ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับแทบทุกอย่าง เราปรับนโยบายเศรษฐกิจ เปลี่ยนโมเดลการพัฒนา ปฏิรูปการศึกษา รีแบรนด์ประเทศ อัปเดตเทคโนโลยี และสร้างคำอธิบายอนาคตใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แทบไม่เคยถูกแตะต้องอย่างจริงจังคือ “รัฐ” —กระบวนทัศน์ โครงสร้างอำนาจ วิธีใช้อำนาจ และวัฒนธรรมการเมืองที่กำกับการตัดสินใจทั้งหมด
ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ—รัฐบาลเปลี่ยน แต่วิธีคิดของรัฐไม่เปลี่ยน ผู้นำหมุนเวียน แต่กติกายังเหมือนเดิม นโยบายใหม่เต็มไปด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยข้อจำกัดชุดเดิม
ปัญหาใหญ่ของเราคือ เราพยายามแก้โลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยรัฐแบบเดิม
การเมืองไทยขาด “กรอบยับยั้งความฉลาด”
หากมองอย่างเป็นธรรม การเมืองไทยไม่ได้ขาดผู้เล่นที่มีความสามารถ ตรงกันข้าม — เต็มไปด้วยนักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มอำนาจที่อ่านเกมออก ต่อรองเก่ง และเอาตัวรอดเป็น
แต่ชัยชนะเหล่านั้น มักแลกมาด้วยต้นทุนที่ถูกผลักไปให้รัฐ กติกาเสื่อมค่า ความเชื่อมั่นสึกกร่อน และอนาคตถูกใช้เป็นเดิมพันของเกมเฉพาะหน้า
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของนโยบาย แต่คือความล้มเหลวของ “กรอบการใช้อำนาจ”
การเมืองไทยให้รางวัลกับ “ความฉลาดเชิงยุทธวิธี” แต่แทบไม่เคยตั้งคำถามว่า ความฉลาดนั้น กำลังบ่อนทำลายรัฐในระยะยาวหรือไม่
สิ่งที่หายไป: Phronēsis
ในทางปรัชญาการเมือง Aristotle แยก “ความรู้” ออกเป็นหลายประเภท Epistēmē คือความรู้เชิงทฤษฎี Technē คือทักษะหรือเทคนิค แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการปกครองรัฐ คือ Phronēsis — ปัญญาเชิงปฏิบัติ
Phronēsis ไม่ได้ถามว่า “ทำได้ไหม” แต่ถามว่า “ควรทำหรือไม่”
มันไม่ใช่ความฉลาดในการชนะเกม แต่คือปัญญาในการรักษาระบบให้ยังคงอยู่หลังจากเกมจบลง
Aristotle ชี้ชัดว่า ผู้นำที่มี Phronēsis จะไม่ใช้คุณธรรมเพื่อสร้างภาพ และไม่ใช้ความเก่งเพื่อเอาชนะทุกครั้ง แต่ใช้การยับยั้งตนเอง เพื่อไม่ให้อำนาจทำลาย Polis — รัฐหรือชุมชนการเมือง
นี่คือสิ่งที่การเมืองไทยขาดแคลนอย่างลึกซึ้ง
อำนาจที่ใช้เพราะ “ทำได้” ไม่ใช่เพราะ “ควรใช้”
ปัญหาของสังคมไทยไม่ใช่อำนาจมากเกินไป แต่คือการใช้อำนาจโดยปราศจาก Phronēsis
อำนาจถูกผลักไปจนสุดทาง เพราะกฎหมายเปิดช่อง เพราะกลไกรองรับ เพราะต้นทุนยังไม่ปรากฏในวันนี้
แต่ Phronēsis จะถามเสมอว่า หากชนะครั้งนี้ กติกาจะยังอยู่หรือไม่? หากแพ้ครั้งนี้ รัฐจะยังแข็งแรงหรือไม่?
นักการเมืองที่มี Phronēsis ยอมเสียคะแนนนิยม เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ ยอมแพ้บางเกม เพื่อไม่ให้ประเทศแพ้ทั้งกระดาน
Game of Power vs Game of State
การเมืองไทยถนัด Game of Power เกมที่วัดผลด้วยอำนาจต่อรอง จำนวนเสียง และชัยชนะเฉพาะหน้า แต่รัฐที่ยั่งยืนถูกสร้างจาก Game of State ไม่ใช่ Game of Power
Game of State ไม่ถามว่าใครแพ้ใครชนะ แต่ถามว่า ระบบนี้จะทำให้ประเทศไม่ต้องเสี่ยงทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ ? กติกานี้จะอยู่ได้หรือไม่ เมื่อคนดีไม่อยู่ในอำนาจ ?
Lee Kuan Yew ไม่ได้ชนะฝ่ายค้าน เขาทำให้กติกาน่าเชื่อถือ จนรัฐแข็งแรงกว่าเกมการเมือง
Mandela ไม่ได้ชนะทุกการต่อรอง แต่เขาเลือกไม่ใช้ชัยชนะ เพื่อไม่ทำลายรัฐหลัง Apartheid
Angela Merkel ไม่ได้เร้าใจ แต่เธอใช้ Phronēsis ประคองเยอรมนีผ่านวิกฤติ โดยไม่ทำให้ระบบล่มสลาย
เมื่อขาด Phronēsis รัฐจึงอ่อนแอ แม้การเมืองจะฉลาด
รัฐไม่ล้มเพราะคนเลว แต่ล้มเพราะระบบให้รางวัลกับความฉลาดที่ไร้ขอบเขต
ประเทศไทยเคยมีผู้นำที่เข้าใจต้นทุนนี้ —ปรีดีเลือกหลักการ อานันท์เลือกความเชื่อมั่น เปรมเลือกหยุด ทั้งที่ยังไปต่อได้
การ “ไม่เล่นเกม” ในบางจังหวะ คือการตัดสินใจทางการเมืองที่รับผิดชอบที่สุด
การเลือกตั้ง: บททดสอบของ Phronēsis
การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ควรถามว่าใคร Debate เก่งกว่า ใครชนะวาทกรรม หรือใครปลุกเร้าอารมณ์ร่วมได้มากกว่า
แต่ควรถามว่าใครรู้ขอบเขตของอำนาจ ใครกล้าพูดความจริงที่ไม่เร้าใจ ใครยอมเสียบางเกม เพื่อไม่ให้ประเทศแพ้ทั้งกระดาน
ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ชนะทุกครั้ง แต่คือคนที่ทำให้ประเทศไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ https://www.facebook.com/drsuvitpage



