทศเพื่อนบ้าน เปิดเสรีให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อมาป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลที่ตามมาคือ คือการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปทั่วภูมิภาคอาเซียนตอนบน โดยมีกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยเป็นสำคัญ และเมื่อดู hotspot 18,835 จุด ที่ GISTDA รายงานปัจจุบัน ซ้อนทับกับพื้นที่โซนข้าวโพดพาณิชย์ (Maize Belt) โดยตรง
ฝุ่นควันยังตามมาด้วยการขยายอำนาจจัดการและงบประมาณของรัฐมหาศาล ทั้งนโยบายห้ามเผา 100 % Zero Burning ต่อมาปรับเป็นนโยบายควบคุมการเผาอย่างเข้มงวดโดยที่ชุมชนไม่สามารถขยับได้เลย อีกทั้งยังเกิดปัญหาใหม่เมื่อรัฐใช้นโยบายจัดสรรงบประมาณจัดการไฟตามระดับความรุนแรงของไฟ นั่นทำให้เกิด “ไฟการเมือง” เพราะพื้นที่ไหนไม่มีไฟ งบฯ ก็จะมาน้อย โดยไม่รู้ตัวการขยายอำนาจรัฐเข้าควบคุมทำให้รัฐเลือกตอกย้ำ “เรื่องเล่า” เดิมที่โทษสาเหตุปัญหาทั้งหมดไปที่ชุมชน แต่ไม่กล่าวถึงทุนอุตสาหกรรม
ทุกมายาคติที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่ากล่าวโทษชาวบ้าน กลับยิ่งขยายปัญหาของฝุ่นควันให้รุนแรงขึ้น กลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถใช้วัฒนธรรมนิเวศของตนจัดการไฟได้ต่อไป ไร่หมุนเวียนที่ถูกเหมารวมและกลายเป็นแพะให้กับปัญหาทำลายป่าก็จะยิ่งไร้พื้นที่ความชอบธรรม กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ป่าก็จะยิ่งถูกกล่าวหาและถูกใช้ความรุนแรง ทั้งที่หลายชุมชนพยายามจัดการไฟไม่ให้เกิดฝุ่นควันอย่างสุดความสามารถ แต่มายาคติที่ถาโถมเช่นนี้ สิทธิชุมชนตามหลักสิ่งแวดล้อมสากล หลักรัฐธรรมนูญ และตามพรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชาติพันธุ์ 2568 จะเกิดขึ้นได้อย่างภายใต้มายาคติที่ถาโถมเช่นนี้
ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าก็จะรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐใช้นโยบายห้ามเผาในทุกเงื่อนไข ทุกนิเวศก็จะขยายตัวอย่างกว้างขวางโดยไม่สนใจระบบนิเวศใด ๆ ที่อาจต้องการจัดการไฟให้เหมาะสม กลับยิ่งทำให้ผืนป่าสั่งสมเชื้อไฟจนเกิดวิกฤติไฟป่ายิ่งรุนแรง และทุกระบบนิเวศก็เสี่ยงจะพังทลายไม่ว่าป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณหรืออื่นๆ
สิ่งที่ลอยนวลได้แก่ ฝุ่นควันจากภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เคยถูกควบคุมให้ชัดเจน และกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารที่ยังเร่งขยายข้าวโพดเพื่ออุตสาหกรรมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และฝุ่นไฟยิ่งขึ้นภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจที่อาหารราคาแพง พร้อมกับการขยายอำนาจรัฐเข้าไปควบคุมชุมชนในป่าอย่างเบ็ดเสร็จยิ่งขึ้นด้วยอ้างเหตุความมั่นคงสุขภาพอยู่เหนือสิทธิชุมชน แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐและภาคทุนก็เตรียมที่จะใช้พื้นที่ป่าเหล่านี้เข้าสู่ตลาดคาร์บอนเพื่อชดเชยสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคทุน
แม้ประชาสังคมบางส่วนจะชี้ปัญหาต้นตอจากอุตสาหกรรมและอำนาจรัฐ แต่ยังไม่สามารถสร้างเรื่องเล่าที่แข็งแรงพอที่จะให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักจัดการภัยพิบัติไปเร่งจัดการกับปัญหาของกลุ่มทุนอย่างเอาจริง
หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ทุกอย่างจะวนซ้ำ (ลูป) แต่รุนแรงขึ้น ตามสถานการณ์หนักเบาของเศรษฐกิจพืชพาณิชย์ และสถานการณ์ภูมิอากาศเอลนิญโญ่และลานิญญ่าภายใต้วิกฤติโลกร้อน กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่นในป่าก็จะถูกใช้ความรุนแรง ช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมขยายตัว กลายเป็นความขัดแย้งของผู้คนในสังคม สุดท้ายฝุ่นควันที่ทำร้ายสุขภาพของประชาชนก็จะไม่ถูกจัดการเพราะมายาคติทั้งหมดนี้
แล้วทำไมสังคมไทยต้องย่ำรอยความล้มเหลวต่อไปเช่นนี้ เราจะออกจากมายาคติที่สร้างเรื่องเล่าเสริมประโยชน์ทุนและอำนาจรัฐได้เช่นไร ต้องเริ่มกลับไปที่ความเข้าใจความเป็นจริงทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอย่างลึกซึ้ง
