ถั่วเหลืองแทรกซึมเข้าสู่จานอาหารโลกทางอ้อมแต่ยังสร้างความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

ถั่วเหลืองอาจไม่ได้ปรากฏตัวบนโต๊ะอาหารโดยตรง แต่แอบแฝงผ่านอาหารสัตว์ รวมถึงซ่อนตัวอยู่ในรูปส่วนผสมของอาหารมากมาย เช่น ซอสปรุงรส น้ำสลัด และนมผง ที่มาภาพ: https://orisonindustries.in/soybean-silo-storage/

เมื่อพูดถึงถั่วเหลืองที่อยู่บนโต๊ะอาหาร คนจำนวนมากคงนึกถึงเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองที่เป็นโปรตีนทางเลือกสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ แต่ถั่วเหลืองค่อยๆ เดินทางแบบอ้อมค้อมจนเข้าสู่วงจรอาหารหลักของมนุษย์และมีบทบาทสำคัญเกินคาดคิด

ด้วยการเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออก แล้วขยายอิทธิพลจนกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกว้างขวางที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับระบบอาหาร เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระดับโลก จนสามารถกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ทางการเมือง ตลอดจนสภาพป่าไม้ในอเมริกาใต้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กำเนิดจากจีน

หลักฐานทางโบราณคดีและพันธุกรรมบ่งชี้ว่า มนุษย์เริ่มนำถั่วเหลืองป่ามาปลูกและคัดเลือกพันธุ์เมื่อประมาณ 5,000 ถึง 6,000 ปีก่อน เมื่อถึงช่วงราชวงศ์ซางและโจว เกษตรกรจีนได้ขยายพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองไปทั่วประเทศ และต่อมาจึงแพร่กระจายไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเส้นทางการค้าทางบกและทางทะเลระหว่างศตวรรษที่ 1 ถึง 15

ในศตวรรษที่ 17 ชาวยุโรปเริ่มนำเข้าซีอิ๊วและเมล็ดถั่วเหลืองจากเอเชีย แต่การปลูกในวงกว้างยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งปี 1765 ซามูเอล โบเวน นักเดินเรือชาวอังกฤษได้นำเมล็ดถั่วเหลืองจากจีนมาปลูกในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงราว 150 ปีแรก ชาวอเมริกันใช้ถั่วเหลืองเป็นอาหารสัตว์และพืชคลุมดินเป็นหลัก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ทำการศึกษาและส่งเสริมถั่วเหลืองอย่างจริงจัง ทำให้พืชที่เคยเป็นเพียงพืชไร่ลึกลับจากตะวันออกกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอย่างหนึ่งของประเทศไปในที่สุด

แพร่ขยายในอเมริกาใต้

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ถั่วเหลืองขยายตัวอย่างรวดเร็วในทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะบราซิลและอาร์เจนตินา ปัจจัยหนุนที่สำคัญคือความต้องการโปรตีนจากสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูป และการเปิดตลาดการค้า

บราซิลซึ่งเคยปลูกถั่วเหลืองในปริมาณจำกัด ได้กลายเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ในแถบเซร์ราโดและพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสม ขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสอง

ปัจจุบัน ถั่วเหลืองครองตำแหน่งพืชน้ำมันและแหล่งโปรตีนสำคัญของโลก ข้อมูลการผลิตถั่วเหลืองล่าสุดของโลกจากรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) มีรายละเอียดดังนี้:

  • ปีการผลิต 2025/2026: ปริมาณการผลิตถั่วเหลืองทั่วโลกอยู่ที่ราว 429.41 ล้านเมตริกตัน (เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% จากปี 2024/2025 ที่มีปริมาณ 428.11 ล้านเมตริกตัน)
  • ปีการผลิต 2024/2025: ปริมาณการผลิตทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 420.77 – 428.11 ล้านเมตริกตัน

ประเทศผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก (ปี 2025/2026) คือ

1. บราซิล – ผลิตได้ประมาณ 180.5 ล้านเมตริกตัน (คิดเป็นราว 42% ของโลก)

2. สหรัฐฯ – ผลิตได้ประมาณ 115.99 – 118.11 ล้านเมตริกตัน (คิดเป็นราว 27% ของโลก)

3. อาร์เจนตินา – ผลิตได้ประมาณ 48.5 – 49.5 ล้านเมตริกตัน (คิดเป็นราว 11.5% ของโลก)

4. จีน – ผลิตได้ประมาณ 20.9 – 21.0 ล้านเมตริกตัน

5. อินเดีย – ผลิตได้ประมาณ 11.03 – 12.5 ล้านเมตริกตัน

บราซิลปลูกเยอะแต่จีนกำหนดตลาดโลก

หากบราซิลคือโรงงานผลิต จีนคือผู้ซื้อที่กำหนดทิศทางของตลาดได้ตามใจชอบ USDA ประเมินว่าจีนนำเข้าถั่วเหลืองราว 112 ล้านตันในฤดูกาล 2025/26 คิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของการค้าถั่วเหลืองโลก

เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะชาวจีนนิยมบริโภคเต้าหู้ แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์คือแรงกระตุ้นสำคัญ เมื่อรายได้เพิ่ม ชาวจีนบริโภคเนื้อหมู ไก่ และนมมากขึ้น รัฐบาลจึงส่งเสริมภาคอาหารสัตว์ให้เป็นอุตสาหกรรมหลัก ปัจจุบันประมาณ 85% ของการบริโภคถั่วเหลืองในจีนคือเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์

