พิเศษ เสตเสถียร
จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ The Guardian เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเปิดเผยว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจำนวนนับพันคนถูกจับได้ว่าใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ChatGPT ในทางที่ผิด ในขณะที่การทุจริตในรูปแบบดั้งเดิม เช่น การลอกเลียน (Plagiarism) กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ผลสำรวจการละเมิดความซื่อสัตย์ทางวิชาการพบว่า มีกรณีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเกือบ 7,000 คดีของการทุจริตโดยใช้เครื่องมือ AI ในปีการศึกษา 2023-24 ซึ่งคิดเป็น 5.1 คดีต่อทุก ๆ 1,000 คน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 1.6 คดีต่อ 1,000 คนในปี 2022-23
ในทางตรงกันข้าม การทุจริตแบบดั้งเดิมหรือ Plagiarism กำลังลดลง ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ได้บัญญัติศัพท์ทางนิติศาสตร์ของคำว่า Plagiarism ไว้ว่า “การลอกเลียนวรรณกรรม” หมายถึง การนำผลงาน ความคิด หรือคำพูดของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ให้เครดิตหรือ การนำความคิดและงานของผู้อื่นมาเขียน โดยทำให้ดูเหมือนว่ามาจากความคิดของตนเอง
ก่อนการแพร่หลายของ AI โดยในปี 2019-20 การลอกเลียนคิดเป็นเกือบสองในสามของการประพฤติมิชอบทางวิชาการทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กรณีที่ได้รับการยืนยันของการลอกเลียนแบบดั้งเดิมลดลงจาก 19 คดีต่อ 1,000 คน ลงมาเหลือ 15.2 คดีในปี 2023-24
ผลการสำรวจของ Higher Education Policy Institute ในเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 88% ของนักศึกษาใช้ AI ในการประเมินผล และเมื่อนักวิจัยที่ University of Reading ทดสอบระบบประเมินของตนเอง พวกเขาสามารถส่งงานที่สร้างโดย AI ได้โดยไม่ถูกตรวจจับถึง 94%
Dr Peter Scarfe รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก University of Reading อธิบายว่า การตรวจจับ AI นั้นแตกต่างจากการคัดลอกอย่างมาก ซึ่งการคัดลอกสามารถยืนยันข้อความที่คัดลอกมาได้ แต่ในสถานการณ์ที่สงสัยว่ามีการใช้ AI “มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพิสูจน์”
นักศึกษาที่ต้องการทุจริตโดยไม่ถูกตรวจจับมีแหล่งข้อมูลออนไลน์มากมาย รวมถึงวิดีโอหลายสิบรายการบน TikTok ที่โฆษณาเครื่องมือเขียนเรียงความและถอดความที่ขับเคลื่อนด้วย AI เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักศึกษาหลีกเลี่ยงเครื่องตรวจจับ AI ทั่วไปของมหาวิทยาลัยโดยการ “เปลี่ยนให้ข้อความดูเหมือนมนุษย์เขียน” (“humanising” text) Dr Thomas Lancaster นักวิจัยของ Imperial College London กล่าวว่า “เมื่อใช้งานได้ดีและโดยนักศึกษาที่รู้วิธีแก้ไขผลลัพธ์ การใช้ AI ในทางที่ผิดก็ยากที่จะพิสูจน์มาก”
ปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักรยังคงต้องทำความเข้าใจกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง เห็นได้จากกว่า 27% ของมหาวิทยาลัยที่ตอบแบบสำรวจ ยังไม่ได้บันทึกการใช้ AI ในทางที่ผิดเป็นหมวดหมู่การประพฤติมิชอบที่แยกออกมาต่างหากในปี 2023-24
มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีข้อบังคับที่ครอบคลุมการทุจริตทางวิชาการอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ระบุถึง “การใช้ AI” โดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ทางวิชาการ (Academic Misconduct) หรือการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) โดยมีเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน
บทลงโทษสำหรับการทุจริตทางวิชาการ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะเป็น การถูกปรับให้ตกในรายวิชานั้น (ได้เกรด F) การถูกพักการเรียน การถูกพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาหรือไล่ออก
ในกรณีทั่วไป เช่น การใช้ AI ช่วยทำรายงานหรือวิทยานิพนธ์เพื่อการศึกษาในระดับปกติ การกระทำนี้มักไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา อย่างไรก็ตาม หากการใช้ AI ทุจริตนั้นมีเจตนาเพื่อนำไปใช้ในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสาธารณะชนหรือระบบราชการ เช่น การใช้ผลงานปลอมแปลงเพื่อสมัครเข้ารับราชการ หรือเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้
กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ กฎหมายลิขสิทธิ์ หากมีการใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
ในบ้านเรา ยังไม่ปรากฏเป็นคดีของการโกงการสอบด้วย AI มีแต่ตัวอย่างการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการสอบโดยตัวบุคคล ดูได้จากคลิปวิดีโอ “เปิดกลโกง “อดีตบิ๊ก ตร.” ทุจริตสอบนิติฯ” ซึ่งเป็นการกล่าวถึงกรณีการทุจริตการสอบที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอาญา
ยิ่ง AI ก้าวหน้าไปเท่าไร ผู้ที่สมองใสและไม่ประสงค์ดีก็มีโอกาสใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปในทางมิชอบมากขึ้นเท่านั้น




