
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ SMEs
“เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะ SMEs ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้บ้าง เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง จึงมีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ในการประชุมครั้งนี้” เอกสารข่าวผลการประชุมกนง.ระบุ
การปรับลดดอกเบี้ยของกนง. ยังมีคำถามจากส่วนหนึ่งว่าทำไมต้องลด ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกดูเหมือนยังเติบโตได้และมาตรการภาษีของสหรัฐก็มีความชัดเจนขึ้น ซึ่ง ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้เหตุผลถึงการปรับลดว่า “การตัดสินใจครั้งนี้ สิ่งที่ ธปท. ต้องการไม่ใช่เพียง “เสถียรภาพ” (stability) ระยะสั้น แต่คือ “ความทนทาน” (resilience) ในระยะยาว”
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ นโยบายการเงินต้องไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ และต้องสร้าง Resilience เพื่อให้ประเทศรับมืออนาคตได้”
สำนักข่าวไทยพับลิก้าและสื่อมวลชนกลุ่มย่อยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นถึงการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้กับดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา
“จังหวะที่ใช่” กับความเปราะบางของ SME
ทำไมกนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ย ในเมื่อมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนที่กนง.พูดถึงมาตลอด ได้ถูกขจัดออกไปแล้ว หลังจากที่สหรัฐฯปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากสินค้าไทยลงมาที่ 19% จาก 36% ที่ประกาศไว้ในเดือนเมษายน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีลักษณะของ outlook dependent มองไปข้างหน้า เป็นอย่างไร
ดร.ปิติ: กนง.ได้ประเมินตั้งแต่เดือนเมษายน และมิถุนายนแล้วว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะแผ่วลงจากผลของมาตรการภาษีสหรัฐ และกนง.รู้อยู่แล้วว่านโยบายการเงินอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องผ่อนคลาย แต่ถ้าย้อนกลับไป ณ เดือนมิถุนายน “เรา have no clue ไม่รู้เลยว่าภาษีจะเป็น 0%หรือ 36% กนง.ในขณะนั้นประเมินภาพเศรษฐกิจภายใต้หลายฉากทัศน์ (reference scenario)” ช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงมาก นโยบายการเงินไม่ส่งผ่านไปถึงการกู้ยืม การลงทุน และกนง.ย้ำตลอดว่าประสิทธิภาพของนโยบายการเงินขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก การที่จะดำเนินการตอนนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดภาษีจะออกมาที่เท่าไร ก็อาจจะมีผลต่อการส่งผ่าน นอกจากนี้ตอนนั้นเป็นช่วงที่นโยบายของกนง.อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ประมาณการเศรษฐกิจของแบงก์ชาติขณะนั้นคือ เศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 2.3% สูงกว่าหลายสำนักวิจัย ซึ่งก็มีคำถามว่าทำไมสูงขนาดนี้ เพราะบางสำนักประเมินแค่ 1% หรือแค่ 1.2% การคาดการณ์ของแบงก์ชาติอยู่บนฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลก็แสดงให้เห็นว่าครึ่งแรกเศรษฐกิจมีการเติบโต ผลออกมาคือขยายตัว 3% ในช่วงครึ่งแรกของปี เพราะฉะนั้นก็ยากที่จะหายไปหมดทันทีในครึ่งหลัง
“ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงล่าสุด ประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ แทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และแนวโน้มก็ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และก็ไม่ได้มองแตกต่าง ความชัดเจนมีมากขึ้น เราก็เห็นว่าถ้าจะดำเนินการตอนนี้ การส่งผ่านน่าจะดีขึ้นและประกอบกับการติดตามภาวะการเงินมาตลอดจากการที่ปรับลดไปสองครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไปสู่ SME ค่อนข้างตึงตัว จึงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะที่จะปรับลง”
“ตลาดคาดกันตั้งแต่ไตรมาสแรกแล้วว่าเราจะลดดอกเบี้ยลงไปที่ประมาณ 1.5% แนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเรื่องจังหวะของการลดที่ได้คำนึงถึง ภาพเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยน ตัวเลขออกมาดีกว่าคาด นโยบายเรามองไปข้างหน้าเสมอ กนง.ต้องการให้มั่นใจว่านโยบายการเงินไม่ได้เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ”
เศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายการเงิน แต่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน “ในช่วงนี้นโยบายการเงินควรอยู่ในแดนที่ผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุน การลดลงไปอีกระดับหนึ่ง ช่วยให้มั่นใจมากขึ้นว่ากนง.สนับสนุน”
การลดครั้งนี้ครั้งหน้าที่ห่างกัน 6-8 สัปดาห์ ผลไม่ได้มาก เพราะส่วนใหญ่การทำงานของนโยบายการเงินผ่านการคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะยาวตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปถึง 5 ปี ซึ่งอัตราอ้างอิงต้นทุนทางการเงินในธนาคารพาณิชย์ สะท้อนมุมมองที่มีการคาดการณ์อยู่แล้ว ฉะนั้นจากที่คาดการณ์อยู่แล้วว่า กนง.จะลดไปที่ 1.5% หรือ 1.25% ภายในปีนี้ “เมื่อกนง.ลดดอกเบี้ยลง อัตราดอกเบี้ยระยะยาว แทบจะไม่ขยับเลย เพราะว่ามันทำงานแบบที่ว่านี้ เรื่องของเงื่อนเวลาว่าจะลดช้าไปหรือเร็วไป 6-8 อาทิตย์ไม่ได้ critical ขนาดนั้น ยกเว้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ”
ที่บอกว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้จังหวะการส่งผ่านนโยบายการเงินราบรื่นมากขึ้น แล้วก็ในขณะเดียวก็มองเห็นว่าภาวะการเงินเริ่มตึงตัวช่วยอธิบายเพิ่มถึงภาวะการเงินที่เริ่มตึงตัวว่าเป็นอย่างไร
ดร.ปิติ: อันที่จริงภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมาตั้งแต่หลายปีแล้ว สินเชื่อติดลบโดยรวม ในด้านสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัว แต่สินเชื่อ SME ติดลบ และเข้าถึงทุนได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แบงก์ชาติติดตามสถานการณ์ของ SME ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ภาวะการเงินตรงนั้นตึงขึ้นเรื่อยๆ “การลดดอกเบี้ยก็จะช่วยผ่อนคลายได้บ้าง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาหลัก ซึ่งก็คือความเสี่ยงด้านเครดิต โอกาสทางธุรกิจที่อาจจะไม่ได้มาก ข้อมูลไม่ชัดหรือข้อมูลไม่เพียงพอที่จะรู้ว่าเป็นคนดี คนไม่ดี ดอกเบี้ยของเราไม่มีผลมากนัก ๆ จัดว่า at the margin ช่วยได้เล็กน้อย”
ตัวบ่งชี้ภาวะการเงิน คือ สินเชื่อ เพราะประเทศไทยเป็น Bank-based economy หรือ ระบบเศรษฐกิจที่การจัดหาเงินทุนและการกู้ยืมผ่านธนาคารเป็นหลัก ภาวะเงินการตึงตัวในแง่สินเชื่อติดลบ แต่ก็เป็นวัฏจักร สินเชื่อที่ปล่อยเป็น flow แต่เมื่อปล่อยออกไปจะเป็นยอดคงค้าง stock ในทันที เพราะฉะนั้นจะเป็นยอดสะสมหนี้
ช่วงการระบาดของโควิด-19เป็นช่วงผิดปกติ โดยปกติในช่วงเศรษฐกิจแย่สินเชื่อลดลง ไม่มีการปล่อยสินเชื่อ ต้องระวัง แต่กลับเป็นว่าช่วงโควิด เศรษฐกิจแย่ติดลบ 6%-8% แต่สินเชื่อเร่งขึ้น สินเชื่อขึ้นไปเยอะมาก flow ออกไป ยอดคงค้างเพิ่มขึ้น โดยธรรมชาติยอดคงค้างนี้จะค่อยๆลดลง
ปัจจุบันยังมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ทุกเดือน แต่ข้อมูลสินเชื่อติดลบในการแถลงข่าวรายเดือนของแบงก์ชาติ มาจากการเทียบยอดคงค้างสินเชื่อของเดือนกับเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า “ในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน มีสินเชื่อใหม่ออกไป โดยเม็ดเงินใหม่ที่ออกไปอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี แต่การจ่ายหนี้เดิมมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนี้ที่สะสมในช่วงโควิด ทำให้สุทธิแล้วยอดคงค้างลดลง ภาวะการเงินตึงตัวจากการชำระหนี้คืนมากกว่าปกติ”