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute) ได้ประเมินสถานการณ์ไฟในภาคเกษตรและป่าไม้พบว่า สาเหตุหลักมาจาก 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ 3) การสกัดทรัพยากรมาใช้เชิงพาณิชย์ โดยทั้ง 3 สาเหตุเชื่อมโยงกันและผันแปรไปตามสถานการณ์ของภูมิภาค สำหรับภูมิภาคอาเซียนสาเหตุการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ ซึ่งในบริบทนี้คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีนัยสำคัญของปัญหาฝุ่นและไฟ และถูกขยายรุนแรงด้วยวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในทางตรงกันข้าม FAO ได้ศึกษาพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบว่า ร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ที่ชุมชนพื้นเมืองดูแลจัดการป่าเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับตัวอย่างเล็ก ๆ ในประเทศไทยที่ไฟป่ามักไม่เกิดอย่างรุนแรงในพื้นที่ป่าชุมชน
ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอื่น ๆ เคยใช้นโยบายห้ามเผาโดยเด็ดขาด แต่ก็ล้มเหลวทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น ตัวอย่างในแคลิฟอร์เนียที่เริ่มปรับแนวทางให้มีการใช้การจัดการไฟในพื้นที่ป่า รวมถึงในออสเตรเลียที่ยอมรับการจัดการไฟเชิงนิเวศของชนพื้นเมือง หรือที่เรียกว่า Cultural Burning พบปัญหาไฟป่าน้อยลงมาก ทั้งหมดสะท้อนการปรับนโยบายอย่างแยกแยะระหว่าง จัดการไฟเชิงนิเวศของชุมชน กับการจัดการไฟที่เป็นภัยพิบัติ
ดังนั้น นักนิเวศวิทยาหรือนักภัยพิบัติควรที่จะมาทำงานศึกษาร่วมกันกับชุมชนอย่างเคารพในสิทธิภูมิปัญญาของชุมชนว่าจะจัดการไฟอย่างไรที่เอื้อต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมชุมชนได้มากที่สุด ดังเช่นที่ FAO หรือหน่วยงานอื่น ๆ ศึกษาไว้
เพราะนี้คือทิศทางที่โลกยอมรับ บรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงคุนหมิง-มอนทรีออล ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และความตกลงปารีส ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศล้วนยืนยันหลักสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการนิเวศว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาระบบนิเวศ
ในทางนโยบาย การจัดการไฟแบบรวมศูนย์อำนาจของรัฐไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้เข้มแข็ง คุ้มครองส่งเสริมสิทธิชุมชน สร้างระบบการจัดการร่วมอย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายทั้งจัดการฝุ่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงอาหาร วิถีวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสุขภาพของชุมชนและประชาชนไปพร้อมกัน โดยไม่ลดทอนหรือกลบปัญหาอื่น
สำคัญที่สุดคือ รัฐต้องมีนโยบายระบบความพร้อมรับผิดกำกับกลุ่มทุนอุตสากรรมทั้งเกษตรและนอกเกษตรซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุด โดยอยู่บนหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP) และหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม พร้อมกับมีนโยบายเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนสัตว์ไปสู่ระบบอาหารบนฐานพืชท้องถิ่นที่เกื้อกูลนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน
หนึ่งในเครื่องมือนโยบายที่สำคัญได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ประชาชนผลักดัน ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะปัดตก หรืออาจเปลี่ยนแปลงหลักการและสาระสำคัญ เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความพร้อมรับผิดของกลุ่มทุนที่สร้างปัญหา พร้อมไปกับการนำหลักสิทธิชาติพันธุ์ตาม พรบ.คุ้มครองวิถีชาติพันธุ์ และกฎหมายอื่น ๆ มาคุ้มครองส่งเสริมสิทธิชุมชนในด้านนิเวศ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการจัดการตนเองให้เข้มแข็ง
ทุกคนอยากออกไปให้พ้นปัญหาฝุ่นควัน เราต้องเริ่มต้นจากการสลายมายาคติ ร่วมกันแสวงหาความเป็นจริงที่รอบด้าน เปลี่ยนเรื่องเล่าให้อยู่บนฐานข้อมูล และหลักการสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชุมชน ความเป็นธรรมทางนิเวศและสภาพมิอากาศ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมเกษตรและการจัดการป่าให้ได้ ฝุ่นควันทางสังคมและการเมืองจะจางลงได้ด้วยปัญญาและความร่วมมือของประชาชน



