ไทยผนึกเวิลด์แบงก์ ปั้นตลาดคาร์บอนเครดิตเชื่อมโลก ดึงทุนเอกชนดันไทยฮับลงทุนสีเขียว

รัฐบาลไทยร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เดินหน้าสร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งใช้เงินทุนภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างงานใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการนำเสนอในงาน Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale: Mobilizing Private Capital, Creating Jobs เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  

โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลัง และแรงกดดันด้านการส่งออก ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนขนาดใหญ่

ธนาคารกรุงไทยจึงร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ผลักดันความร่วมมือ 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition): มุ่งเน้นการดูแลผู้คน ชุมชน และธุรกิจ ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจสีเขียวโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และได้กับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มธนาคารโลก และการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย

เมืองคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Cities): การผลักดันโครงการด้านพลังงานสะอาดผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน โดยกลุ่มธนาคารโลกช่วยวางกรอบการทำงาน พร้อมสนับสนุนทั้งความเชี่ยวชาญและเงินทุน ฝั่งภาครัฐมีกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ขณะที่กรุงเทพมหานครและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับหน้าที่แปลงวิสัยทัศน์เป็นโครงการในพื้นที่จริง

ส่วนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับธนาคารกรุงไทย จะทำหน้าที่รวบรวมโครงการทั้งหมด สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับชาติ และบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหนุนให้เกิดตลาดขึ้นได้

ด้านผู้ซื้อ นายผยงระบุว่ามีกลุ่มผู้ซื้อหลักที่พร้อมเข้าร่วมแล้ว ได้แก่ การบินไทย Grab Axis และ Driver.ai

“สิ่งที่ทำให้ข้อริเริ่มนี้พิเศษคือการเชื่อมโครงการที่น่าเชื่อถือเข้ากับผู้ซื้อจริงผ่านกรอบการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้” นายผยงกล่าว พร้อมชี้ว่าเป้าหมายคือการก้าวจากโครงการเดี่ยว ๆ ไปสู่แพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัลระดับชาติและตลาดคาร์บอนเครดิตที่รองรับโครงการและธุรกิจทั่วประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือเชื่อมต่อกับตลาดระหว่างประเทศ

นายผยงกล่าวขอบคุณกลุ่มธนาคารโลกเป็นพิเศษที่สนับสนุนกรอบการทำงานและความซื่อตรงของข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดนี้

การยกระดับภาคอุตสาหกรรม (Industrial Transition): โดยความร่วมมือกับ ปตท. ในโครงการ Ice Park ที่จังหวัดระยอง ศูนย์กลางปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมชั้นนำของไทย ซึ่งว่าเป็นโอกาสสนับสนุนการลงทุนในขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาก ทั้งเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ผลักดันพลังงานสะอาด และสร้างโอกาสสำหรับอนาคต

“โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องใช้วิสัยทัศน์ การจัดโครงสร้างอย่างระมัดระวัง และความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อดึงเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมกัน” นายผยงกล่าวและว่า พร้อมรอที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเปลี่ยนโอกาสนี้ให้เป็นจริง

นายผยงกล่าวว่า สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสามข้อริเริ่มเข้าด้วยกัน เริ่มจากการทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรม การสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ และการนำเป้าหมายที่วางไว้สูงมาสู่การลงมือทำ

“ไม่มีสิ่งใดในนี้ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะบรรลุได้ลำพัง ต้องอาศัยรัฐบาล พันธมิตรระหว่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชนทำงานร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายนำจุดแข็งของตนมาใช้” นายผยงกล่าว เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า และร่วมพัฒนากลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Engines of Growth)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประชุมทั้งตลอดสัปดาห์ ได้มีการถกเถียงโจทย์ใหญ่ คือ การจะทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นและรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น โดยยกวิกฤตพลังงานล่าสุดของไทยเป็นบทเรียน เมื่อราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงกระทบทั้งครัวเรือนและโรงงาน จนรัฐต้องเข้าช่วยเหลือ

“เราไม่สามารถพึ่งพาเงินอุดหนุนได้ทุกครั้งที่มีวิกฤตเกิดขึ้น เราต้องลงทุนตั้งแต่ตอนนี้เพื่อลดความเปราะบางของเศรษฐกิจในอนาคต” ดร.เอกนิติกล่าว

ดร.เอกนิติกล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลว่า “สร้างเสถียรภาพวันนี้ เปลี่ยนผ่านทันที และลงทุนเพื่อวันข้างหน้า” (stabilize today, transition now, and invest for tomorrow) โดยขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการลงทุนในพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมขั้นสูง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้และสร้างงานที่ดีขึ้นให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่มธนาคารโลก เพื่อดึงเงินทุนเอกชน สนับสนุนการลงทุนสีเขียว และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นโครงการจริง

