ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี2568 ไทยถดถอยต่อเนื่องได้ 33 คะแนนอันดับ 116 ของโลก-ในอาเซียนแพ้ ‘ลาว’

ที่มาภาพ: https://www.transparency.org/en/cpi/2025

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2568 ว่า สถานการณ์คอร์รัปชันทั่วโลกกำลังย่ำแย่ลง แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยที่มั่นคงก็ยังพบกับการถดถอย ท่ามกลางภาพรวมที่น่ากังวลของการขาดภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาว

ค่าเฉลี่ยทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ที่ 42

รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 31 เผยแพร่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) แสดงให้เห็นว่า จำนวนประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 ลดลงจาก 12 ประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา เหลือเพียง 5 ประเทศในปี 2568

ประเทศที่จัดเป็นอันดับ 1 ของโลก เดนมาร์กเคยได้คะแนนสูงที่สุด 90 คะแนน ก็มีคะแนนลดลงมาที่ 89 คะแนนในปีนี้ อันดับ 2 ของโลกคือฟินแลนด์ได้ 88 คะแนนเท่ากับปีก่อน อันดับ 3 ของโลกสิงคโปร์ได้ 84 คะแนนเท่าเดิม ส่วนอันดับ 4 นิวซีแลนด์ได้ 81 คะแนนลดลงจาก 83 คะแนน

ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยซึ่งตามปกติมักมีผลงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันดีกว่า กำลังเผชิญภาวะถดถอยที่น่ากังวล ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา (คะแนน 64) แคนาดา (คะแนน 75) และนิวซีแลนด์ (คะแนน 81) ไปจนถึงหลายประเทศในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร (คะแนน 70) ฝรั่งเศส (คะแนน 66) และสวีเดน (คะแนน80)

ดัชนี CPI จัดอันดับ 182 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลกตามระดับการรับรู้คอร์รัปชันในภาครัฐ โดยให้คะแนนในช่วงตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันสูงมาก) ถึง 100 (โปร่งใสสูงมาก) โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลอิสระ 13 แห่ง

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำดัชนี CPI ครอบคลุมรูปแบบคอร์รัปชันในภาครัฐดังต่อไปนี้

  • การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกิจการสาธารณะ/การดำเนินงานของรัฐบาล
  • การติดสินบน
  • การเบี่ยงเบนงบประมาณสาธารณะ
  • เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ถูกลงโทษ
  • ความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมคอร์รัปชันในภาครัฐ
  • ขั้นตอนราชการที่ยุ่งยากเกินควร ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดคอร์รัปชัน
  • การแต่งตั้งตำแหน่งในระบบราชการแบบอุปถัมภ์
  • กฎหมายที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดเผยทรัพย์สินและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับผู้แจ้งเบาะแสการติดสินบนและคอร์รัปชัน
  • การครอบงำรัฐโดยกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะ

ในปีนี้ ค่าเฉลี่ย CPI โลกปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เหลือเพียง 42 จาก 100 ประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมคอร์รัปชันได้ โดยมี 122 จาก 182 ประเทศได้คะแนนต่ำกว่า 50 ในดัชนี

แม้มี 31 ประเทศที่สามารถลดระดับคอร์รัปชันได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2555 แต่ประเทศที่เหลือกลับล้มเหลวในการจัดการปัญหา โดยคะแนนหยุดนิ่งหรือแย่ลงในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าเฉลี่ยทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ที่ 42 และมากกว่าสองในสามของประเทศได้คะแนนต่ำกว่า 50 ขณะที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบ เมื่อคอร์รัปชันทำให้โรงพยาบาลขาดงบประมาณ โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมไม่ถูกสร้าง และบั่นทอนความหวังและความฝันของคนรุ่นใหม่

