
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “Bangkok Dialogue Notes” ซึ่งรวบรวมข้อคิดจากการหารือและมุมมองที่ประเทศไทยร่วมเสนอต่อโลกในฐานะเจ้าภาพ โดยชวนคิดถึงบทบาทของไทยในการเป็น “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Connector และคำถามสำคัญว่า เราจะเข้มแข็งจากภายใน พร้อมกับร่วมมือกับโลก เพื่อรับมือปัญหาและสร้างโอกาสให้คนของเราได้อย่างไร
วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลงบทสรุปสำคัญที่ไทยนำเสนอต่อเวทีโลกในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ
Bangkok Dialogue Notes ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศหรือข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวบรวมข้อคิดจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เสนอแนวคิดจากหลากหลายวงการ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริง
ไทยขยับบทบาทจากเจ้าภาพสู่ผู้ร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก
ไทยได้นำเสนอแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ “New Horizons, Empowering People, Building Resilience” พร้อมทั้งหยิบยกหลักการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ว่า ผลสำเร็จต้องค่อยเป็นค่อยไป สะสมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งตามระยะเวลา ซึ่งได้รับการกล่าวถึงและชื่นชมจากผู้บริหารระดับสูงของ IMF คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) ด้วย
“ผมคิดว่าความสำเร็จประการแรกของการจัดประชุมครั้งนี้ คือการที่ทั่วโลกให้การยอมรับในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนกีฬาโอลิมปิกของโลกการเงิน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น เรายังมีบทบาทในการร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก (Global Agenda Setter) และแสดงความเป็นผู้นำร่วมกับ IMF และธนาคารโลก ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติเปรียบเสมือนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์(ซึ่งเป็นส่วนตกแต่งเวทีในการประชุมเต็มคณะ Plenary Session) ซึ่งมีคนตัวเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าเรือ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางให้ฝีพายจำนวนมากพายไปในจังหวะเดียวกัน เพื่อให้เรือสามารถฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากไปได้ ประเทศไทยก็สามารถมีบทบาทเช่นเดียวกัน โดยร่วมกับ IMF และธนาคารโลก ในการชี้ทิศทางและประสานความร่วมมือ เพื่อให้ทุกประเทศสามารถก้าวผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจโลกไปด้วยกัน
“นี่คือจุดยืนใหม่ของประเทศไทย เราพร้อมที่จะร่วมเป็นผู้นำกับพันธมิตรทั้ง 191 ประเทศ เพื่อฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพราะผมเชื่อว่าหากเราร่วมมือและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน เราจะสามารถผ่านพ้นความท้าทายเหล่านี้ไปได้” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยี ที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากรที่ต่างจากเดิม แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียง การแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศยังมีช่องว่างทางโอกาสระหว่างคนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ปรับตัวไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือ ที่จะคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง
สำหรับวาระสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอต่อประชาคมโลกภายใต้แนวคิด New Horizons, Empowering People, Building Resilience นั้น สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ความแตกแยกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนมาพร้อมทั้งความเสี่ยงและโอกาส
ในบริบทนี้ Resilience หรือความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ จึงมีความหมายกว้างกว่าการมีเงินสำรอง โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง หรือห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง แต่ต้องรวมถึงการช่วยให้คนและธุรกิจรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในวันนี้ ให้สามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และมีทักษะกับความสามารถที่จะเติบโตในวันข้างหน้า
“ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัว (Resilience) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเสริมพลังและยกระดับศักยภาพของประชาชน (Empowering People)” ดร.เอกนิติกล่าว
อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจอย่างมากในการประชุมครั้งนี้ คือการที่นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการ IMF ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มานำเสนอในการประชุมเต็มคณะ โดยเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์ที่ดีจะต้องค่อย ๆ บ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้นตามกาลเวลา
