
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดการสอบสวนครั้งใหม่ภายใต้มาตรา 301 ต่อ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก กรณีแนวปฏิบัติทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ
วันที่ 12 มีนาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative:USTR) ได้เริ่มดำเนินการสอบสวน 60 เขตเศรษฐกิจ ภายใต้มาตรา 301(b) ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยการสอบสวนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่า การกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของแต่ละเขตเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น เข้าข่ายไม่สมเหตุสมผลหรือเป็นการเลือกปฏิบัติ และส่งผลให้เกิดภาระหรือเป็นข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่
เว็บไซต์สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เผยแพร่คำกล่าวของ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนสำนักงานการค้าสหรัฐว่า “แม้ประชาคมระหว่างประเทศจะมีฉันทามติร่วมกันในการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ แต่หลายรัฐบาลยังคงล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อห้ามไม่ให้สินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเข้าสู่ตลาดของตน”
“แรงงานและบริษัทของสหรัฐฯ ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศที่อาจได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างไม่เป็นธรรมจากปัญหาแรงงานบังคับมานานเกินไปแล้ว การสอบสวนครั้งนี้จะช่วยพิจารณาว่ารัฐบาลต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการอย่างเพียงพอในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับหรือไม่ และความล้มเหลวในการขจัดแนวปฏิบัติอันน่ารังเกียจเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ อย่างไร”
มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) จัดทำขึ้นเพื่อใช้จัดการกับ แนวปฏิบัติทางการค้าของต่างประเทศที่ไม่เป็นธรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยมาตรานี้สามารถนำมาใช้ตอบโต้ การกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติของรัฐบาลต่างประเทศที่ไม่อาจให้เหตุผลได้ ไม่สมเหตุสมผล หรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งก่อให้เกิดภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ
ภายใต้มาตรา 302(b) ของกฎหมายการค้า ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ สามารถ ริเริ่มการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอการร้องเรียนจากภาคเอกชนหรือหน่วยงานอื่นก่อน
การสอบสวนภายใต้มาตรา 301(b) ของกฎหมายการค้าปี 1974 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า การกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติของประเทศต่างชาติ เข้าข่ายเป็นการดำเนินการที่ ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ และก่อให้เกิด ภาระหรือข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่
หลังจากพิจารณาคำแนะนำจาก คณะกรรมการมาตรา 301 ระหว่างหน่วยงาน (Inter-agency Section 301 Committee) และหารือกับ คณะกรรมการที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้อง แล้ว ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จึงได้ เริ่มต้นการสอบสวนเหล่านี้อย่างเป็นทางการ
เมื่อมีการเริ่มต้นการสอบสวน ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะต้อง ขอเปิดการหารือกับเขตเศรษฐกิจหรือประเทศที่การกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติอยู่ภายใต้การสอบสวน โดย USTR ได้ยื่นคำร้องขอปรึกษาหารือกับรัฐบาลของเขตเศรษฐกิจเหล่านี้แล้วที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนครั้งนี้
นอกจากนี้ USTR จะจัด การไต่สวน (hearing) ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนดังกล่าวในวันที่ 28 เมษายน 2569 ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน ผู้ที่สนใจควร ยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงคำร้องขอเข้าร่วมการไต่สวน พร้อมสรุปประเด็นคำให้การ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569
ทั้งนี้ รายชื่อเขตเศรษฐกิจและประเทศที่เข้าข่ายการสอบสวน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด 60 รายของสหรัฐฯ มีดังต่อไปนี้
- แอลจีเรีย (Algeria)
- แองโกลา (Angola)
- อาร์เจนตินา (Argentina)
- ออสเตรเลีย (Australia)
- บาฮามาส (The Bahamas)
- บาห์เรน (Bahrain)
- บังกลาเทศ (Bangladesh)
- บราซิล (Brazil)
- กัมพูชา (Cambodia)
- แคนาดา (Canada)
- ชิลี (Chile)
- สาธารณรัฐประชาชนจีน (China, People’s Republic of)
- โคลอมเบีย (Colombia)
- คอสตาริกา (Costa Rica)
- สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic)
- เอกวาดอร์ (Ecuador)
- อียิปต์ (Egypt)
- เอลซัลวาดอร์ (El Salvador)
- สหภาพยุโรป (European Union)
- กัวเตมาลา (Guatemala)
- กายอานา (Guyana)
- ฮอนดูรัส (Honduras)
- ฮ่องกง (จีน) – Hong Kong, China
- อินเดีย (India)
- อินโดนีเซีย (Indonesia)
- อิรัก (Iraq)
- อิสราเอล (Israel)
- ญี่ปุ่น (Japan)
- จอร์แดน (Jordan)
- คาซัคสถาน (Kazakhstan)
- คูเวต (Kuwait)
- ลิเบีย (Libya)
- มาเลเซีย (Malaysia)
- เม็กซิโก (Mexico)
- โมร็อกโก (Morocco)
- นิวซีแลนด์ (New Zealand)
- นิการากัว (Nicaragua)
- ไนจีเรีย (Nigeria)
- นอร์เวย์ (Norway)
- โอมาน (Oman)
- ปากีสถาน (Pakistan)
- เปรู (Peru)
- ฟิลิปปินส์ (Philippines)
- กาตาร์ (Qatar)
- รัสเซีย (Russia)
- ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia)
- สิงคโปร์ (Singapore)
- แอฟริกาใต้ (South Africa)
- เกาหลีใต้ (South Korea)
- ศรีลังกา (Sri Lanka)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
- ไต้หวัน (Taiwan)
- ไทย (Thailand)
- ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad and Tobago)
- ตุรกี (Türkiye)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
- สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
- อุรุกวัย (Uruguay)
- เวเนซุเอลา (Venezuela)
- เวียดนาม (Vietnam)
ในจำนวนนี้ มี 16 ประเทศถูกสอบสวนตามมาตรา 301 ภายใต้กฎหมายการค้า ที่มีการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและในปริมาณมากกับสหรัฐ และเกี่ยวข้องกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ไปแล้ว ได้แก่ จีน, สหภาพยุโรป, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, ไทย, เกาหลีใต้, เวียดนาม, ไต้หวัน, บังกลาเทศ, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น และอินเดีย ตามประกาศของ USTR เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569
เมื่อวัน ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้า 10% เป็นเวลา 150 วัน โดยใช้ต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 หลังจากคำตัดสินของศาลฎีกามีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าแบบ “ตอบโต้ในอัตราที่เท่ากัน” (reciprocal) ในวงกว้างของเขา