ประเทศที่มีคะแนน CPI ดีขึ้นในระยะยาว ส่วนใหญ่มักเกิดจากความพยายามต่อเนื่องของผู้นำทางการเมืองและหน่วยงานกำกับดูแลในการผลักดันการปฏิรูปด้านกฎหมายและสถาบันในวงกว้าง ขณะที่ประเทศที่มีคะแนนต่ำหรือถดถอยต่อเนื่อง มักเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลอำนาจทางประชาธิปไตยที่จำกัดหรือเสื่อมถอย การเมืองแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการทางการเมือง และความล้มเหลวในการคุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม

จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมักได้คะแนน CPI สูง ในขณะที่ระบอบไม่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่มีผลงานแย่ที่สุด ในรัฐเผด็จการเต็มรูปแบบจำนวนมาก เช่น เวเนซุเอลา (คะแนน 10) และอาเซอร์ไบจาน (คะแนน30) คอร์รัปชันมีลักษณะเป็นระบบและปรากฏในทุกระดับ

การขาดภาวะผู้นำในการต่อต้านคอร์รัปชัน

องค์กร Transparency Internationalระบุว่า เรากำลังเห็นภาพที่น่ากังวลของการถดถอยระยะยาวด้านภาวะผู้นำในการจัดการคอร์รัปชัน แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ก็มีผลการดำเนินงานลดลง การขาดผู้นำที่กล้าตัดสินใจทำให้มาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอลง และทำให้ความมุ่งมั่นในการต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลกลดต่ำลง

รายงานระบุว่า ระเบียบโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของมหาอำนาจ และการเพิกเฉยต่อบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างอันตราย ความขัดแย้งทางอาวุธและวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบร้ายแรง ขณะที่สังคมก็มีความแตกแยกมากขึ้น

เพื่อรับมือความท้าทายเหล่านี้ โลกจำเป็นต้องมีผู้นำที่ยึดหลักการ และสถาบันอิสระที่เข้มแข็งซึ่งทำงานด้วยความซื่อสัตย์เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ แต่บ่อยครั้งที่เรากลับเห็นความล้มเหลวของธรรมาภิบาลและภาวะผู้นำที่ต้องรับผิดชอบ

ในหลายพื้นที่ ผู้นำมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อรวมศูนย์อำนาจ ลดบทบาทกลไกถ่วงดุล และถอยห่างจากพันธกรณีตามมาตรฐานระหว่างประเทศที่ตกลงร่วมกันไว้ รวมถึงมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน บ่อยครั้งที่ความโปร่งใส การตรวจสอบอิสระ และความรับผิดต่อสาธารณะถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือก

องค์กร Transparency International เตือนว่า การขาดผู้นำทางการเมืองที่กล้าหาญในการต่อสู้กับคอร์รัปชันระดับโลก กำลังบั่นทอนความพยายามต่อต้านคอร์รัปชันระหว่างประเทศ และลดแรงกดดันต่อการปฏิรูปในหลายประเทศทั่วโลก

ประเทศที่ภาครัฐมีคอร์รัปชันต่ำที่สุดก็ยังอาจมีปัญหาด้านความซื่อสัตย์ร้ายแรงได้ แม้ CPI จะไม่ได้วัดโดยตรงก็ตาม หลายประเทศเอื้อให้เกิดคอร์รัปชันในประเทศอื่น ผ่านการอำนวยความสะดวกในการโอนเงินจากการทุจริตข้ามพรมแดนและเข้าสู่กระบวนการฟอกเงิน

งานวิจัยและประสบการณ์ของขบวนการต่อต้านคอร์รัปชันทั่วโลกชี้ว่ามี “พิมพ์เขียว” ที่ชัดเจนในการทำให้อำนาจต้องรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวม ความคืบหน้ามีความเป็นไปได้ หากมีการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบยุติธรรม เพิ่มการกำกับดูแลบริการสาธารณะและการใช้จ่ายภาครัฐ และกันเงินลับออกจากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องคุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม ประชาธิปไตย และเสรีภาพสื่อ พร้อมทั้งปิดช่องโหว่ความลับทางการเงินที่เปิดทางให้เงินทุจริตเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้

ที่มาภาพ: https://www.transparency.org/en/cpi/2025

ภาคประชาสังคมมีข้อจำกัดมากขึ้นคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นต่อต้าน

รายงานระบุว่า หลายประเทศกำลังเพิ่มข้อจำกัดต่อพื้นที่ภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มที่น่ากังวล ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา จาก 50 ประเทศที่คะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีถึง 36 ประเทศที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมถูกลดทอนลง ทำให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมออกมาเปิดโปงการคอร์รัปชันได้ยากขึ้น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การแทรกแซงการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ด้วยเหตุผลทางการเมืองในประเทศอย่างจอร์เจีย (คะแนน 50) อินโดนีเซีย (คะแนน 34) เปรู (คะแนน30) และตูนิเซีย (คะแนน39) ทำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการ เช่น ออกกฎหมายใหม่เพื่อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือแม้แต่ยุบองค์กรที่ตรวจสอบและวิจารณ์ตนเอง กฎหมายเหล่านี้มักมาพร้อมกับการใส่ร้ายและการข่มขู่

ในปี 2568 คนรุ่นใหม่เป็นแกนนำการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศครึ่งล่างของดัชนี CPI ซึ่งคะแนนหยุดนิ่งหรือลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในเนปาลและมาดากัสการ์ ผู้ชุมนุมวิจารณ์ผู้นำว่าใช้อำนาจในทางมิชอบ ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถจัดหาบริการพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ จนนำไปสู่การล้มรัฐบาลทั้งสองประเทศ

ฟรองซัวส์ วาเลเรียน ประธาน Transparency International กล่าวว่า “คอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรารู้ดีว่าสิ่งที่ใช้ได้ในการตรวจสอบอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้แก่ ความรับผิดทางประชาธิปไตย กลไกกำกับดูแลที่เป็นอิสระ และภาคประชาสังคมที่เสรีและเปิดกว้าง ในช่วงเวลาที่เราเห็นบางรัฐเพิกเฉยต่อบรรทัดฐานระหว่างประเทศอย่างอันตราย เราขอเรียกร้องให้ผู้นำยึดมั่นในความซื่อสัตย์ และทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนทั่วโลก

Transparency International เรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ:

  • ฟื้นฟูภาวะผู้นำทางการเมืองด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความโปร่งใส การกำกับดูแล และความรับผิด
  • คุ้มครองพื้นที่ภาคประชาสังคม ด้วยการยุติการโจมตีนักข่าว องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และผู้เปิดโปงข้อมูล รวมทั้งยุติความพยายามจำกัดภาคประชาสังคมอิสระ
  • ปิดช่องโหว่ความลับทางการเงินที่เอื้อให้เงินทุจริตเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ โดยเพิ่มความโปร่งใสด้านผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และกำกับดูแลผู้เอื้อประโยชน์ทางวิชาชีพให้เข้มงวดขึ้น

ที่มาภาพ: https://www.transparency.org/en/cpi/2025

เอเชียแปซิฟิกการต่อต้านคอร์รัปชันชะงักงัน

รายงานระบุว่า ไม่ว่าจะกำลังเผชิญกระแสถอยหลังล่าสุด หรือดิ้นรนกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนการปฏิรูปมายาวนาน ทุกภูมิภาคยังต้องทำงานอีกมากเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่แทบทุกแห่งก็มีตัวอย่างความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้ายังเป็นไปได้

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความคืบหน้าการต่อต้านคอร์รัปชันชะงักงัน ขณะที่ความไม่พอใจของสาธารณชนพุ่งสูง

คอร์รัปชันยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภูมิภาคนี้มีคะแนนเฉลี่ย 45 จาก 100 สะท้อนว่าระดับคอร์รัปชันที่สูงยังแทบไม่ได้รับการแก้ไขตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