สิ่งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พยายามถ่ายทอดแนวคิดและหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริผ่านการจัดแสดง Royal Pavilion เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกได้เรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนาที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ให้กับประเทศไทย
เมื่อหลักการพัฒนาเหล่านี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมากล่าวโดยผู้นำองค์กรเศรษฐกิจระดับโลกอย่างกรรมการจัดการ IMF จึงเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลังและสร้างความประทับใจอย่างยิ่งสำหรับผม เพราะสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดการพัฒนาที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย ได้รับการรับรู้และนำไปเชื่อมโยงกับวาระการพัฒนาของโลก

โลกเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ไทยเสนอแนวทางรับมือ
ดร.เอกนิติ ได้สรุปความเสี่ยง 4 ด้านสำคัญ โดยระบุว่าเป็น “ความไม่แน่นอน 4 ประการที่เราตระหนักว่าเป็นความเสี่ยงที่เราเผชิญร่วมกัน” และแนวทางรับมือที่หารือร่วมกับผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย ธนาคารกลาง รัฐมนตรี และสถาบันการเงินระหว่างประเทศในหลายการประชุม
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ (Geopolitical Fragmentation)
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่โลกกำลังเผชิญกับความแตกแยก ประเทศไทยได้แบ่งปันมุมมองว่า ความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีเพียงความเสี่ยง แต่ยังสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทาน AI
ตามที่นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวากรรมการจัดการ IMF และผลการศึกษาของ IMF ได้กล่าวถึง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสะท้อนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ประเทศไทยมีจุดแข็งเฉพาะด้านในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) เซมิคอนดักเตอร์สำหรับระบบจัดการพลังงาน เซ็นเซอร์ รวมถึงการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งมีบริษัทต่างชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ได้เน้นย้ำต่อที่ประชุม รัฐมนตรีคลัง และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ คือการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แม้การดึงดูด FDI จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องสามารถ ‘เปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นขีดความสามารถ’ (Turning Capital into Capabilities) โดยใช้โอกาสจากการลงทุนเหล่านี้ยกระดับทักษะและศักยภาพของคนไทย รวมถึงผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก “เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างแท้จริง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
2. การเติบโตของเทคโนโลยี AI
ดร.เอกนิติกล่าวว่า AI เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเติบโต มาพร้อมกับทั้งความเสี่ยงและโอกาส จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ในการยกระดับทักษะและขีดความสามารถของตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการรับมือกับความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างภาพหรือข้อมูลปลอมด้วย AI (Deepfake) เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางเทคโนโลยี
ในเรื่องนี้ ธนาคารโลกได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดการใช้ AI ขนาดเล็ก (Small AI) เพื่อสร้างงานและยกระดับคุณภาพการจ้างงาน โดยนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ได้เน้นย้ำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างโอกาสในการทำงานและทำให้ประชาชนมีงานที่ดีขึ้น
ประเทศไทยเห็นพ้องกับแนวคิดดังกล่าว และได้นำประสบการณ์การประยุกต์ใช้ Small AI ผ่านแอปพลิเคชัน ‘น้องกระซิบ’ มาแบ่งปันบนเวทีโลก ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI ที่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหารริมทางและผู้ค้าในตลาด ให้สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ วิเคราะห์ยอดขาย ควบคุมต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไร
นอกจากนี้ ข้อมูลยอดขายและธุรกรรมทางการเงินยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ
แนวคิด Small AI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการนำ AI มาใช้สร้างงานที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพ และเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ประเทศไทยได้นำไปแลกเปลี่ยนกับธนาคารโลกและประเทศต่าง ๆ ในการประชุมครั้งนี้
3. ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ดรร.เอกนิติกล่าวว่า แนวคิดร่วมกันในการรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความเสี่ยงทางการคลัง เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมหลายเวทีตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“ประเด็นสำคัญที่มีการหารือกันอย่างกว้างขวางในการประชุมครั้งนี้ คือการรับมือกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้เสนอแนวคิดว่า จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า โดยไม่ใช่เพียงการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการใช้นโยบายอุดหนุนแบบครอบคลุมในวงกว้าง” ดร.เอกนิติกล่าว