อย่างไรก็ตาม flow ของสินเชื่อใหม่สำหรับกลุ่ม SME ยังดูน้อยกว่า เพราะความเชื่อมั่นของธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อย SME มีไม่มากนัก แบงก์ชาติเป็นห่วง SME และประชาชนกลุ่มเปราะบาง
ทำไม “1.5%” ถึงมีความหมาย
ดูเหมือนกับว่าแบงก์ชาติตอนนี้เป็นห่วง SME แล้วที่ปรับลงไปรอบนี้พยายามปูทางว่า รอบต่อไปจะลดลงอีก เพราะแบงก์ชาติเองก็มองว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะแย่กว่าช่วงครึ่งปีแรก ตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจากสภาพัฒน์เติบโต 3% แต่หากว่าครึ่งปีหลัง 0 เลยหรือหยุดชะงัก ดอกเบี้ยที่ 1.5% หนุนเศรษฐกิจไหวหรือไม่
ดร.ปิติ: เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก เศรษฐกิจเป็น “flow” (หมายถึง การหมุนเวียนของเงิน สินค้า บริการ และทรัพยากร ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ) ไม่ใช่ “stock” (ปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ ณ จุดเวลาหนึ่ง) เศรษฐกิจมีการใช้จ่าย และปกติแล้วเศรษฐกิจยากที่จะเปลี่ยนแบบฉับพลัน นอกจากจะเกิดเหตุการณ์ความผิดปกติอย่างฉับพลันและรุนแรงหรือ shock เช่น วิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2551 หรือวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ไม่มี flow เกิดขึ้น ถ้าจะเปรียบเศรษฐกิจก็เหมือนกับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่อุ้ยอ้าย เศรษฐกิจปีนี้มีความท้าทายตั้งแต่ต้นปี จากมาตรการภาษี แบงก์ชาติประเมินมาตั้งแต่เดือนเมษาและมองเป็นเหมือนนิยาย 2 ตอน Two halves
ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี 3% ต่อปี ไม่ได้ห่างไกลกับศักยภาพที่เศรษฐกิจกำลังเดินหน้าไปมากนัก กนง.มองตั้งแต่เดือนเมษายนไว้แล้วว่าจากมาตรการภาษี รวมทั้งการท่องเที่ยวเศรษฐกิจจะแผ่วลงในครึ่งหลังของปี ในเดือนมิถุนายนตัวเลข 2.3% ที่ออกไปก็สะท้อนว่าครึ่งหลังแผ่วลงพอสมควร และจากตัวเลข 3% ในครึ่งแรก หากครึ่งหลังโต 0 เลย ทั้งปีก็โต 1.5% ฉะนั้นการที่กนง.ประมาณการการเติบโตที่ 2.3% ก็ไม่ได้โตสูงมาก
“เรามองตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่ามันจะขยายตัวลดลงเพราะฉะนั้นภาพนั้นไม่ได้เปลี่ยนเลย และข้อมูลที่เข้ามาในรอบที่ผ่านมาดีกว่าคาดในบางมิติ โดยเฉพาะการส่งออกที่ดีกว่าคาดระดับหนึ่ง ตัวเลขล่าสุดเดือนแรกของไตรมาสสามก็ยังไม่ได้ตกลงมาก และจากการสำรวจของแบงก์ชาติพบว่า ช่วงที่ผ่านมาแม้มีการเร่งส่งออก แต่ไม่ใช่ทุกหมวดที่เร่งส่งออก”
ที่ถามว่าดอกเบี้ย 1.5% จะรับมือไหวหรือไม่ เราเห็นมาก่อนหน้าแล้วว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในช่วงนี้ “นโยบายการเงินไม่ได้เป็นต้นตอของการชะลอ แต่เป็นเรื่องของภาษีสหรัฐ นโยบายการเงินไม่ได้ซ้ำเติม ภาวะเงินไม่ได้ซ้ำเติมการปรับตัวของผู้ประกอบการ และประชาชน”
ดอกเบี้ยที่ระดับ 1.5% หากมองย้อนหลัง 25 ปีนับตั้งแต่แบงก์ชาตินำ Inflation-targeting มาใช้ ดอกเบี้ยเคยลงไปต่ำที่ระดับ 1.5 % แค่ 3 ครั้ง โดยที่ 2 ครั้งอยู่ในช่วงวิกฤติการเงินโลก กับช่วง COVID-19 ส่วนอีกครั้งอยู่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่ง 1.5% โดยปกติก็ถือว่าต่ำในแง่ของอดีตของไทย
แล้วเรามองถึงการชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าการลดดอกเบี้ยไม่มีต้นทุน ดอกเบี้ยที่ลงช่วยต้นทุนทางการเงินได้บ้าง แต่มีผลกระทบต่อการออม อัตราผลตอบแทน จากการลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุน Money Market Fund ผลต่อรายได้ของผู้บริโภคเป็นเรื่องแรกที่เรามอง เรื่องที่สองผลข้างเคียง แต่สิ่งที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ คือเมื่ออุปสรรคในการที่จะกู้ลดลง กิจการที่อาจจะไม่ได้สร้างผลประโยชน์ที่สูงมากก็มีการกู้เพื่อไปทำกิจการที่ไม่ได้ประโยชน์มาก เหมือนกับ Search for yield
ที่ผ่านมาก็ได้เห็นบริษัทใหญ่ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จะมีอาจจะการลงทุนในสิ่งที่นอกธุรกิจปกติและก็ในที่สุดก็ไม่ได้ผลตอบแทนมากนัก “หนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็สร้างความเปราะบางบางในภาคธุรกิจ และประชาชนด้วย เรื่องดอกเบี้ยต่ำ ถ้าต่ำชั่วคราวก็ไม่มีผล แต่ถ้าอยู่ต่ำเวลานาน ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็จะค่อย ๆ เกิดการสะสมความเปราะบางพวกนี้” สมัยก่อนก็จะเห็นที่สหกรณ์บ้าง หุ้นกู้บ้าง และจะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ สะสมไป จะแก้ไขยาก เพราะกลายเป็นสต๊อก คงค้าง ก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอลง ทุกวันนี้มีส่วนที่ต้องกลับไปดู หนี้ครัวเรือนที่สูงส่วนหนึ่ง ก็เป็นตัวอย่างการสะสมความเปราะบางพวกนี้ไว้ นโยบายต้องชั่งผลที่จะได้กับผลที่จะเสียไปด้วย
แบงก์ชาติได้ทำการสำรวจเพื่อดูว่าภาวะการเงินเป็นอุปสรรคอันดับแรกของธุรกิจหรือไม่ ก็พบว่าภาวะการเงินไม่ใช่อุปสรรคอันดับต้น แต่อยู่ที่อันดับประมาณ 6-7-8 และเป็นเรื่องของกำลังซื้อ เป็นเรื่องความไม่แน่นอน การแข่งขันจากภายนอก
“อัตราดอกเบี้ยที่ 1.5% ผมว่านโ่ยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และ At the margin หมายถึงผลที่ได้จากการปรับอีกขยักหนึ่งนั้นมีน้อยลง การลดไปจาก 2.5% มา 1.5% ได้ผลระดับหนึ่ง แต่การลดจาก 1.5% ลงไป ผลที่ได้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ผลที่ต้องระวังไว้ยาวๆก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ”
สร้าง“Resilience” ความทนทานที่ไม่ได้ตอบโจทย์วันนี้อย่างเดียว
ด้วยการปรับลดมาสองครั้งและอัตราดอกเบี้ยในระดับ 1.5%นี้ถือว่านโยบายการเงิน dovish ผ่อนคลายแล้วใช่ไหม
ดร.ปิติ: ถือว่าผ่อนคลายแล้ว แต่ก็ยังมี Policy Room อยู่ เรายังมีกระสุนซึ่งจำเป็นถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด สิ่งที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและสิ่งที่แบงก์ชาติทำคือ รักษาเสถียรภาพ “คำว่า เสถียรภาพผมว่าก็ฟังกันจนเบื่อแล้ว แต่ที่จริงๆแล้วหลักของมันคือความทนทาน นิยามของความทนทาน ที่ผมแปลงมาจาก Resilience ต่างกับ Stability คือ Stability มีความหมายในเชิงแน่น เป็นปึกแผ่น”
” Resilience คือว่าในหลายฉากทัศน์(scenario) หลายเหตุการณ์ เราเดินหน้าต่อได้ ถ้ามี shockแรงๆ เข้ามา เราล้มแล้วฟื้นได้ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงโลกแบบนี้ที่ต้องมีความทนทาน หนึ่งในการไม่มีความทนทานก็ต้องมีกันชน buffer คือ Policy Room เราสามารถจะใช้ รักษามันไว้ถ้าเราก็ต้องใช้บ้าง ซึ่งผมว่าก็เป็นอีกอย่างหนึ่งในสิ่งที่ต้องชั่ง ถ้าลดแล้วให้ประโยชน์นิดเดียว แต่ว่าถ้าเกิดวิกฤติการเงินโลกเกิดขึ้น แล้วเราทำอะไรไม่ได้ก็จะยิ่งแย่กว่านี้ ต้องมองระยะไกล นโยบายการเงินไม่ใช่แค่วันนี้อย่างเดียว”
นโยบายการเงินไม่ใช่เครื่องมือเดียว รัฐบาลต้องมีบทบาทในเชิงโครงสร้าง
แต่ในขณะนี้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่าย อันเนื่องจากผลกระทบหลายระลอกนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 จนมาถึงปัจจุบันที่เศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐ สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีความสามารถในการปรับตัว ภายใต้สถานการณ์แบบนี้นโยบายการเงินจะเข้ามาช่วยได้บ้างหรือไม่ และใน outlook dependent ที่กนง.ประเมินไว้ทั้งในแง่ การบริโภค การลงทุน เป็นอย่างไร เพราะการส่งออกมีความแน่นอนมากขึ้นแล้วว่าไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 19% จากสหรัฐ
ดร.ปิติ: ขอตอบเรื่องการส่งออกก่อน ในประมาณการเศรษฐกิจที่เติบโตประมาณ 2% หรือ ต่ำกว่า 2% ไม่ว่าจากสำนักไหน สะท้อนว่าในครึ่งหลังของปีการเติบโตจะอ่อนตัวลง สำหรับเศรษฐกิจที่โตมาแล้ว 3% ในครึ่งปีแรก ส่งออกครึ่งปีแรกก็ขยายตัว 15% การส่งออกไปสหรัฐขยายตัว 30% ถ้าใช้การขยายตัวตามประมาณการ 2% ของทั้งปี การส่งออกครึ่งปีหลังจะติดลบเล็กน้อยหรือโต 0% การส่งออกที่ขยายตัว 15% ในครึ่งแรกกลับมาติดลบเล็กน้อย หากเกิดขึ้นจริง ก็ถือว่าการส่งออกมีปัญหา แต่ก็อาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น “เพียงแต่อยากจะระวังไว้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น จะไม่ค่อยดี”
ส่วนการบริโภคก็จะคล้ายกัน คือโตครึ่งหนึ่งจากที่โตในครึ่งปีแรก แผ่วลงในทุกองค์ประกอบ ซึ่งก็จะส่งผลให้ขยายตัวทั้งปีประมาณ 2.3% แต่ก็เป็นไปได้ที่จะไม่แย่มาก และตัวเลขนี้เป็นกรณีฐานในประมาณการ ซึ่งคำนึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ผ่านสภาไปแล้ว ยกเว้นว่าจะเกิด shock นโยบายที่วางไว้ ก็สะท้อนภาพนี้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเห็นตัวเลขที่แย่ลงขึ้นก็ไม่ได้เกินคาด
“นโยบายจะไม่ใช่แบบ ตัวเลขออกมาแย่แล้วต้องปรับ เพราะได้ประเมินไว้ในการกำหนดนโยบายแล้ว เหตุผลที่ลดมาตั้งแต่ต้นปีก็เพราะเห็นว่ามันจะแย่ลง”
ที่น่าสังเกตคือศักยภาพ ประเทศไทยประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยอยู่ราว 2.7%-2.8% มาต่อเนื่อง ในกรณีที่ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ไม่มี shock เศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าในระดับนี้ ซึ่ง 2.7%-2.8% นี้ส่วนใหญ่จะมุ่งไปตัวเลขรายไตรมาสต่อไตรมาส เพื่อดูแรงส่ง(momentum) ว่าจะเติบโตประมาณเท่าไร “ถ้าแปลง 2.7% รายไตรมาสต่อไตรมาส ก็จะได้การขยายตัว 0.7% ต่อไตรมาส และตลอดทั้งปี 0.7% คูณ 4 ไตรมาสก็จะได้การเติบโตทั้งปี 2.8% เป็นตัวเลข แค่บอกว่าเป็นศักยภาพเรา เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี”
ที่ผ่านมา 7 ไตรมาสแล้ว แต่ละไตรมาสขยายตัวโดยประมาณ 0.7% ซึ่งถ้ามองเบื้องต้น ก็จะเห็นว่าประเทศไทย ขยายตัวตามศักยภาพ แต่เศรษฐกิจมีปัญหาการกระจุกตัว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ในภาคธุรกิจ บริษัทใหญ่ในประเทศ 5% แรกจากจำนวนบริษัททั้งหมด 400,000 ราย สร้างรายได้ประมาณ 80% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด บริษัทที่เหลือสร้างรายได้แค่ 20% เฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจในระบบ ยังไม่รวมเศรษฐกิจนอกระบบที่มีมูลค่ามาก
ในภาคส่งออก ก็มีโครงการการกระจุกตัวที่ไม่ต่างกัน โดยมีบริษัทที่ทำการค้าระหว่างประเทศในจำนวนหลัก 10,000 กว่า คิดเป็นสัดส่วนน้อยมากของจำนวนบริษัททั้งหมด 4 แสนกว่าราย และใน 10,000 รายนี้มี 5% แรกที่สร้างรายได้ส่งออกถึง 85% แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวในทุกกระดับธุรกิจ การส่งออกในภาพรวมจะดีไม่ดีขนาดไหน ก็จะขึ้นอยู่กับการดำเนินการของบริษัทใน 5% แรกของบริษัทส่งออก
เมื่อไปศึกษาข้อมูลรายได้ของแรงงานก็พบว่าไม่ต่างกัน รายได้ของคนที่ทำงานในระบบ ประชาชนที่ทำงานได้เงินเดือนประจำมีสัดส่วนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็น Self-employed ประกอบอาชีพอิสระ ขณะเดียวกันฐานภาษีเงินได้มาจากผู้เสียภาษี 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 70 ล้านคน และจากแรงงานทั้งหมดประมาณ 26 ล้านคน
นอกจากนี้การทำธุรกิจปัจจุบัน การแข่งขันยากขึ้น ธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมกล่มธุรกิจ มีต้นทุนสูงในการที่จะเข้า การเกิดและดับของธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ “เราอยากเห็นธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เยอะ และออกไปประมาณหนึ่ง เพราะเป็นการลอง ลองผิดลองถูก มันเป็นพลวัติของเศรษฐกิจที่ดี” การเข้าออกของธุรกิจเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในต่างประเทศเปรียบเหมือนเลือดหมุนเวียนสูบฉีด คนที่นั่งอยู่เฉยๆคือเลือดนิ่งกับคนที่วิ่งๆ เลือดมันจะหมุน เศรษฐกิจที่ดีจะมีพลวัตของธุรกิจที่เข้าๆ ออกค่อนข้างมาก สหรัฐเป็นตัวอย่างที่ดีของเศรษฐกิจที่หมุนเวียนเข้าออก ซึ่งไม่เฉพาะธุรกิจเท่านั้น แต่คนก็มีการหมุนเวียน เปลี่ยนงาน ย้ายที่
สำหรับประเทศไทยแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งธุรกิจใหม่จะเข้าไปแข่งขัน เข้าได้ยาก และมีผลต่อรายได้ธุรกิจ ธุรกิจที่มีอายุการดำเนินงานไม่ถึง 5 ปี มีส่วนต่อการผลักดันการขยายตัวของรายได้โดยรวมของภาคธุรกิจ อัตราขยายตัวของรายได้ธุรกิจ ส่วนใหญ่จะโตมาจากธุรกิจที่มีอายุน้อย ซึ่งช่วงหลังเกิดขึ้นยาก
จากข้อมูลที่ออกมาในลักษณะนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มใหญ่ที่ยังเดือดร้อนอยู่อาจจะรู้สึกว่า เขาควรจะได้ลดดอกเบี้ยมากกว่านี้
ดร.ปิติ: ข้อมูลที่ให้ไป เพื่อชี้ว่าปัญหาเป็นลักษณะไหนบ้างและต้นตอของปัญหาจะแก้อะไรได้บ้าง เรื่องดอกเบี้ย ต้องบอกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นดอกเปี้ยข้ามคืนในตลาดเงิน แบงก์ชาติคุมแค่ดอกเบี้ยข้ามคืนเป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์กู้ยืม ข้ามคืน แต่ต้นทุนทางการเงินด้านธุรกิจเป็นดอกเบี้ยระยะยาว 5 ปี 10 ปี
การที่จะให้บริษัทให้เข้ามาอยู่ในระบบ มีการแข่งขันได้ ต้องมีโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพูดมาตลอด เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีหลายหมวดหมู่ แบงก์ชาติได้ประสานทางกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อหาวิธีผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะเฉพาะกลุ่มย่อยไม่ต้องทั้งหมด อาจจะเป็นราย sector มีการผูกแรงจูงใจเชื่อมโยงว่าแต่ละภาคส่วน ไม่ว่าภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาครัฐ มีส่วนร่วมอย่างไร
การลดดอกเบี้ยลงไปต่ำมากก็ไม่ได้มีผลสนับสนุนมากนัก ในทางกลับกันอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลังด้วย เพราะเศรษฐกิจไม่สมดุลอยู่แล้ว ถ้าราคาหนึ่งที่สำคัญ คือ ราคาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่ต่ำเกินไป ก็สร้างความไม่สมดุลเพิ่มขึ้นอีก ทรัพยากรก็อาจจะไม่ได้ไปอยู่ที่มีประโยชน์มากที่สุด งบดุลอาจะมีความเปราะบางจากหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากนัก พื้นที่ในการที่จะมาช่วยเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจน้อย “เศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจที่เปราะบางและไม่สมดุล ก็คือ นิยามของไม่ Resilience เรื่องดอกเบี้ยต้องระวังตรงนี้” เรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างต้องแก้ในหลายๆ จุด ซึ่งเริ่มมีแนวค่อนข้างชัดเจนขึ้น
ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะบอกว่านโยบายการคลังทำเต็มที่แล้ว ต้องเป็นนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยเท่านั้นที่จะช่วยได้ เหมือนกับโยนภาระมาที่นโยบายการเงิน ทั้งๆที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้อยู่ที่นโยบายการเงิน
ดร.ปิติ:รัฐบาลกับเรามีเป้าหมายเหมือนกัน เราก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เป้าหมายตรงกันมากว่าอยากจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดี ทนทาน และยั่งยืน แต่เครื่องมือไม่เหมือนกัน เครื่องมือรัฐบาลในภาคการคลังโดยเฉพาะจะสามารถแก้ปัญหาบางอย่างที่แบงก์ชาติแก้ไม่ได้ และไปในที่ที่ตรงจุดมากกว่า ขณะที่ดอกเบี้ยต้องคำนึงถึงผู้ฝากเงิน ผู้ออม ผู้กู้
“แนวนโยบายเรา เราก็อยากให้สอดประสานกับแนวนโยบายการคลัง ไม่ได้เป็นมิติที่ว่าจะให้เราทำคนเดียว”
สิ่งที่ต้องคุยในสังคม คือ ควรทำให้รู้ว่าเครื่องมือไหนทำอะไรได้แค่ไหน ถ้าสังคมคาดหวังเยอะเกินไปกับเครื่องมือบางเครื่องมือโดยที่เครื่องมือนั้นมีผลทั้งสองด้าน ผลข้างเคียง แล้วก็มีหน้าที่ที่ต้องรองรับ shock ด้วย อะไรที่โดดเกินไปไม่ดีต่อประเทศ นโยบายการเงินมีขอบเขตความสามารถที่จะทำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ต้องชั่งน้ำหนักให้รอบด้าน
เป็นเพราะภาพลักษณ์ของแบงก์ชาติที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับภาคส่วนอื่นๆ น้อยไปหรือไม่ เพราะตอนนี้ดูเหมือนกับว่าเมื่อแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยทุกอย่างกลายเป็นปัญหาหมดเลยเพราะแบงก์ชาติ แบงก์ชาติปัดความรับผิดชอบ แบงก์ชาติอาจจะต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ
ดร.ปิติ: แบงก์ชาติมีการพูดคุย เยี่ยมชม และแลกเปลี่ยนความเห็นมุมมองกับธุรกิจประจำทุกปี ประมาณปีละ 800 ราย ภายใต้โครงการ Business Liaison Program แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจมากขึ้นว่า แบงก์ชาติไม่ได้เป็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจ engine of growth
การลดดอกเบี้ยได้ผลระยะสั้น แต่ต้องมองให้รอบด้าน ไม่ใช่ในลักษณะที่พออยากจะกระตุ้นทันทีก็ลดดอกเบี้ยทันที
นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกในหมู่ประชาชนว่าเงินฝืด ประกอบกับเงินเฟ้อกลับมาติดลบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ถือว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ จะสื่อสารอย่างไรกับประชาชน
ดร.ปิติ: ในตะกร้าเงินเฟ้อของไทย สัดส่วน 17% เป็นหมวดอาหารสด 13% เป็นหมวดพลังงาน ซึ่งมากกว่าประเทศอื่น เพราะประเทศเราพึ่งพิงน้ำมันค่อนข้างมาก 2 หมวดนี้รวมกันก็จะมีสัดส่วน 30% และการเคลื่อนไหวก็ขึ้นอยู่กับตลาดโลกในส่วนของน้ำมัน ขณะที่อาหารสดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ความต้องการของโลก และมีปัจจัยฤดูกาลมาเกี่ยวข้อง
ในตะกร้า 30% เมื่อดูในมิติการเคลื่อนไหว พบว่าเงินเฟ้อที่ขึ้นลงแต่ละเดือน 2 หมวดนี้มีผลประมาณ 90% ของการเคลื่อนไหวโดยรวม “ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อแต่ละเดือน 90% ของการเปลี่ยนแปลงก็มาจาก 2 หมวดนี้ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน จะทรงตัว ตอนนี้ก็อยู่ประมาณ 0.9% หรือ 1% ปีนี้ ปีหน้าก็ประมาณ 1% กว่า”
สิ่งที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญและมีนัยะต่อเศรษฐกิจมากกว่า คือเงินเฟ้อเป็นลักษณะแนวโน้มพื้นฐาน ไม่ใช่ราคาน้ำมันที่ขึ้นลง หรืออาหารสด กรอบเป้าหมายที่วางไว้ 1%-3% นัยคือเป้าหมายระยะปานกลาง ทุกธนาคารกลางที่ใช้ inflation targeting ก็ตระหนักดีว่า เงินเฟ้อควบคุมเดือนต่อเดือน ไตรมาสต่อไตรมาสไม่ได้ ปีต่อปีก็ไม่ได้ด้วย “แต่มองไปในระยะ 5 ปี หรือระยะ 3-5 ปีที่โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ประมาณนี้ คนก็ไม่กังวลว่าจะต้องควบคุมเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อขึ้นๆลงๆ แต่จะไม่เกินประมาณ 1-3% ในระยะประมาณเฉลี่ย 5 ปี”
ประเทศอื่นทั้งอังกฤษ ทั้งธนาคารกลางสหภาพยุโรป( ECB) ในช่วง 10 ปีก่อน COVID ก็อยู่ต่ำกว่าเป้า เป็นเวลา 5-6 ปี แต่มีความพยายามที่ลดดอกเบี้ยพอสมควรให้อยู่ในระยะต่ำแล้ว “แต่บทเรียนที่ทุกคนพูดเหมือนว่า ไม่น่าทำไปเลยเพราะว่าดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป ในช่วงนั้นที่เงินเฟ้อต่ำลงมาจากปัจจัยด้านอุปทาน จากกระแสสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ดอกเบี้ยทำอะไรไม่ได้และยังสร้างปัญหาทางการเงิน หนี้โลกเพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสูงเป็นประวัติการณ์”