ในเอเชียแปซิฟิกมี 8 ประเทศจาก 32 ประเทศที่สถานการณ์ดีขึ้นตั้งแต่ปี 2555 โดยประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภูฏาน (คะแนน 71) บรูไน (คะแนน 63) และลาว (คะแนน34)

ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์ (คะแนน 84) นิวซีแลนด์ (คะแนน 81) และออสเตรเลีย (คะแนน 76) ซึ่งอยู่อันดับ 3 4 และ 12 ของโลกตามลำดับ

ประเทศที่ได้คะแนนต่ำท้ายตาราง ได้แก่ อัฟกานิสถาน (คะแนน 16) เมียนมา (คะแนน 16) และเกาหลีเหนือ (คะแนน 15)

ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค (21 จาก 31 ประเทศ) ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 รวมถึงประชาธิปไตยขนาดใหญ่อย่างอินเดีย (คะแนน 39) บังกลาเทศ (คะแนน 24) และอินโดนีเซีย (คะแนน34)

และมองโกเลีย (คะแนน 31) ยังคงได้คะแนนต่ำและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 โดยพบว่าหลักนิติธรรมและความรับผิดถดถอย ควบคู่กับข้อจำกัดต่อพื้นที่ภาคประชาสังคมที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายในภูมิภาคที่หลากหลายนี้ยังมีความแตกต่างสูง หลายประเทศยังเผชิญปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง โดยชนชั้นนำที่มีสายสัมพันธ์มักซื้ออิทธิพลทางการเมือง และกฎหมายจำนวนมากไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้นำส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาได้

ความไม่พอใจต่อธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและความรับผิดที่น้อยในภูมิภาคปรากฏชัดในปี 2568 คนรุ่นใหม่จำนวนมากออกมาชุมนุมตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ

ในฟิลิปปินส์ (คะแนน 32) ซึ่งเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประชาชนโกรธแค้นต่อข้อกล่าวหาว่าเงินงบประมาณจำนวนมากสูญหายไปกับโครงการบรรเทาน้ำท่วมที่ไม่มีจริง

ในอินโดนีเซีย (คะแนน 34) มีผู้เสียชีวิตกว่าสิบคนและบาดเจ็บหลายร้อยคน เมื่อการประท้วงต่อต้านรัฐบาลถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงและข้อมูลบิดเบือน

ขณะที่ในเนปาล (คะแนน 34) การเคลื่อนไหวประท้วงนำไปสู่การล้มรัฐบาล หลังมีการแบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางและความไม่พอใจต่อคอร์รัปชันที่เพิ่มสูงขึ้น

สิ่งที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเหล่านี้เข้าด้วยกันคือความรู้สึกว่าผู้มีอำนาจกำลังใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ เศรษฐกิจที่มั่นคง และโอกาสที่เป็นธรรมให้กับประชาชนได้

ประเทศอย่างมัลดีฟส์ (คะแนน 39) เวียดนาม (คะแนน 41) และติมอร์-เลสเต (คะแนน 44) มีแนวโน้มคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ปี 2555 จากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เสริมความเข้มแข็งให้สถาบันกำกับดูแลรือในกรณีของเวียดนามจากการจัดการคอร์รัปชันระดับย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงคะแนนระดับล่างของดัชนี และยังมีพื้นที่ให้ปรับปรุงอีกมาก

ในส่วนอื่นของภูมิภาค รัฐเปราะบางอย่างอัฟกานิสถาน (คะแนน 16) เมียนมา (คะแนน 16) และเกาหลีเหนือ (คะแนน15) ยังคงอยู่ท้ายตารางอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ภาคประชาสังคมที่ถูกจำกัด ระบบการเงินการเมืองที่ไม่โปร่งใส การขาดกลไกถ่วงดุลทางประชาธิปไตย และศาลที่ไม่เป็นอิสระ ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางต่อคอร์รัปชันเป็นพิเศษ