“เรื่องนี้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน เพราะทุกประเทศต่างเผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง จึงจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลังควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนในระยะยาวด้วย
4. อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และการไม่มีเสถียรภาพทางการคลัง
ดร.เอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก คืออัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความไม่มีเสถียรภาพทางการคลัง จึงเป็นเหตุผลที่ IMF เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับฐานะการคลังให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น (Fiscal Consolidation) ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญและดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว
“ผมให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาวินัยทางการคลังของประเทศไทย และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้กับรัฐมนตรีคลังจากหลายประเทศ เพราะขณะนี้หลายประเทศกำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติได้ยกตัวอย่างว่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.3–5.4% แต่ของประเทศไทยอยู่ที่เพียง 2.4% ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับรัฐมนตรีคลังหลายประเทศ และมีคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงสามารถรักษาต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำได้
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ได้อธิบายในเวทีว่า เป็นเพราะประเทศไทยให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง และพยายามดำเนินมาตรการปรับลดการขาดดุลการคลังล่วงหน้า ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
“นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า การรักษาวินัยทางการคลังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีและความเชื่อมั่นจากตลาดได้ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือจากเชิงลบ (Negative Outlook) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งสะท้อนถึงผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายสำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญ
“สิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอและผลักดันตลอดการประชุมในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือแนวคิด ‘การสร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในโลกที่แตกแยก’ (Building Resilience in a Fragmented World)” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องการสื่อคือ ในโลกที่กำลังเผชิญกับความแตกแยก จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งในระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ SMEs ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่น ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“เพราะหากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจในระดับท้องถิ่นได้ ก็ยากที่จะสร้างความเชื่อมโยงในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน แม้เราจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้มากเพียงใด แต่หากประชาชนในประเทศไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านั้น ก็อาจนำไปสู่ความไม่พอใจและการต่อต้านจากประชาชนได้”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ต้องทำให้ประชาชนและธุรกิจรายย่อยในประเทศมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากความเชื่อมโยงนั้นด้วย นี่คือสารสำคัญที่ผมต้องการส่งไปยังผู้นำเศรษฐกิจโลกในการประชุมครั้งนี้”

Trusted Connector: ไทยเสนอตัวเป็นสะพานเชื่อมโลกที่แตกแยก
ความสำเร็จประการที่สาม คือการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะ ‘ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ’ (Trusted Connector) ที่สามารถนำผู้แทนจาก 191 ประเทศมาอยู่บนเรือลำเดียวกันตลอดหนึ่งสัปดาห์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ และร่วมกันรับผิดชอบต่อเป้าหมายสำคัญ นั่นคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน
“บทเรียนสำคัญประการหนึ่งที่ผมได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือแม้ประเทศต่าง ๆ จะมีความหลากหลายทั้งภูมิหลังและบริบททางเศรษฐกิจ แต่เราสามารถเปลี่ยนความหลากหลายนั้นให้กลายเป็นความเข้มแข็งและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ หากเรามีความเปิดกว้าง แลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกัน และมีความไว้วางใจบนพื้นฐานของเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างที่ชัดเจนคือความร่วมมือภายในอาเซียน ซึ่งทุกประเทศต่างเผชิญกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และยังต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง จึงมีความจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน
ในอาเซียน แม้ สปป.ลาวจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีทรัพยากรพลังงานน้ำจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับลาว จึงสามารถนำเข้าพลังงานสะอาดจากลาวได้ แต่สำหรับสิงคโปร์ซึ่งอยู่ห่างออกไปและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การเข้าถึงพลังงานสะอาดทำได้ยากกว่า
จากการหารือกับรัฐมนตรีคลังอาเซียน จึงได้แลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินโครงการความร่วมมือระยะยาวต่อเนื่องหลายปี (Multi-year Programs) โดยเฉพาะการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเชื่อมโยงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ผ่านประเทศไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ และอาจขยายการเชื่อมโยงไปถึงอินโดนีเซียในอนาคต
แนวคิดนี้จะช่วยให้ประเทศที่มีทรัพยากรแตกต่างกันสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเกื้อหนุนกัน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานร่วมกันได้ นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความเข้มแข็ง และสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็น ‘ผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ’ (Trusted Connector) ระหว่างประเทศในภูมิภาค
“สำหรับผม การเป็น Trusted Connector ต้องเริ่มจากการมีเป้าหมายร่วมกัน การทำความรู้จักและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพกฎเกณฑ์และกติกาสากล เพราะความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปฏิบัติตามข้อตกลงและคำมั่นสัญญาอย่างต่อเนื่อง” ดร.เอกนิติกล่าว
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สร้างความสัมพันธ์กับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยังใช้วัฒนธรรมและการต้อนรับแบบไทยสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมประชุม โดยนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ได้กล่าวว่า ประเทศไทยทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมรู้สึกเหมือนอยู่บ้านหลังที่สอง “ซึ่งผมมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความไว้วางใจ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าการสร้างความสัมพันธ์ คือการทำให้สิ่งที่ได้หารือและตกลงกันไว้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อรักษาคำมั่นสัญญาได้ ความเชื่อมั่นก็จะเพิ่มขึ้น และนำไปสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างจากการหารือกับผู้แทนจากประเทศตะวันออกกลางและสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินอิสลาม โดยเสนอที่จะเชื่อมโยงสถาบันเหล่านั้นเข้ากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาความร่วมมือและสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งหลังจากนี้จำเป็นต้องติดตามผลให้เกิดขึ้นจริง
ในโลกที่บางประเทศเลือกสร้างกำแพงกีดกันทางการค้าและการลงทุน ประเทศไทยสามารถเลือกที่จะสร้างสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้แต่ละประเทศจะมีมุมมองแตกต่างกัน แต่“ผมเชื่อมั่นในความเปิดกว้าง กฎกติกาสากล ตลอดจนการค้าและการลงทุนเสรี ดังนั้นผมจะสร้างสะพานให้มากขึ้น”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยุโรป ซึ่งได้หารือกับรัฐมนตรีคลังจากหลายประเทศในยุโรปถึงแนวทางฟื้นความร่วมมือผ่านเวทีรัฐมนตรีคลัง ASEM โดยในอีกสองปีข้างหน้า เมื่อประเทศไทยมีกำหนดรับหน้าที่ประธานการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนตั้งใจจะผลักดันการเชื่อมโยงดังกล่าวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
“แต่เราไม่จำเป็นต้องรออีกสองปี เพราะสามารถเริ่มต้นหารือและสร้างความร่วมมือกันได้ตั้งแต่วันนี้ นี่คือวิธีที่เราเป็นผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ” ดร.เอกนิติกล่าว
ดัน Bangkok Blueprint สู่เวทีโลก ชูประสบการณ์ไทยรับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน
สำหรับ Bangkok Blueprint ดร.เอกนิติชื่นชมทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย IMF และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันทำงานเพื่อนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทยในการรับมือกับภัยหลอกลวงทางการเงินต่อประชาคมโลก
ภัยหลอกลวงทางการเงินไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับนานาชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและสร้างความเสียหายต่อประชาชน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก
สิ่งที่ประเทศไทยพยายามทำ คือการนำประสบการณ์และแนวทางรับมือกับภัยทางการเงินของไทยมาแบ่งปันกับประชาคมโลก โดยร่วมกับ IMF จัดทำ ‘พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ สำหรับบริการทางการเงินที่มีความสามารถในการรับมือภัยฉ้อโกง’ (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)
“สารสำคัญที่เราต้องการสื่อคือ ภัยหลอกลวงและการฉ้อโกงทางการเงินไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่ทุกประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น”
จากการที่ได้มีโอกาสหารือกับผู้นำและผู้แทนจากหลายหน่วยงานสำคัญ ทั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้แทนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งต่างให้ความสนใจกับ Bangkok Blueprint
“ผมได้อธิบายว่า Bangkok Blueprint เป็นทั้งกรอบแนวคิดและตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน” ดร.เอกนิติกล่าว
ตัวอย่างเช่น สังคมไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัว มิจฉาชีพจึงมักใช้วิธีหลอกลวงโดยอ้างว่าบุตรหลานหรือบุคคลในครอบครัวกำลังตกอยู่ในอันตราย และกดดันให้ผู้เสียหายรีบโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายอย่างมากในประเทศไทย
ขณะที่ประเทศอื่นอาจเผชิญกับรูปแบบการหลอกลวงที่แตกต่างกันตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรม จึงสามารถนำหลักการและประสบการณ์จากประเทศไทยไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบมาตรการป้องกันและรับมือกับภัยทางการเงินของตนเองได้
“นี่คืออีกหนึ่งสารสำคัญที่ประเทศไทยต้องการส่งไปยังประชาคมโลกว่า ประสบการณ์ของไทยสามารถเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นได้ และหากทุกประเทศร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถปกป้องประชาชนจากภัยหลอกลวงได้ดียิ่งขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ ผู้ลงทะเบียนกว่า 19,000 คน
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประสบความสำเร็จด้วยยอดผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก กว่า 19,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดประชุม Annual Meetings โดยประเทศไทยได้รับคำชื่นชมด้านการเป็นเจ้าภาพและการจัดการประชุมระดับโลก ทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลก
“หากถามว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์อะไรจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผมคิดว่าสิ่งแรกที่สัมผัสได้จากการพูดคุยกับผู้แทนประเทศต่าง ๆ คือความรู้สึกเชิงบวกและความประทับใจที่มีต่อการจัดประชุมครั้งนี้” ดร.เอกนิติกล่าว
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศสามารถนำผู้แทนจากนานาประเทศ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้นำสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และภาคเอกชน ซึ่งมีภูมิหลังแตกต่างกันเกือบ 20,000 คน มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก สิ่งที่แต่ละประเทศจำเป็นต้องดำเนินการ และความร่วมมือที่ต้องสร้างขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญคือผู้เข้าร่วมประชุมต่างมีความรู้สึกเชิงบวกต่อประเทศไทย และยอมรับในศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนกีฬาโอลิมปิกของโลกการเงิน
อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมชื่นชมอย่างมาก คือวัฒนธรรมไทยและไมตรีจิตของคนไทย รวมถึงความใส่ใจในรายละเอียดของการจัดงาน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือและความทุ่มเทของทีมงานทุกฝ่าย
“เราไม่ได้ต้องการเพียงนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรมไทย แต่ต้องการถ่ายทอดคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมเหล่านั้นด้วย” ดรงเอกนิติกล่าวร้อมยกตัวอย่าง การแสดงมวยไทย ซึ่งไม่ได้มีเพียงศิลปะการต่อสู้ แต่ยังสะท้อนถึงความเคารพต่อครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ รวมถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความไว้วางใจ
เช่นเดียวกับการนำเสนออาหารไทยและการตกแต่งสถานที่จัดประชุม ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการนำผลงานหัตถกรรมและสิ่งทอจากชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยมาใช้ตกแต่งสถานที่
ตัวอย่างเช่น ผนังตกแต่งภายในห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งเป็นผลงานจากชุมชนไทยที่ใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยผู้เข้าร่วมประชุมสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเรียนรู้ที่มาและกระบวนการผลิตของผลงานเหล่านี้ได้
ประเทศไทยต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกเห็นว่า เบื้องหลังความงดงามของวัฒนธรรมไทยคือฝีมือและภูมิปัญญาของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงผลงานที่นำมาจัดแสดงเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ภายในงาน ซึ่งช่วยสร้างยอดขายและรายได้ให้แก่ชุมชนด้วย
“นี่คือแนวทางที่เราใช้การจัดประชุมระดับโลกสร้างความเชื่อมโยงและความไว้วางใจ ไม่เพียงกับผู้แทนจากต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงประชาชนในระดับท้องถิ่นของไทย เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว
ก้าวต่อไปของไทย ชู 3 KPI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”
รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องหลังการประชุม โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งกำหนด 3 ตัวชี้วัดหลัก (KPIs) ร่วมกับภาคเอกชน
“สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ คือการเดินหน้าสร้างความร่วมมือและรักษาความไว้วางใจที่เราได้สร้างขึ้นกับพันธมิตรจากประเทศต่าง ๆ ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติเปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง APEC และสำหรับปีหน้า โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่า จะนำผู้แทนภาคเอกชนไทยเดินทางไปร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอสในเดือนกุมภาพันธ์ ในลักษณะของ ‘ทีมประเทศไทย’
ดร.เอกนิติกล่าววา ระหว่างการประชุมครั้งนี้ นอกเหนือจากการหารือทวิภาคีกว่า 50 นัด ยังได้จัดการหารือนอกรอบร่วมกับ WEF ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯ สู่ดาวอส โดยเชิญผู้นำธุรกิจชั้นนำของไทยมาพบปะกับนักลงทุนและผู้นำธุรกิจจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งนายกรัฐมนตรี ผู้นำองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และผู้บริหารสถาบันการเงินจากยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเข้าร่วม
จากการหารือดังกล่าว ก็เห็นพ้องที่จะเดินหน้าร่วมกันเพื่อนำประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาคมธุรกิจและนักลงทุนโลกอีกครั้ง นี่คือการสานต่อบทบาทของประเทศไทยบนเวทีระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือการสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพที่ดี และยังได้นำผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นออกไปสู่สายตาของผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ซึ่งบางผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจอย่างมาก
“ผมมองว่าเราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงและความไว้วางใจในระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น และใช้โอกาสจากการประชุมครั้งนี้ รวมถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และวางรากฐานสำหรับการเติบโตระลอกใหม่ของประเทศ” ดร.เอกนิติกล่าว
ตลอดเก้าเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้มุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทย โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ส่งผลให้ระบบการเงิน รวมถึงเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง ซึ่ง”จะเดินหน้ารักษาเสถียรภาพต่อไป”
แต่ขณะเดียวกัน ต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนวิกฤติและแรงกระแทกจากภายนอกให้กลายเป็นโอกาส ตัวอย่างเช่น วิกฤติพลังงานที่ทำให้จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อีกเรื่องสำคัญคือการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งการลงทุนในทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งต่อไป
“ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนที่เราได้สร้างขึ้นกับผู้แทนจาก 191 ประเทศในการประชุมครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน” ดร.เอกนิติกล่าว
ในช่วงท้ายดร.เอกนิติคำตอบต่อคำถามของไทยพับลิก้าโดยตรงว่า หลังจากไทยประสบความสำเร็จในการร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลกแล้ว ใครจะรับผิดชอบขับเคลื่อนต่อ และจะวัดผลอย่างไร
ดร.เอกนิติไม่ได้ตอบเพียงเรื่องทิศทาง แต่ระบุทั้ง กลไกขับเคลื่อนร่วมรัฐ–เอกชน และ KPI ระดับประเทศ 3 เป้าหมาย ซึ่งควรนำมาเป็นแกนหลักของช่วง “ก้าวต่อไปของไทย” โดยกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจก่อนคือ การขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการโดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย“
“นั่นเป็นเหตุผลที่ผมได้จัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผมทำหน้าที่รองประธาน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดเป้าหมายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางเดียวกัน”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า หากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายขึ้นมาเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคเอกชนไม่เห็นด้วยหรือไม่ได้มีส่วนร่วม ก็ยากที่จะทำให้เป้าหมายนั้นประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลการดำเนินงานร่วมกัน (Joint KPIs) สำหรับประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันไว้แล้ว 3 ประการ
ประการแรก ยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของประเทศ
ประการที่สอง เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% เพราะการลงทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างการเติบโตในระยะยาว
“หากเรากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค เมื่อมีการใช้จ่าย ผลของการกระตุ้นก็จะสิ้นสุดลง แต่การลงทุนสามารถสร้างกำลังการผลิตและรายได้ในอนาคตได้ นี่คือเหตุผลที่เราต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการลงทุน” ดร.เอกนิติกล่าว
ประการที่สาม ยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยติด 1 ใน 20 อันดับแรกของดัชนีความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Index)
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทั้งสามประการนี้เป็นเป้าหมายร่วมระดับประเทศที่รัฐบาลและภาคเอกชนได้กำหนดขึ้น และจะใช้เป็นกลไกในการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม



