ASEAN Roundup ประจำวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2569
- อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ได้ภาษี 19%
- เวียดนาม-สหรัฐลงนามดีลความร่วมมือ 3.72 หมื่นล้านดอลลาร์
- ทรัมป์เตรียมถอดเวียดนามออกจากบัญชีจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี
- มาเลเซียประเมินผลกระทบจากคำตัดสินเรื่องภาษีของสหรัฐฯ
- เมียนมาลดภาษีนำเข้ารถ–เครื่องจักรไฟฟ้าเหลือ 0%
- ไทยต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม กว่า 3 แสนคน
อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ได้ภาษี 19%

อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกัน โดยสหรัฐฯ จะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงเหลือ 19% จากเดิม 32% ขณะเดียวกันอินโดนีเซียเจรจาให้สินค้าส่งออกหลักอย่างน้ำมันปาล์ม รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อีกหลายรายการ ได้รับการยกเว้นภาษี
เว็บไซต์ทำเนียบข่าวเผยแพร่แถลงการณ์ โดยมีข้อความว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้สรุปข้อตกลงการค้าครั้งสำคัญกับอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดอินโดนีเซียได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และก่อให้เกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม และภาคดิจิทัลของอเมริกา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้ลงนามในเอกสารร่วมกันในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นอย่างแข็งแกร่งในการดำเนินการตามข้อตกลงฉบับนี้
เงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงการค้าตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ประกอบด้วย
- อินโดนีเซียจะยกเลิกกำแพงภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ มากกว่า 99% ของสินค้าที่ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ อาหารทะเล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์
- อินโดนีเซียจะดำเนินการแก้ไขอุปสรรคที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) หลายประการ อาทิ การยกเว้นข้อกำหนดด้านสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ (local content requirements) ให้แก่บริษัทสหรัฐฯ และสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากสหรัฐฯ การยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของยานยนต์ตามมาตรฐานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ การยอมรับมาตรฐานขององค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) สำหรับอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์ การยกเลิกข้อกำหนดการรับรองและการติดฉลากที่เป็นภาระ การยกเลิกข้อกำหนดก่อนการจัดส่งสินค้า (pre-shipment requirements) รวมถึงการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนานหลายประเด็น
- อินโดนีเซียจะดำเนินการแก้ไขและป้องกันไม่ให้มีอุปสรรคที่กระทบต่อการจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดอินโดนีเซีย รวมถึงการยกเว้นสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรจากระบอบการออกใบอนุญาตนำเข้าทั้งหมดของอินโดนีเซีย และรับประกันความโปร่งใสและความเป็นธรรมในประเด็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications) ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ชีส และสินค้าอื่น ๆ
- อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะยกเลิกอุปสรรคด้านการค้าดิจิทัล รวมถึงการยกเลิกพิกัดอัตราภาษีศุลกากร (HTS) ที่มีอยู่สำหรับ “สินค้าที่จับต้องไม่ได้” สนับสนุนการคงไว้ซึ่งมาตรการงดเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) อย่างถาวร โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข และรับประกันการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับบริษัทผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ
- อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะเข้าร่วม “เวทีโลกว่าด้วยกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกิน” (Global Forum on Steel Excess Capacity) และดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมเหล็กระดับโลก รวมถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
- สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซียจะร่วมมือกันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน แก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และรับรองให้มีมาตรการควบคุมการส่งออกและความมั่นคงด้านการลงทุนที่เหมาะสม โดยอินโดนีเซียจะยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมด รวมถึงแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals)
- อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะออกและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (forced labor import ban) และแก้ไขบทบัญญัติในกฎหมายแรงงานที่จำกัดสิทธิของแรงงานและสหภาพแรงงานในการใช้เสรีภาพในการรวมกลุ่มและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมอย่างเต็มที่
- สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมต่อข้อตกลงทางการค้าครั้งใหญ่ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และพลังงานในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังอินโดนีเซียต่อไป ซึ่งประกอบด้วย
- การจัดซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การจัดซื้อเครื่องบินพาณิชย์ รวมถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน มูลค่าประมาณ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงจากบริษัทโบอิ้ง
- การจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- บริษัท Freeport-McMoRan ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อขยายอายุใบอนุญาตทำเหมืองและเพิ่มการดำเนินงานในเขตแร่กราสเบิร์ก ซึ่งเป็นเหมืองทองแดงขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะสร้างรายได้ราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ
- ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ผลักดันข้อตกลงการค้าที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าและครอบคลุมในหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ผู้ส่งออก เกษตรกร และผู้ประกอบการนวัตกรรมดิจิทัลของสหรัฐฯ
ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซียจะดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
สหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) สำหรับสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียไว้ที่ 19% ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งจะได้รับอัตราภาษีตอบโต้ที่ 0%
- สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะจัดตั้งกลไกเพื่อเปิดทางให้สินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอบางประเภทจากอินโดนีเซียได้รับอัตราภาษีตอบโต้ 0% สำหรับปริมาณการนำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในระดับที่จะกำหนดในภายหลัง โดยปริมาณดังกล่าวจะพิจารณาเชื่อมโยงกับปริมาณการส่งออกสิ่งทอที่ผลิตจากฝ้ายอเมริกันและวัตถุดิบเส้นใยสังเคราะห์จากสหรัฐฯ
- สหรัฐอเมริกาอาจพิจารณาผลเชิงบวกของข้อตกลงนี้ต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการนำข้อตกลงดังกล่าวมาประกอบการตัดสินใจในการใช้มาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 (แก้ไขเพิ่มเติม) (19 U.S.C. 1862)
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าสินค้ากับอินโดนีเซียมากเป็นอันดับที่ 15 โดยในปี 2025 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ารวมกับอินโดนีเซียคิดเป็นมูลค่า 23,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนหน้าข้อตกลงฉบับนี้ อัตราภาษีเฉลี่ยแบบง่าย (simple average applied tariff) ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 8% ขณะที่อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.3%
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ท้าทายสมมติฐานที่ว่าแรงงานและภาคธุรกิจอเมริกันจำเป็นต้องยอมรับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสร้างความเสียเปรียบมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลการค้าโลกในระดับประวัติการณ์ของสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อจัดการกับการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่และต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากการไม่มีความเท่าเทียม (reciprocity) ในความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคี อุปสรรคทางภาษีและที่มิใช่ภาษีที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่กดทับค่าจ้างและการบริโภคภายในประเทศของตน
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเดินหน้าผลักดันผลประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน ด้วยการขจัดอุปสรรคทางภาษีและที่มิใช่ภาษี และขยายการเข้าถึงตลาดให้แก่ผู้ส่งออกสหรัฐฯ
สหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก
การประกาศในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกาสามารถปกป้องการผลิตภายในประเทศ เสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ และในขณะเดียวกันก็ขยายการเข้าถึงตลาดกับประเทศคู่ค้าได้อย่างกว้างขวาง
เวียดนาม-สหรัฐลงนามดีลความร่วมมือ 3.72 หมื่นล้านดอลลาร์

โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นสักขีพยานในการลงนามและแลกเปลี่ยนสัญญาและข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อบ่ายวันพุธ (18 ก.พ.2569) ตามเวลาท้องถิ่น ครอบคลุมสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การบิน และสาธารณสุข
มูลค่ารวมของข้อตกลงทั้งหมดอยู่ที่ 37,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความมุ่งมั่นเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ ขณะที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่
พิธีลงนามมีขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของผู้นำเวียดนาม ระหว่างวันพุธถึงวันศุกร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสันติภาพกาซา (Gaza Board of Peace) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามได้ออกใบอนุญาตให้บริษัท Starlink Services Vietnam Co., Ltd. ให้บริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมทั้งแบบประจำที่และเคลื่อนที่ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
สายการบินแห่งชาติเวียดนาม Vietnam Airlines ลงนามสัญญากับ Boeing เพื่อจัดซื้อเครื่องบินรุ่น 737 MAX จำนวน 50 ลำ นับเป็นคำสั่งซื้อเครื่องบินลำตัวแคบ (narrow-body) ครั้งแรกจากผู้ผลิตสหรัฐฯ สนับสนุนยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมความเชื่อมโยงภายในประเทศและภูมิภาค
ขณะเดียวกัน Sun PhuQuoc Airways ผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมการบินเวียดนาม ได้ลงนามสั่งซื้อเครื่องบิน 787-9 Dreamliner จำนวน 40 ลำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเส้นทางระยะไกล และกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้า
สายการบินต้นทุนต่ำ Vietjet บรรลุข้อตกลงกับ Pratt & Whitney ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ RTX Corporation ในการจัดซื้อเครื่องยนต์และบริการบำรุงรักษาสำหรับเครื่องบิน Airbus A321NEO และ A321XLR จำนวน 44 ลำ อีกทั้งยังทำข้อตกลงด้านการเงินกับ Griffin Global Asset Management สำหรับเครื่องบิน Boeing 737-8 จำนวน 6 ลำ
ในภาคสาธารณสุข โรงพยาบาลทั่วไป Tam Anh General Hospital ลงนามสัญญากับ Mevion Medical Systems เพื่อจัดซื้อระบบโปรตอนบำบัด Mevion S250-FIT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็งขั้นสูงของสหรัฐฯ
เวียดนามเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ครอบครองระบบดังกล่าว เปิดทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อตกลงมูลค่ามหาศาลครั้งนี้สะท้อนการยกระดับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสาธารณสุข พร้อมปูทางสู่การขยายบทบาทของทั้งสองประเทศในภูมิภาคและเวทีโลกต่อไป
ทรัมป์เตรียมถอดเวียดนามออกจากบัญชีจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับโต เลิม ผู้นำสูงสุดของเวียดนามว่า เขาจะ “สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ให้ถอดเวียดนามออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ รัฐบาลเวียดนามประกาศเมื่อวันเสาร์ (21 ก.พ.)
ผู้นำทั้งสองพบกันแบบเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากโต เลิมเข้าร่วมการประชุมนัดปฐมฤกษ์ของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน
“โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาจะสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการถอดเวียดนามออกจากบัญชีควบคุมการส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ในเร็ว ๆ นี้” เว็บไซต์ Vietnam News Agency ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลรายงาน
การพบปะของสองผู้นำเป็นไปอย่างเปิดกว้างและเป็นมิตร โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นความร่วมมือทวิภาคี ตลอดจนสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีความสนใจร่วมกัน
เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามแสดงความยินดีกับสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความสำเร็จในการจัดการประชุมนัดปฐมฤกษ์ของคณะกรรมการสันติภาพกาซา (Gaza Board of Peace) พร้อมยืนยันว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ประกาศเข้าร่วมคณะกรรมการดังกล่าว และพร้อมประสานงานกับสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อดำเนินการตามแผนสันติภาพ
โต เลิมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญและต้องการที่จะผลักดันความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างเวียดนาม–สหรัฐฯ ให้พัฒนาอย่างมั่นคง มีเนื้อหาสาระ และเกิดผลเป็นรูปธรรม
ผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงความพึงพอใจต่อผลลัพธ์เชิงบวกในความสัมพันธ์ด้านการเมือง–การทูต ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ–การค้า การแก้ไขผลกระทบจากสงคราม ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาและการฝึกอบรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน
เลขาธิการใหญ่ของพรรคเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนและการติดต่อระดับสูงมากขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นเสาหลักสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างเวียดนาม–สหรัฐฯ โดยชี้ถึงความจำเป็นของการหารืออย่างตรงไปตรงมาและมีสาระในประเด็นที่ค้างคา บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สมดุลและสอดคล้องกัน สอดรับกับเงื่อนไขและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของแต่ละฝ่าย และเพื่อประโยชน์ของภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีกับเลขาธิการใหญ่โต เลิม ในโอกาสที่ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สมัยที่ 14 และแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับเขาสู่ทำเนียบขาว พร้อมทั้งกล่าวถึงความชื่นชมที่มีต่อประชาชนเวียดนาม และยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนเวียดนามที่ “เข้มแข็ง เป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง และมั่งคั่งรุ่งเรือง”
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต้อนรับและขอบคุณเวียดนามที่ประกาศเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพกาซา (Gaza Board of Peace) โดยระบุว่าการที่เลขาธิการใหญ่เข้าร่วมการประชุมนัดปฐมฤกษ์ด้วยตนเอง สะท้อนถึงบทบาทและสถานะที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนความมุ่งมั่นอย่างจริงจังต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระดับโลก
ประธานาธิบดียังชื่นชมความพยายามของเวียดนามในการสร้างสมดุลทางการค้าทวิภาคี และยินดีกับสัญญาความร่วมมือที่มีคุณค่าซึ่งลงนามระหว่างการเยือนครั้งนี้ พร้อมตอบรับเชิงบวกต่อข้อเสนอของเวียดนามด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี พร้อมกล่าวว่า เขาจะสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการถอดเวียดนามออกจากบัญชีควบคุมการส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic export control list หรือ D1–D3) ในเร็วๆนี้
อีกทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ มองว่าเวียดนามเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาค ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชมบทบาทและเสียงของเวียดนามที่โดดเด่นมากขึ้นในเวทีระดับภูมิภาคและพหุภาคี
ในโอกาสนี้ เลขาธิการใหญ่พรรคได้เชิญประธานาธิบดีทรัมป์และภริยาเดินทางเยือนเวียดนามอีกครั้งในโอกาสอันใกล้ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี และกล่าวว่าจะจัดกำหนดการเยือนในอนาคตอันใกล้
มาเลเซียประเมินผลกระทบจากคำตัดสินเรื่องภาษีของสหรัฐฯ

มาเลเซียกำลังประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา รวมถึงมาตรการภาษีใหม่ที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซียเปิดเผยเมื่อวันเสาร์(21 ก.พ.2569)
ดาโต๊ะ สรี โจฮารี อับดุล กานี กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซีย “รับทราบ” คำตัดสินของศาลสูงสุเของสหรัฐ(Supreme Court of the United States) ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และกำลังประเมินพัฒนาการทางกฎหมายและนโยบายล่าสุดในสหรัฐฯ
สื่อรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยเพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ที่ทรัมป์เคยประกาศก่อนหน้านี้ โดยชี้ว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีฝ่ายเดียวในวงกว้าง
มาเลเซียได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการค้าตอบโต้ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) แล้ว แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ โจฮารีกล่าว พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ยังมีช่องทางทางกฎหมายอื่นในการใช้มาตรการทางการค้า รวมถึงการกำหนดภาษีฝ่ายเดียว
โจฮารีอ้างถึงการประกาศของทรัมป์เกี่ยวกับภาษีชั่วคราว 10% โดยระบุว่ามาเลเซียกำลังศึกษาขอบเขตและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
“ในระยะนี้ เรากำลังรอความชัดเจนเพิ่มเติมว่ามาตรการเหล่านี้จะนำไปใช้เมื่อใด และจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือไม่” โจฮารีกล่าวในแถลงการณ์
สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของมาเลเซีย
ในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 367,000 ล้านริงกิต รวมถึงการส่งออกของมาเลเซียไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 223,300 ล้านริงกิต
โจฮารีย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาเลเซียต่อระบบการค้าเสรีที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based trade) และระบุว่ารัฐบาลจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ส่งออก นักลงทุน และแรงงานทั่วประเทศ
เมียนมาลดภาษีนำเข้ารถ–เครื่องจักรไฟฟ้าเหลือ 0%

กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรของเมียนมา ประกาศลดอัตราภาษีศุลกากรเป็น 0% สำหรับการนำเข้า ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่(Battery Electric Vehicles :BEVs) เพื่อการใช้งานเฉพาะทาง ยานพาหนะของหน่วยงานเทศบาล รวมถึงเครื่องจักร ชิ้นส่วนและอะไหล่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าและพัฒนาภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ตามประกาศกระทรวงฉบับที่ 19/2569 ระบุว่า อัตราภาษีตามพิกัดศุลกากรเมียนมา 2565 สำหรับ BEVs รถเทศบาล เครื่องจักร และชิ้นส่วน/อะไหล่ที่ผ่านการตรวจสอบทางเทคนิคจากกระทรวงพลังงานไฟฟ้า และได้รับคำรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรม จะถูกปรับลดเหลือ 0% ตามมติคณะรัฐบาลสหภาพ
ประเภทยานยนต์และเครื่องจักรที่ครอบคลุม ครอบคลุมรถและเครื่องจักรเฉพาะกิจหลากหลายประเภท อาทิ
- รถเครน รถเจาะสำรวจเคลื่อนที่ รถผสมคอนกรีต
- รถซ่อมฉุกเฉิน รถติดตั้งกระเช้าหรือบันได รถคลินิกเคลื่อนที่ รถเบเกอรี่เคลื่อนที่ รถธนาคารเคลื่อนที่ ห้องสมุด/โชว์รูมเคลื่อนที่
- รถโปรยยางมะตอย รถทำความสะอาดถนน รถดูดสิ่งปฏิกูล รถพ่นสาร
- รถขุด รถดันดิน รถตักล้อยาง รถบดถนน เครื่องตอกเสาเข็ม เครนประเภทต่าง ๆ รถยก (forklift) บูมลิฟต์ เครื่องปูแอสฟัลต์ ฯลฯ
ชิ้นส่วนและอะไหล่ที่ได้สิทธิ 0% อาทิ
- แบตเตอรี่แรงฉุด (traction battery pack)
- มอเตอร์ไฟฟ้าแรงฉุด
- ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS)
- หน่วยควบคุมการขับเคลื่อน (DCU)
- ตัวแปลงไฟ DC-DC
- อุปกรณ์ตัดวงจรไฟฟ้า/ชิ้นส่วนตัดการเชื่อมต่อสำหรับ EV
- พอร์ตชาร์จ เครื่องชาร์จแบบพกพา/ติดรถ (on-board)
- อินเวอร์เตอร์ ขั้วต่อแรงดันสูง สายไฟแรงดันสูง
- ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ สายและอะแดปเตอร์ชาร์จ
ผู้นำเข้าสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีภายใต้โครงการ EBVD – Exemption Battery EV Ministry โดยใช้รหัสยกเว้นในระบบ MACS ได้จนถึง 31 มีนาคม 2569 สำหรับสินค้าที่ระบุข้างต้น
ไทยต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม กว่า 3 แสนคน

คบต.เคาะต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม กว่า 3 แสนคน ในไทย เตรียมนำเข้าครม.ให้ความเห็นชอบ “ตรีนุช”สั่งการกรมการจัดหางาน เร่งยกร่างประกาศกระทรวงแรงงานรองรับ ป้องกันผลกระทบต่อภาคการผลิตและเสถียรภาพด้านแรงงานของประเทศ
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน อาคารกระทรวงแรงงาน
นางสาวตรีนุช กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุม ฯ มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้องในการยื่นคำขออนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเอกสารประกันสุขภาพ ตรวจสุขภาพ และการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ซึ่งกำหนดไว้ให้ชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับแรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และ เวียดนาม ออกไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้หลุดจากระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
“การประชุมวันนี้ เป็นการกำหนดมาตรการแก้ไขข้อขัดข้องในการยื่นคำขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ที่ตกค้างจำนวน 375,038 คน จาก 890,786 คน ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ ส่งผลให้คนต่างด้าวอาจกลายเป็นแรงงานที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นายจ้าง สถานประกอบการไม่สามารถจ้างงานอย่างถูกกฎหมายได้ จนเกิดการขาดกำลังแรงงานในภาคธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและเสถียรภาพด้านแรงงานของประเทศ” รมว.แรงงาน กล่าวและว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนผลกระทบในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบและรัดกุมโดยหลังจากนี้กระทรวงแรงงาน และจะนำผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน เร่งยกร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักร เป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าว สัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด




