
ดร.วิรไท สินติประภพ ประธานกรรมการสถาบันสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาเปิดงาน งานสัมมนาประจำปี TDRI Annual Public Conference 2026 หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” วันที่ 22 ตุลาคม 2569
‘ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานสัมมนาสาธารณะประจำปีของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นในหัวข้อ ความไม่มั่นคงในชีวิตของคนไทย หลายท่านอาจคิดว่าหัวข้องานสัมมนาประจำปีนี้ ดูจะหนัก มองโลกในแง่ลบ และไม่ค่อยให้ความหวังกับเราเท่าไหร่นัก แต่ถ้ามองกันลึกๆ แล้วเราคงมีความกังวลใจคล้ายกัน ว่าชีวิตของเราและลูกหลานเราจะอยู่ยากขึ้นกว่าเดิม ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้านเพิ่มขึ้น และที่พึ่งต่างๆ ที่เราเคยคาดหวังเอาไว้อาจจะไม่สามารถพึ่งพิงได้จริงเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต’
รายงานการสำรวจสภาวะจิตใจของคนไทยในช่วงหลังก็สะท้อนออกมาคล้ายกันว่า คนไทยมีปัญหาสุขภาวะทางจิตเพิ่มขึ้น จากความเครียด ความเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว และหวาดกลัว และแนวโน้มนี้ดูจะไม่ลดลงในเร็ววัน แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชีวิตในอนาคต
คนเราจะรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงก็ต่อเมื่อมีความหวังเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว ต้องมองเห็นแนวทางที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น และต้องมั่นใจว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอ หรือมีกลไกที่จะเป็นหลังพิง เป็นที่พึ่งได้ ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
คำถามสำคัญ คือ ทำไมคนไทยจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในชีวิต ทั้งที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวได้ การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ และคุณภาพชีวิตของเราก็ดีขึ้น คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และคนไทยรุ่นใหม่ก็มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด และโลกที่เปิดกว้าง
ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตของคนไทยคงมาจากหลายปัจจัย ซึ่งมีทั้งปัจจัยนอกประเทศที่เราควบคุมได้ยาก และปัจจัยในประเทศที่เราควรบริหารจัดการให้ดีขึ้นได้ หัวข้อของงานวิจัยที่นำเสนอในวันนี้ได้คัดเลือกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความมั่นคงในชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ทำให้ต้นทุนการใช้ชีวิตของเราสูงขึ้น การพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิถีการทำงานของเราทุกคน สภาวะโลกร้อนและโลกรวนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ของคนไทย
แต่ละความท้าทายต้องการวิธีบริหารจัดการและทางออกที่ต่างกันไป แต่ถ้าถอยหลังออกมามองในภาพใหญ่แล้ว ผมคิดว่ามีอย่างน้อยสามสาเหตุหลักที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง
สาเหตุแรก คนไทยจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงในงาน ทั้งหางานดีๆ ได้ยากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะตกงานสูงขึ้น และรายได้จากการทำงานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าทันกับค่าครองชีพ และภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จะเลี้ยงชีพในวัยชรา
การมีงานที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงในชีวิต สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงในงานคงมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ถ้าถอยหลังไปช่วงสองสามทศวรรษก่อน เวลาที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี จะหมายถึงภาคการผลิตที่มีการจ้างงานสูงขยายตัวได้ดี คนไทยที่อยู่ในวัยทำงานสามารถหางานที่มั่นคงได้ไม่ยาก และสามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ แรงงานที่เข้ามาทำงานในเมืองหรือในเขตอุตสาหกรรมก็มีเงินเหลือพอส่งกลับบ้าน ช่วยกระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว
แต่ในวันนี้ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่จ้างงานสูงถดถอยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง พัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ทำให้รูปแบบธุรกิจ และรูปแบบการจ้างงานของหลายอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมการผลิตหันมาใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ภาคบริการ เช่น ธนาคาร หรือสื่อมวลชน ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีแทนที่พนักงาน การลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นก็กระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จ้างงานจำนวนจำกัด ทั้งนี้ยังไม่รวม AI ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและจะสามารถทดแทนบัณฑิตจบใหม่และคนในวัยทำงานจำนวนมากได้ด้วยผลิตภาพที่สูงกว่า
นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือ SMEs ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้เปรียบทุกด้าน และสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานกลุ่มใหญ่ที่สุดของคนไทย ถ้า SMEs ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องปิดกิจการลง หรือมีกำไรน้อยลง ก็คงยากที่ลูกจ้างของ SMEs จะรู้สึกมั่นคงในงาน หรือคาดหวังว่าจะมีรายได้สูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต
สาเหตุประการที่สองที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง คงเป็นเพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นรูปตัว K ที่ขาบนกับขาล่างถ่างกันมากขึ้น
ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน หรือโอกาส ระบบการศึกษาของภาครัฐที่เคยเป็นบันไดทางสังคมให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าใช้งบประมาณสูงมาก แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เท่าทันกับโลกยุคใหม่
ถ้ามองไปในอนาคต ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น เพราะความท้าทายต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนแต่ละกลุ่มต่างกัน โดยจะส่งผลกระทบรุนแรงกับกลุ่มคนด้อยโอกาส คนที่มีรายได้น้อย มีทรัพย์สินน้อย และคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ คนเหล่านี้คือคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทย
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ หรือโดนแรงกระแทกจากภายนอก ความมั่นคงในชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยจะถดถอยลงอีก เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นเองได้เร็ว ทุกวิกฤติที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้น
เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามราคาปุ๋ยและราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือการปิดกิจการของโรงงานที่ได้รับผลจากสงครามการค้า เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนสูง และครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง คนไทยพึ่งพาคนในครอบครัวได้น้อยลง และทุกครัวเรือนมีรายจ่ายดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณจำนวนมากมีเงินออมจำกัด ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพได้ต่อเนื่องในระยะยาว
สาเหตุประการที่สามที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต คงเป็นเพราะคนไทยรู้สึกขาดที่พึ่ง ขาดหลังพิง
โดยทั่วไปภาครัฐต้องสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะภาครัฐมีทั้งอำนาจรัฐ งบประมาณ และกลไกต่างๆ ที่จะดูแลประชาชน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคน และนำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้พัฒนาได้ต่อเนื่อง
แต่ในช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้คนไทยรู้สึกกังวลมากกว่ามีความหวัง หลายคนเชื่อว่าเราพึ่งพิงภาครัฐได้น้อยลงทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ
ไม่ว่าจะเป็นเพราะประสิทธิภาพของภาครัฐที่ถดถอยลง ความรู้ความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ด้อยลงกว่าเดิมมาก และไม่เท่าทันกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ พฤติกรรมของนักการเมืองที่สนใจแต่เรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องบ้านเมืองและประโยชน์ของประชาชน เหตุการณ์ทุจริตหลายเรื่องทำให้สังคมขาดความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่อำนาจของวุฒิสมาชิก ขบวนการโกงการสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อิทธิพลเหนือรัฐของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ตลอดจนการเรียกรับสินบนที่ดูจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการ เรื่องเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้แม้แต่คนไทยหรือธุรกิจไทยที่เก่ง และมีความสามารถสูงยังถอดใจ
ที่สำคัญฐานะการคลัง และวินัยการคลังมีแนวโน้มอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในอดีตความมั่นคงทางการคลังและวินัยการคลังเคยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของเศรษฐกิจไทย แต่ถ้ามองไปในอนาคตแล้ว ฐานะการคลังและวินัยการคลังที่อ่อนแอลงอาจเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้
ในวันนี้ ภาครัฐที่ประชาชนคาดหวังว่าจะเป็นที่พึ่งพิง กลับกลายเป็นพันธนาการฉุดรั้งการปรับตัวให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ ภาครัฐที่ควรจะสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ กลับบั่นทอนความหวัง จนส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง
ผมคิดว่าทั้งเรื่องความไม่มั่นคงในงาน ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น และความรู้สึกว่าเราไม่สามารถฝากความหวังหรือพึ่งพิงภาครัฐได้ เป็นสามสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง
ปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่มีผลต่อความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเราเท่านั้น ในเวลานี้กำลังเกิดการประท้วงรุนแรงในหลายเมืองในยุโรป ความขัดแย้งระหว่างประเทศรุนแรงขึ้น สงครามในหลายพื้นที่มีแนวโน้มที่จะบานปลาย รัฐบาลหลายประเทศกำลังเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นเร็วสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลัง นอกจากนี้ หลายประเทศกำลังเผชิญกับภัย El Nino ที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ
ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนากำลังวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อบริหารจัดการและตั้งรับความท้าทายเหล่านี้ หลายเรื่องต้องการเลนส์ใหม่ในการมองปัญหา ต้องการวิธีคิดใหม่เพื่อหาทางออกที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม และต้องการวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีหลายตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น
ในสภาวะที่โลกกำลังแบ่งขั้ว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น แคนาดาที่เคยพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก กำลังเจรจาเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรป และเร่งขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียและจีน ส่วนสหราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปได้ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) เพราะเห็นถึงพลังของประเทศในกลุ่ม CPTPP ซึ่งหลายประเทศเพื่อนบ้านของเราเป็นสมาชิกและกำลังใช้ CPTPP สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในสภาวะที่ภูมิอากาศโลกแปรปรวนมากขึ้น บังคลาเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าข้าวไทยมาก ทนต่อน้ำท่วม น้ำกร่อย และน้ำแล้งได้ดีมาก รวมทั้งได้ใช้เทคโนโลยีวางระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างครอบคลุม และเปลี่ยนการให้เงินช่วยเหลือจากการช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติมาเป็นช่วยเหลือก่อนที่ภัยพิบัติจะมาถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งรับกับภัยพิบัติต่างๆ ได้ทัน และสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วหลังจากภัยพิบัติผ่านไป
ในสภาวะที่เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราทุกคน อินเดียและสิงคโปร์ได้สร้าง Digital Public Infrastructure หลายเรื่อง เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดบริการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายประเทศสนับสนุนการสร้าง small AI applications เพื่อยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรและการศึกษา หลายประเทศปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจังให้สามารถผลิตคนรุ่นใหม่ได้เท่าทันกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในวัยทำงานไปจนถึงวัยเกษียณ โครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์สนับสนุนคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปีทุกคนให้มีโอกาส upskill และ reskill ทุกปีให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ที่สำคัญ หลายประเทศปฏิรูประบบราชการและปฏิรูปกฎหมายล้าสมัยอย่างจริงจัง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็ว ไม่ทำงานอยู่ใน silo ของตนเอง และลดรายจ่ายประจำของภาครัฐ ลดความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต ในช่วงสองปีนี้เวียดนามปฏิรูประบบราชการขนานใหญ่อีกรอบหนึ่ง ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ ควบรวมกระทรวงจาก 18 กระทรวงเหลือ 14 กระทรวง ควบรวมจังหวัดจาก 63 จังหวัดเหลือเพียง 28 จังหวัดกับ 6 นครใหญ่ และตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการลงมากกว่าร้อยละ 20 หรือกว่า 250,000 คนใน 5 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการดำเนินการปราบคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่องจริงจัง
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่รุนแรงขึ้น เรายิ่งต้องเร่งสร้างความหวัง และความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมคิดว่านโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมต้องให้ความสำคัญกับอย่างน้อยสามเรื่อง
เรื่องแรก ต้องมุ่งสร้างงานที่ดีให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งหมายถึงเราต้องส่งเสริม และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจที่จะเป็นตลาดแรงงานสำคัญ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมทั้งต้องเร่งยกระดับคุณภาพ ทักษะ ความรู้ความสามารถของคนกลุ่มต่างๆ ให้เท่าทันกับความต้องการของโลกยุคใหม่
เรื่องที่สอง ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ทำให้การศึกษากลับมาเป็นบันไดทางสังคมที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรอย่างจริงจัง ต้องกำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาดได้โดยง่าย รวมทั้งต้องปฏิรูประบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในเรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2531 ว่า “…การพัฒนาหมายถึง ทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคง มีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข….”
พระบรมราโชวาทองค์นี้มีความหมายมาก ความมั่นคงในชีวิตของคนไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชีวิตคนไทยแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ และมีความสุข และในสภาวะที่สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง เราต้องเน้นเป้าหมายของการพัฒนาไปที่ “ชีวิตของคนไทยแต่ละคน” โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
ถ้าเราใส่เลนส์ใหม่ในการกำหนดนโยบาย เอาผลที่จะเกิดขึ้นกับ “ชีวิตของคนไทยแต่ละคน” เป็นที่ตั้งแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้มาก
เรื่องที่สาม รัฐบาลต้องกล้าปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาครัฐเป็นที่พึ่ง และสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้จริง ต้องเร่งจัดการปัญหาคอรัปชั่นทุกระดับ ปฏิรูปกฎเกณฑ์และกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อลดต้นทุนการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของคนไทย ต้องเพิ่มผลิตภาพของภาครัฐ ลดขนาดและความเป็น silo ของหน่วยงานภาครัฐ และที่สำคัญต้องดูแลฐานะการคลังและรักษาวินัยการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ฐานะการคลังกลายเป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนไทยในสภาวะที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทาย หลากหลายด้าน ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย หรือทำได้เร็ว เราต้องมีหลักคิดนำทางที่ถูกต้อง ต้องจัดลำดับความสำคัญ และหวังผลในระยะยาวมากกว่าเน้นผลเพียงช่วงสั้นๆ แบบ quick win
‘ผมหวังว่าตลอดทั้งวันนี้ เราจะได้รับฟังข้อมูล ข้อคิดเห็น ที่จะช่วยให้เรามีเลนส์ใหม่ในการมองปัญหา และร่วมกันหาทางออกที่จะสร้างความหวังและความมั่นคงในชีวิตให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน’