การเป็นผู้บริโภครายใหญ่ทำให้จีนสามารถใช้ถั่วเหลืองเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองได้ ในปี 2024/25 จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เกิน 22.6 ล้านตัน แต่ S&P Global คาดว่าฤดูกาล 2025/26 จะลดเหลือราว 12 ล้านตัน เพราะสงครามการค้า และจีนยังประกาศเป้าหมายระยะยาวที่จะลดการนำเข้าเหลือ 82.55 ล้านตันภายในปี 2035

ไม่ใช่แค่โปรตีน

ข้อมูลจาก Our World in Data ระบุว่าถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอาหารมนุษย์โดยตรง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง และเทมเป้ มีเพียงประมาณ 6-7% ของปริมาณทั้งหมด แต่ถั่วเหลืองส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงชีวภาพ

สภาข้อมูลอาหารแห่งยุโรป (EUFIC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในเบลเยียม ประเมินว่า 75-80% ของถั่วเหลืองทั่วโลกใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ หมู และวัว เนื่องจากถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงมาก ถั่วดิบหนึ่งถ้วยมีโปรตีนราว 67.9 กรัม และเป็นวัตถุดิบราคาไม่แพง ในสหรัฐฯ การบริโภคเนื้อไก่ต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่าตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ขณะที่เนื้อวัวและหมูลดลง กากถั่วเหลืองจึงถูกใช้มากที่สุดในอาหารไก่

อีกด้านหนึ่ง น้ำมันถั่วเหลืองกำลังกลายเป็นพลังงานสำคัญ USDA คาดว่าผลผลิตน้ำมันถั่วเหลืองโลกจะเกิน 70 ล้านตันเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2025/26 และในสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งหนึ่งถูกส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ

สรุปง่ายๆ ว่า ถั่วเหลืองเป็นได้ทั้งอาหารสำหรับมนุษย์ เป็นอาหารสัตว์ และยังเป็นพืชพลังงานอีกด้วย

ต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

แม้จะเป็นพืชที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ แต่การขยายตัวของถั่วเหลืองส่งผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ผลผลิตถั่วเหลืองทั่วโลกในปัจจุบันพุ่งทะยานสูงถึงกว่า 390 ล้านเมตริกตันต่อปี โดยพื้นที่เพาะปลูกรวมกันทั่วโลกขยายตัวครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยล้านเฮกแตร์ สะท้อนถึงขนาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เกษตรกรรม

การเติบโตของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ระดับโลกผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับห่วงโซ่อุปทานของถั่วเหลือง ตัวอย่างเช่น การผลิตเนื้อหมูและสัตว์ปีกในยุโรปและเอเชียพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าจากอเมริกาใต้เป็นหลัก ทำให้ถั่วเหลืองกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารของประชากรโลกและสามารถสร้างความเปราะบางได้หากเกิดปัญหาขึ้น

ในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม การแผ่ขยายของพื้นที่เกษตรกรรมถั่วเหลืองได้สร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาใต้ พื้นที่ป่าดิบชื้นแอมะซอนและทุ่งหญ้าสะวันนาเซอราโดของบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นแปลงเกษตรกรรมขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การตัดไม้ทำลายป่าและการเผาเพื่อสร้างพื้นที่เพาะปลูก ไม่เพียงแต่ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายร้อยสายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีส่วนเร่งวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

การศึกษาจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นว่า การสูญเสียป่าไม้ในภูมิภาคเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับการขยายตัวของไร่ถั่วเหลืองและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่พึ่งพาอาหารสัตว์ชนิดนี้

เมื่อเปรียบเทียบกับพืชน้ำมันหรือพืชตระกูลถั่วชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมันหรือเรพซีด ถั่วเหลืองมีข้อได้เปรียบในแง่ของความยืดหยุ่นทางภูมิอากาศและปริมาณโปรตีนที่สูงต่อหน่วยพื้นที่ แต่ก็เผชิญกับข้อครหาเรื่องการใช้พื้นที่ดินขนาดใหญ่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามในการหาทางออกด้วยโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน เช่น การประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยความรับผิดชอบ และมาตรการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากการตัดไม้ทำลายป่า

โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตบนพื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะบุกรุกผืนป่าใหม่ แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะยังเผชิญกับความท้าทายในการบังคับใช้ แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เรื่องราวของถั่วเหลืองจึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความขัดแย้งในยุคโลกาภิวัตน์ จากพืชพื้นถิ่นกลายเป็นเสาหลักของระบบอาหารและเศรษฐกิจเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ต้องแลกด้วยต้นทุนทางนิเวศวิทยาที่สูงลิ่ว

การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การปฏิเสธถั่วเหลือง หากแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่นโยบายการเกษตรระดับชาติไปจนถึงพฤติกรรมการบริโภค เพื่อให้ถั่วเหลืองสามารถเลี้ยงดูประชากรโลก โดยไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมเกินกว่าที่โลกจะรองรับได้

ข้อมูลอ้างอิง :

https://theconversation.com/how-soybeans-took-over-the-american-diet-without-anyone-noticing-290915

https://millingmea.com/global-soybean-production-to-reach-record-425mt-in-2025-26/

https://www.nature.com/articles/s41586-020-2233-8