สำหรับเงินเฟ้อที่ต่ำ แบงก์ชาติพยายามดูแล้วว่าจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจแค่ไหน และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่
ขออธิบายคำว่าเงินฝืด ในภาษาอังกฤษ deflation หมายถึง ระดับราคาลดลง แต่เงินฝืดไทยไม่ใช่ระดับราคา แต่หมายถึงไม่มีเงินสะพัดคนละความหมาย เงินฝืด เงินไม่สะพัด เศรษฐกิจต้องแย่ ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงโควิดถึงแม้เงินเฟ้อไม่ได้ติดลบ ก็พูดได้ว่าเงินฝืด ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย
นิยาม Deflation กับนิยามเงินฝืดไทย มีส่วนที่ไม่ได้เหมือนกัน 100% แต่มีส่วนด้วยว่าเงินฝืดเกิดขึ้นพร้อมกับราคาที่ลดลง ถ้าไม่มีการใช้จับจ่ายใช้สอยจนขั้นที่มีการลดราคาในวงกว้าง นั่นคือเข้าข่ายเงินฝืด หรือ deflation ขณะนี้เงินอาจจะไม่ถึงขั้นฝืดแต่อาจจะไม่ได้สะพัดมาก การใช้จ่ายกับราคามีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เห็นได้ชัด ส่วนใหญ่จะเห็นในกรณีเงินเฟ้อสูง มีอุปสงค์เยอะมาก คนซื้อของเยอะมาก ราคาขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่จะกังวลและพยายามจะดึงลง แต่ถ้าเงินฝืดจากการไม่ยอมใช้จ่ายจนทำให้ราคาลดลง แบงก์ชาติก็วิตกเช่นกัน “แต่ ณ ตอนนี้เราประเมินอยู่แล้วราคาที่ไม่ขึ้นมาจาก 2 หมวด อาหารและพลังงานเป็นหลัก หมวดอื่นยังเพิ่มขึ้นอยู่ แต่น้อยเพราะเงินไม่สะพัดเท่าที่ควรจะเป็น”

Outlook dependent มองไปข้างหน้ามากกว่าตัวเลขวันนี้
สำหรับคำถามปิดท้ายการแลกเปลี่ยนความคือ:จากนี้ไปแบงก์ชาติยัง dovish หรือผ่อนคลายต่อใช่หรือไม่ แล้วก็อะไรที่จะเป็นตัวตัดสิน (trigger) ให้กนง.ตัดสินใจที่จะผ่อนคลายต่อเนื่องในแง่ outlook dependent
ดร.ปิติ: “ผมไม่อยากเรียกคำว่า dovish ในแง่หมายความว่าจะทำอะไรต่อในอนาคต แต่ขอเป็นจุดยืน ณ ปัจจุบันมากกว่า ณ ปัจจุบันคือ ผ่อนคลาย เราอยู่ในโหมดที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ เราอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า Neutral ฉะนั้นเราอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย” แต่ dovish จะทำอะไรเพิ่มในอนาคต เป็นคำถามที่ว่าต้องเกิดอะไรขึ้น หรือจะมีการปรับอะไรอีกไม่ว่าทางขาขึ้นหรือลง
ภาพที่เรามองไว้เศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อหลายเดือนที่แล้วเป็นภาพ Two halves เรื่องราวสองตอน ครึ่งแรกเศรษฐกิจขยายตัว แต่ครึ่งหลังลดลงค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงปีหน้าด้วย ภาพเป็นแบบนี้ ดอกเบี้ยที่เรามองก็สอดคล้องกับภาพแบบนั้นอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ จากข้อมูลที่ออกมาหลังจากนี้เรื่อยๆ เช่น การส่งออกที่คิดว่าในครึ่งปีหลังติดลบแน่นอนประมาณ 1% ถ้าหากว่าติดลบมากกว่านี้ เราก็อาจจะต้องมาประเมินว่าจำเป็นต้องช่วยกระตุ้นเพิ่มอีกหรือไม่
“ผมคิดว่าการที่จะปรับต่อไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เข้ามาว่าภาพหลังที่เรามองว่าจะแย่นั้น จะแย่มากน้อยแค่ไหนกับที่เรามองไว้ โดยหลักๆที่มอง คือ หนึ่งการส่งออก แล้วก็ตอนนี้มี non-tariff economy คือ เศรษฐกิจที่ไม่เกี่ยวกับส่งออกที่เราดูเป็นหลักมากกว่า ที่สำคัญก็คือการบริโภค ภาคบริการการท่องเที่ยวทั้งหมดเกี่ยวโยงกับภาวะการเงินที่คุยกันว่า SME ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ และกลุ่มเปราะบางที่มีจำนวนเยอะ เรามองตัวนั้นว่าพัฒนาการจะเป็นอย่างไร ถ้าตรงนั้นแย่กว่าที่เรามองไว้ ซึ่งวันนี้เราก็มองว่าชะลอพอสมควรแล้ว ถ้าแย่กว่านั้นก็อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม”
“ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับ outlook dependent ถ้า outlook เปลี่ยนอย่างมีนัย ก็ต้องพิจารณา แต่ต้องดูในองค์ประกอบรวมที่มีหลาย combination และภาวะการเงินเป็นอย่างไร มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จ 100%”