อิลฮัม โมฮาเหม็ด ที่ปรึกษาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Transparency International กล่าวว่า “ในหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ธรรมาภิบาลที่ดีกำลังถูกบั่นทอนจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ผู้นำที่ไม่ต้องรับผิด และความไม่โปร่งใสด้านการเงินการเมือง เมื่อคนรุ่นใหม่เรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า ผู้นำต้องลงมือทันทีเพื่อควบคุมคอร์รัปชันและเสริมสร้างประชาธิปไตย การปฏิรูปที่สำคัญสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณะ และแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจกำลังรับฟังในที่สุด”

Transparency International เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการตามมติใหม่ของสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน ผ่านการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดหาเงินทุนให้พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการรณรงค์หาเสียง ซึ่งประเทศต่าง ๆ ได้รับรองไว้ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เวที Asian Electoral Stakeholders Forum ในเดือนเมษายนถือเป็นโอกาสสำคัญที่หน่วยงานจัดการเลือกตั้งจะประกาศความมุ่งมั่นในการนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติ

ไทยได้คะแนน 33 ถดถอยต่อเนื่อง อยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ

สำหรับประเทศไทยคะแนนยังคงต่ำและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 โดยปี 2568 ได้คะแนน 33 ลดลง 34 คะแนนในปี 2567 และอยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไทยอยู่ในอันดับที่ 23 ส่วนเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนไทยได้คะแนนในอันดับที่ 8 รองจากลาวที่อยู่ในอันดับ 7 ซึ่งได้ 34 คะแนน

ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีคะแนนสูงสุดคือสิงคโปร์ คือ 84 คะแนน อันดับ 2 คือ บรูไน 63 คะแนน อันดับ 3 คือ มาเลเซียได้ 52 คะแนน อันดับ 4 คือ ติมอร์-เลสเต 44 คะแนน อันดับ 5 เวียดนาม ได้ 41 อันดับ 6 อินโดนีเซีย ได้ 34 คะแนน อันดับที่ 9 ฟิลิปปินส์ ได้ 32 อันดับ 10 กัมพูชาได้ 20 คะแนน และอันดับ 11 เมียนมาได้ 16 คะแนน

ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี 2568 นั้น เป็นการประเมินจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่งเท่ากับปีก่อน โดยประเทศไทยได้คะแนน ลดลง 4 แหล่ง เพิ่มขึ้น 3 แหล่ง และได้คะแนนเท่าเดิมจากอีก 2 แหล่ง

โดยแหล่งคะแนนที่ลดลงคือ Bertelsmann Foundation Transformation Index ได้ 30 คะแนนจาก 34 คะแนน, Economist Intelligence Unit Country Ratings ได้ 34 คะแนนจาก 35 คะแนน, IMD World Competitiveness Yearbook ได้ 26 คะแนนจาก 36 คะแนน และ World Justice Project Rule of Law Index ได้ 32 คะแนนจาก 34 คะแนน

แหล่งที่คะแนนเพิ่มขึ้นคือ PERC Asia Risk Guide ได้ 45 คะแนนจาก 41 คะแนน, Varieties of Democracy Project ได้ 30 คะแนนจาก 29 คะแนน, World Economic Forum EOS ได้ 35 คะแนนจาก 34 คะแนน

แหล่งคะแนนที่เท่าเดิม คือ Global Insights Country Risk Ratings ได้ 32 คะแนนเท่าเดิมกับปีก่อน และจาก PRS International Country Risk Guide ได้ 33 คะแนน

สำหรับในรอบ 5 ปีตั้งแต่ปี 2564 ถึงปีคะแนนของประเทศไทยลดลง 2 คะแนนจาก 35 คะแนน ส่วนในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2559 คะแนนของประเทศไทยลดลง 2 คะแนนจาก 35 คะแนน เช่นกัน