ดร.เอกนิติมองว่า การเงินเพื่อการพัฒนาไม่ควรวัดจากจำนวนเงินที่ระดมได้ แต่ควรวัดจากผลสำเร็จที่เงินนั้นสร้างขึ้น และยกตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้ว คือทุนสนับสนุนจากความร่วมมือเพื่อการเตรียมความพร้อมของตลาด (Partnership for Market Implementation Grant) ของธนาคารโลก วงเงิน 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมกับการสนับสนุนของธนาคารกรุงไทย ซึ่งกำลังวางรากฐานความร่วมมือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ และเปิดทางให้โครงการพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงานเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังพัฒนาตลาดคาร์บอนเพื่อดึงการลงทุนภาคเอกชน หวังลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนและมาตรการจูงใจทางภาษีในระยะยาว โดยโครงการ ICE Park ของ ปตท. ที่จังหวัดระยอง เป็นโอกาสที่จะขยายผลในระดับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้นมาก

ดร.เอกนิติยอมรับว่าภาครัฐมีงานที่ต้องทำเช่นกัน เพราะนักลงทุนต้องการกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและโครงการที่พร้อมรับเงินสนับสนุน พร้อมระบุเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำของอาเซียนด้านการลงทุนและตลาดคาร์บอนที่น่าเชื่อถือสูง และเป็นต้นแบบที่ขยายไปยังพื้นที่อื่นของประเทศและภูมิภาคได้

ดร.เอกนิติกล่าวว่าไทยหวังทำงานร่วมกันใกล้ชิดขึ้นกับธนาคารโลก โดยยินดีรับการสนับสนุนจากธนาคารโลกและบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) รวมถึงผ่านเครื่องมือค้ำประกันที่เหมาะสม เพื่อช่วยพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมและดึงเงินทุนเอกชนเข้ามาเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่บังกาผลักดันในการบริหารกลุ่มธนาคารโลก

“สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เราต่อยอดได้หลังการประชุมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนพลังงาน การทำให้ภาคอุตสาหกรรมแข่งขันได้มากขึ้น และการสร้างงานที่ดีขึ้นให้ประชาชน นี่คือเกณฑ์ที่เราควรใช้วัดความสำเร็จ และควรเป็นสิ่งที่การประชุมประจำปี 2026ให้ไว้” ดร.เอกนิติกล่าว

นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า หัวใจของความสำเร็จของตลาดคาร์บอนเครดิตคือ “ศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้” เพราะหากศูนย์กลางไม่น่าเชื่อถือ เงินก็จะไม่ไหลเข้ามา และการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน และธนาคารกรุงไทย เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด เพราะหากไม่มีความน่าเชื่อถือ แม้จะมีแนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่ดีเพียงใด ก็อาจไม่สามารถทำให้เกิดการลงทุนได้จริง

“แนวคิดที่ถูกต้องมีครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่าน เมืองคาร์บอนต่ำ หรือการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม แต่ถ้าปราศจากความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” นายอาเจย์กล่าว

นายบังกากล่าวถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มทรัพยากรทางการเงินให้กับทุกภาคส่วน

สำหรับภาคธุรกิจ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลงหมายถึงเงินทุนที่สามารถนำไปลงทุนและขยายกิจการได้มากขึ้น ขณะที่เมืองอย่างกรุงเทพมหานครสามารถนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปใช้พัฒนาโรงเรียน ถนน และบริการสาธารณะอื่น ๆ ส่วนครัวเรือนก็มีภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนลดลง

ขณะเดียวกัน การปรับปรุงอาคารและระบบบริการสาธารณะยังสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับธุรกิจท้องถิ่น ผู้ติดตั้งอุปกรณ์ และผู้ให้บริการบำรุงรักษา

ประเด็นที่สองคือเงินภาครัฐ นายบังกากล่าวว่า รัฐบาลไม่มีทางมีงบประมาณเพียงพอที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองทั้งหมดได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาตลอดหลายทศวรรษ จึงจำเป็นต้องนำเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาช่วยขยายผลการลงทุน

โมเดลที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาจึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อมีการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับมีกลไกตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะสามารถดึงดูดผู้ซื้อ และสร้างกระแสเงินทุนสำหรับสนับสนุนโครงการใหม่ได้

ภาคธุรกิจจะต้องเข้ามามีบทบาททั้งในฐานะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต ผู้จัดหาเงินทุน ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ ตลอดจนผู้ดำเนินโครงการ โดยต้องสร้างตลาดที่ทำให้ธุรกิจมองเห็นแรงจูงใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“ความสำเร็จคือการลงทุนครั้งแรกต้องนำไปสู่การลงทุนครั้งต่อไป และครั้งต่อ ๆ ไป” นายบังกากล่าว พร้อมระบุว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนากลไกดังกล่าวให้เกิดผลได้จริง ก็มีโอกาสแสดงให้ประเทศอื่นเห็นถึงแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

ทั้งนี้ ธนาคารโลกต้องการสนับสนุนให้เงินทุนภาครัฐสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น ผ่านการดึงเงินลงทุนภาคเอกชน การสร้างงาน และการสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ โดยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรในการพัฒนาของประเทศไทย